พิมพ์หน้านี้
|
ไม่รู้ว่า...ความรักกำลังจะมา หรือจะไป... (3) วานิช สุนทรนนท์ 18 กันยายน 2548 ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต 6.) หญิงสาว... วันนี้ฝนเริ่มซาเม็ดไปบ้างแล้ว หลังจากตกหนักมา 3-4 วันและคืนติดต่อกัน เมื่อกลับจากตัวเมืองใหม่ๆ ผมจึงรีบนำผ้าไปตากในขณะที่แดดยังคืนมาไม่หมด นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว ยังแห้งไม่สนิทเลย ผมขับรถเข้าเมืองตั้งแต่ก่อนเที่ยง เพื่อจะนำหนังสือพิมพ์อันดามันฯไปให้กับคอลัมนิสต์ 2-3 ราย แต่ไม่เจอใครเลย ขณะที่โทรศัพท์ไปหาคนแรก เธอติดงานอยู่ที่เกาะลังกาวี คนที่สองกำลังประชุมอยู่ที่เลตรัง จึงไปฝากไว้ที่หอจดหมายเหตุฯ คนสุดท้าย เขียน คนวาดกวี มาตั้งแต่ 6 ฉบับที่แล้ว วันนี้ลาพักร้อนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กำลังเดินทางไปทำธุรกิจแอมเวย์ที่สิเกา สรุปว่าไม่ได้เจอใครสักมนุษย์หนึ่ง (จุ๊ๆๆ อย่าเอ็ดไป... มีใครบางคนกำลังคิดตำหนิผมอีกแล้วว่า ทำไมไม่โทรนัดเขาไว้ก่อนล่ะ...เห็นไหม จริงๆ ด้วย อิ อิ อิ ) แวะกินข้าวที่ร้านคาฟฟ่า ไม่อร่อยเลยสักนิดดดด... จากนั้นก็ไปร้านหนังสือมิตรสาส์น เจ๊เฟื่องฟ้า เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า เหตุที่ต้องจัดมุมหนังสือเฉพาะของสำนักพิมพ์แจ่มใสไปอยู่ตรงที่ดีที่สุด เด่นที่สุดของร้านตามที่เห็นนั้น ก็เพราะเป็นความต้องการของทางสำนักพิมพ์ที่กำลังจัดประกวดมุมหนังสือกันอยู่ทั่วประเทศ ผมถามต่อว่า ขณะนี้ยอดขายหนังสือกลุ่มนี้เป็นอย่างไรบ้าง ลูกสาวของเจ๊เป็นคนตอบว่า ช่วงนี้ค่อนข้างจะอืดๆ หน่อยนะ นี่ไง... ทางสำนักพิมพ์ก็เลยกระตุ้นด้วยการประกวดการตกแต่งมุมหนังสือของเขาขึ้นมา เดินออกมาดูกองหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหน้าร้าน เขายังจัดได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะทางร้านไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับหนังสือประเภทนี้ จากการวางทับกันเองที่ก่อนนี้เกือบจะตลอดทั้งเล่ม จนไม่รู้ใครเป็นใคร เล่มไหนเป็นเล่มไหน มาวันนี้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง 7.) หญิงสาว... เมื่อวานหรือเมื่อคืน จำไม่ค่อยจะได้แล้ว ที่ผมบอกเธอว่า ช่วงนี้เขียนอะไรไม่ค่อยจะได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากปิดต้นฉบับหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมยังไม่สามารถเขียนอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอันเลย พอเริ่มจะเขียนก็ต้องวาง หรือเขียนไปได้สักนิดหน่อยก็รู้สึกว่าตันแล้ว เลิกก่อนดีกว่า ผมคิดว่า