พิมพ์หน้านี้
|
ความรู้สึกดีๆ ที่ตกลงในทะเลทราย ยามค่ำคืน... ๑ ใจหาย... เป็นความรู้สึกแรกที่พลันเกิดขึ้น... ปกติแล้ว นานๆ สักครั้งที่ผมจะโทรศัพท์หาเธอ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเราติดต่อหรือส่งข้อความถึงกันผ่านระบบจดหมายอิเล็กทรอนิค หรือ อี-เมล อยู่แล้ว เปล่า... มิได้เป็นเรื่องส่วนตัวอะไรทำนองนั้นหรอก เป็นไปเฉพาะเรื่องของงานเท่านั้นเอง เธอเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนช่วยเหลือหนังสือพิมพ์ของผมมานานแล้ว... ตั้งแต่เริ่มออกฉบับแรกๆ มาก็ว่าได้ ด้วยการเขียนบทความให้เดือนละสองครั้งตามจำนวนของหนังสือพิมพ์รายปักษ์ และทุกครั้งที่ส่งงานเขียนมาให้ เธอมักจะเขียนจดหมายสั้นๆ มาเพียงว่า พี่... หนูเขียนเรื่อง... มาให้แล้วนะคะ บางครั้ง ผมก็จะเขียนตอบขอบคุณไปด้วยจำนวนตัวหนังสือที่ไม่มาก ไม่ยาวไปกว่าเธอสักเท่าไรนัก แต่อาจจะมีบ้างที่ผมลืม... ในจำนวนที่เขียนถึง ผมเคยบอกเธอว่า จะไปหา จะไปเยี่ยม จะนำหนังสือรวมเล่มล่าสุดของผมไปฝาก จะชวนออกไปกินข้าว กินกาแฟ และอีกหลายๆ อย่างที่ผมคล้ายจะให้สัญญากับเธอไว้ แต่ไม่ได้ทำ... เมื่อต้นปี ตอนที่ผมเชิญพี่ๆ น้องๆ คอลัมนิสต์มาร่วมกินข้าวกันที่ร้านอาหารในตัวเมือง เพื่อพบปะสังสรรค์ ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน และเหตุผลสำคัญ เพื่อแสดงความขอบคุณ ที่ทุกคนร่วมแรง รวมใจเป็นหนึ่ง ในภารกิจที่ไม่มีสิ่งตอบแทนใดๆ... เพื่อสร้างความฝันใฝ่ ความตั้งใจที่แตกต่าง เวทีทางความคิดของคนตรัง แต่... คืนนั้นเธอก็ไม่ได้ไป เพราะต้องเดินทางไป-กลับ ระหว่างที่ทำงานในตัวเมืองทับเที่ยง กับบ้านซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ทุกวัน... วินาทีที่เธอบอกว่า พี่... หนูจะย้ายที่ทำงานแล้วนะ... ใจหาย... จึงเป็นความรู้สึกแรกๆ ที่พลันเกิดขึ้น... ๒ กลางวันที่รับเธอไปทานข้าวเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกเขินๆ จนบอกไม่ถูก ความจริงแล้ว ผมเป็นคนขี้อาย และมักจะทำอะไรเปิ่นๆ อยู่เสมอ แต่โชคดีที่วันนั้นผมไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดลงไป ไม่อย่างนั้นล่ะก็... ผมก็คงจะมีใบหน้าที่สีแดงเอามากๆ เธอ... บอกกับผมตอนที่นั่งทานข้าวด้วยกันที่ร้านแห่งหนึ่งใกล้ๆ โรงพยาบาลในใจกลางเมือง หนูส่งบทความชิ้นใหม่ไปให้พี่... หลายวันแล้ว ในอีเมลฉบับนั้น หนูยังบอกเลยว่า ได้งานใหม่ และกำลังจะย้ายไปจังหวัด... นั่นสิ หนูยังแปลกใจเลยว่า ทำไมพี่... ไม่ตอบเหมือนกับทุกๆ ครั้ง เป็นความบังเอิญที่ผมโทรศัพท์ไปถามเธอก่อนหน้าจะนัดกินข้าว ได้รับหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่หรือยัง พี่นำไปเหน็บไว้ที่ช่องประตูแล้ว... นั่นแหละ เธอจึงได้บอกว่าจะย้ายไปทำงานอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไปในทางทิศเหนือ ถัดจากที่นี่ไปอีกสักสองจังหวัด โชคดีอีกอย่าง... ที่เธอเป็นคนที่ชวนสนทนาได้ ไม่อย่างนั้นผมก็คงจะนั่งเป็นเบื้ออยู่นั่นแล้ว... ตั้งแต่ไหน แต่ไร ที่ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยจะเป็น ถ้าถามคำ ตอบคำ หรือถามแล้วไม่ตอบ ไม่นานก็คงจะปิดการพูดคุย ผมนั่งฟังเธอเล่าถึงเรื่องโอกาสของงานในที่ใหม่ แม้จะเป็นงานในลักษณะเดียวกัน แต่น่าจะทำหน้าที่ได้เต็มความสามารถมากกว่าเดิม