บางทีนอกเหนือจากการไม่มีสมาธิ ไม่ได้เตรียมการ ไม่ได้วางเค้าโครงของเรื่องที่จะเขียนไว้ก่อน จึงทำให้เกิดอาการเขียนๆ หยุดๆ แล้ว น่าจะเกิดจากความรู้สึกสับสนกับทางเลือกที่เข้ามา นั่นคือ ทางหนึ่ง เหมือนกับที่เราคุยกันมาตลอด เธออยากเห็นผมเขียนหนังสือในรูปแบบของนิยาย หรือเรื่องสั้น ให้ขายได้ ซึ่งหลายคนเรียกคนที่ทำงานเช่นนี้ว่า นักเขียน ผมคิดไปอีกทางหนึ่งว่า วันนี้ ผมยังไม่มีความสามารถพอที่จะไปถึงตรงนั้นได้ แต่ด้วยความอยากเขียน จึงบอกกับเธอว่า ก่อนที่จะไปถึงจุดที่เธอต้องการให้ผมเป็น ขอประนีประนอมด้วยการเขียนบทความ หรือข้อเขียนในรูปแบบอื่นๆ ที่ผมน่าจะหัดทำได้ เพื่อจะนำลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นไปก่อนได้ไหม ขณะเดียวกัน ผมมีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นที่จะมีหนังสือพิมพ์เป็นของตนเอง ซึ่งน่าจะขายได้เหมือนกัน ในทิศทางหลังนี้ แม้ผมจะยังไม่ใช่เสียทีเดียวในตอนนี้ แต่หลายคนก็เรียกคนที่มีลักษณะงานเช่นนี้ว่า นักหนังสือพิมพ์ ให้บังเอิญว่า หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ฉบับก่อนกลางเดือนที่ผ่านมา (915 ก.ย. 48) ได้พูดถึงสิ่งที่คล้ายๆ กันนี้ ผมเห็นว่ามีสาระที่สำคัญ จึงขอนำมาเล่าให้เธอฟังด้วย... ...ไม่ว่าจะเป็น นักเขียน หรือเป็น นักหนังสือพิมพ์ พื้นฐานที่สำคัญอันขาดมิได้ก็คือ พื้นฐานแห่งการเป็น นักอ่าน ยากยิ่งที่จะสามารถเป็น นักเขียน โดยมิได้เป็นนักอ่าน ยากยิ่งที่จะสามารถเป็น นักหนังสือพิมพ์ โดยมิได้เป็น นักอ่าน การอ่านจึงเป็นพื้นฐานและเป็นเหมือนเส้นไหมแดงร้อยเชื่อมไปสู่ความเป็นนักหนังสือพิมพ์ และไปสู่ความเป็นนักเขียน นักประพันธ์ สำหรับนักเขียนหรือนักหนังสือพิมพ์ก็คือ เขาจะต้องเป็นคนเขียนหนังสือ หากไม่มีความสามารถในการเขียนก็ยากที่จะเป็น นักเขียน ได้ หากไม่มีความสามารถในการเขียนก็ยากที่จะเป็น นักหนังสือพิมพ์ ได้ จากนี้จึงเห็นได้ว่า แม้วิวัฒนาการทางสังคมจะแยกความเป็น นักเขียน ออกจากความเป็น นักหนังสือพิมพ์ แต่ทั้ง 2 อาชีพนี้ก็มีจุดร่วมดำรงอยู่ เป็นจุดร่วมที่จำเป็นต้อง อ่าน เป็นจุดร่วมที่จำเป็นต้อง เขียน หญิงสาว... ทั้งหมดที่ผมยกมาเล่าให้ฟังนี้ อาจจะไม่ต่อเนื่องกันนักกับความรู้สึกสับสนต่อทางเลือกที่ผมพูดถึงก่อนหน้านี้ แต่อย่างน้อยๆ ก็จะเป็นคำอธิบายว่า นอกเหนือจากความชอบเป็นการส่วนตัวมานานแล้ว ทำไมผมจึงเห็นดีเห็นงามไปกับเธออย่างว่าง่ายในเรื่องของการเขียนหนังสือ และทำไมผมจึงอ่านหนังสืออย่างเป็นบ้าเป็นหลังในเวลาหลายๆ เดือนที่ผ่านมา จริงอยู่ แม้ผมไม่ได้มีเพียงตัวหนังสือเท่านั้นที่เป็นเพื่อน แต่หลายๆ ครั้ง ผมรู้ดีว่า ก่อนจะหลับทุกค่ำคืน ผมอยู่กับใคร หรือสิ่งใด... 8.) หญิงสาว... ดีใจมากที่เธอโทรศัพท์มาหาเมื่อตอนเช้าก่อนที่ผมจะออกไปส่งลูก ความจริงผมควรจะเป็นฝ่ายโทร เพราะเมื่อคืนนี้เอง ก่อนจะดึก ได้ฝากข้อความไปว่า นอนให้หลับนะจ๊ะ พรุ่งนี้จะโทรหา พี่เข้าใจดี...กำลังจะเขียนถึง... ขณะที่เธอโทรมา ผมแต่งตัวเสร็จแล้ว กำลังรอส่งลูกไปโรงเรียน เดินไปให้อาหารปลาหางนกยูงในอ่างใกล้ๆ ต้นโมกข์หน้าบ้าน พูดถึงปลาในอ่างนี้แล้วมีเรื่องเล่าให้เธอฟังเยอะเลย เพราะอ่างปลาแห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาสำหรับแจกให้กับคนในหมู่บ้าน ตั้งแต่ปากซอยยันท้ายซอย ใครไม่มี ผมก็บอกให้มาตักเอาไปได้เลย ใครนำไปเลี้ยงแล้วตายหมดก็มาตักใหม่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เด็กนักเรียนชั้นประถมฯใกล้บ้านคนหนึ่งมาบอกว่า พรุ่งนี้ ทางโรงเรียนเขาจะเปิดตลาดนัดของนักเรียน ให้ทุกคนนำสินค้าไปขาย ผมขอปลาหางนกยูงของลุงโอดไปขายหน่อยนะ เช้าวันรุ่งขึ้นเห็นหิ้วถุงพลาสติกใบใหญ่ไปโรงเรียน จะขายหมด หรือทำกำไรได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ มีอยู่วันหนึ่ง ผมปวดหัวที่สุดและนึกอยากจะเตะเด็กสักป้าบก็คือ ตอนที่ ไอ้หรั่ง เด็กผู้ชายลูกครึ่งไทย-เยอรมัน วัยเพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาลที่ชอบวิ่งมาดู และถามว่าทำอะไรๆ ทุกครั้งที่ผมให้อาหารปลา วันนั้นผมไม่อยู่บ้าน แกคงอยากทำด้วยตัวเองบ้าง จึงเทอาหารในกระป๋องที่เหลืออีกครึ่งค่อนลงไปในอ่างปลาทั้งหมด ปรากฏว่า หางนกยูงเพื่อนรักของผมตายเกือบเกลี้ยง ส่วนใหญ่ลอยหงายเก๋งอยู่ในสภาพท้องแตก เหม็นหึ่งไปทั้งอ่าง ดีหน่อยตรงที่เพื่อนบ้านหลายคนที่เคยตักปลามาช่วยกันล้างอ่าง ถ่ายน้ำกันโกลาหล ในขณะที่ ไอ้หรั่ง ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลยในเย็นวันนั้น... หญิงสาว... หากถามว่า เวลากว่าสิบเก้านาทีสำหรับการพูดคุยโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ เป็นเวลาที่มากหรือนานไปไหม คำตอบคือ ไม่ แต่เวลาที่เท่าหรือใกล้เคียงกันนี้ หากคุยกับคนที่เราไม่อยากพบ ไม่อยากเจอด้วย ถามว่า เป็นเวลานานหรือไม่ คำตอบคือ นานมาก... ในเรื่องของเวลาที่เท่ากัน แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันเมื่อเราพูดกับคนที่เรารักกับคนที่เราชัง หรือคนที่เราอยากพูดด้วยกับคนที่เราไม่อยากพูดด้วยนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะนี่คือคำอธิบายที่ง่ายที่สุดสำหรับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ เชียวครับ อย่าให้ผมพูดมากกว่านี้ เดี๋ยว(ผม)จะยิ่งสับสน... |