อีกอย่างหนึ่ง ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณครึ่งเท่าตัว และเส้นทางที่น่าจะนำไปสู่ความมั่นคงในตำแหน่งการงานที่เปิดกว้างกว่า แม้จะคิดถึงบ้านมากๆ เมื่อเดินทางไปใหม่ๆ ก็น่าจะเป็นขวัญกำลังใจให้กับเด็กสาวในวัยเบญจเพสคนหนึ่ง... ที่ทดแทนกันได้พอสมควร... ๓ วันสุดท้ายที่เธอทำงานให้กับจังหวัดตรัง... ผมโทรศัพท์กลับไปหาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอพบและนำหนังสือ หรือจะเป็นบันทึกบทสุดท้ายถึงหญิงสาว ไปมอบให้ ตามที่ตั้งใจมานานข้ามวัน ข้ามเดือน ข้ามปี ในระหว่างที่ก้มหน้า ก้มตา เพื่อเขียน ขอบคุณ... ด้วยมิตรภาพ อยู่นั้น ผมถามเบาๆ ด้วยความไม่มั่นใจนักว่า มีของที่จะต้องหอบหิ้วกลับบ้านมากไหม... อนุญาตให้พี่ขับรถไปส่งไหม... ดูเหมือนเธอจะเกรงใจจริงๆ แต่พอผมคะยั้น คะยอ เธอก็ตอบตกลง... เกรงใจพี่... ในร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม ริมถนนสายพัทลุง-นครศรีธรรมราช เย็นวันนั้น เราเป็นลูกค้ารายแรกๆ ที่ไปถึงที่นั่น การสนทนาที่ออกรส ออกชาติ ไม่น้อยไปกว่าอาหารกินเล่นสองสามอย่างที่สั่งมาเป็นเพื่อน จริงๆ แล้ว เธอพูดเก่ง มีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังมากมาย ทั้งเหตุที่ต้องตัดสินใจไปเรียนวิชาที่ไม่ค่อยจะมีใครสนใจนักในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ แต่ก็ได้เป็นวิชาที่ใช้ทำมาหากินอยู่ในทุกวัน พี่... หนูเรียนแค่สามปีก็จบ เกรดนิยมอันดับหนึ่งค่ะ... แววตาสดใสสมวัยฉายฉาน เมื่อเอ่ยถึงความภาคภูมิใจของตัวเอง... รู้ไหม... หนู... อายุมากกว่าลูกของผมปีหนึ่ง... จะนับเป็นลูกสาวก็ได้นะเนี่ย..." ๔ ค่ำแล้ว... กลับกันเถอะ... เดี๋ยวที่บ้านหนูจะเป็นห่วง... ผมบอกเธอแผ่วเบา ก่อนจะกวักมือเรียกพนักงานของร้านสวยงามแห่งนั้นเข้ามารับเงินค่าอาหารที่เหลืออยู่กว่าค่อนจาน เพราะต่างมัวแต่นั่งประสานตา... ฟังเสียงสนทนาที่หลั่งไหล โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใด รถแล่นออกจากที่นั่นเพื่อย้อนกลับไปในทิศทางของหาดใหญ่ ไม่นานนัก พ่อของสาวเจ้าก็โทรศัพท์มา เป็นความห่วงใยที่ดูดีในยามค่ำคืน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องจอดรถเพื่อจะลงไปทำความรู้จัก ก็พอจะรู้ว่า... ครอบครัวนี้อบอุ่นนัก... ผมจอดรถรอจนเห็นเธอเดินเข้าใกล้ประตูบ้านแล้ว จึงค่อยๆ จากมา... ตลอดเส้นทางครึ้มดำสองข้างถนนที่ทอดยาว ระหว่างขับรถข้ามภูเขาพับผ้ากลับมาบ้าน นิ่งๆ เงียบๆ เพราะนอกจากจะต้องมีความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้น ผมยังนั่งคิดไปต่างนานา และบอกกับตัวเองว่า ดีใจ มีความสุข ที่มี ความรู้สึกดีๆ เข้ามาในชีวิต เช่นนี้... ชีวิตเช่นนี้... ที่หลายๆ วันเวลาที่ผ่านมา แห้งผากดั่งทะเลทราย มองหาก็มองหายไม่เห็นหน... มืดค่ำคืนไหนไม่มีใครสักคนให้คิดถึง... พี่ขับรถถึงไหนแล้ว... เสียงเธอถามมาทางโทรศัพท์เมื่อผมขับรถมาเกือบจะถึงปากซอยเข้าบ้าน จึงเป็นเสมือนหยดน้ำเล็กๆ เพียงหยดเดียวที่หลงพัดลงสู่ทะเลทรายแห้งแล้ง ที่ช่วยสลัดความเงียบเชียบวังเวงในหัวใจลงไปได้บ้าง ใช่... อย่างน้อยๆ ก็ในวินาทีนั้น แม้มิอาจจะคาดหวังถึงสิ่งใดได้เลย... และบัดนั้น... ความรู้สึกใจหายก็เกิดขึ้นอีกครั้งพลัน...
ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต
|