พิมพ์หน้านี้
|
ไม่รู้ว่า...ความรักกำลังจะมา หรือจะไป... (4-จบ) วานิช สุนทรนนท์ 18 กันยายน 2548 ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต 9.) หญิงสาว... ผมอยากจะบอกกับเธอว่า ไม่กี่วันมานี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือจบไปอีกหลายเล่ม สองในจำนวนนั้นก็คือ ปาป้า เฮมิงเวย์ และ เมื่อเดือนลับฟ้า เล่มแรกเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของประวัติเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ผู้เขียน The Old Man and The Sea ที่เคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้ว แต่เล่มนี้เขียนโดยนักหนังสือพิมพ์ที่เคยไปสัมภาษณ์เรื่องงานเขียนของปาป้า แต่เกิดความชอบพอกันในอัธยาศัย จึงคบหาเป็นเพื่อนตลอดมาอีกหลายๆ ปี เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ เป็นการเล่าถึงตัวตนของเฮมิงเวย์ที่น่าสนใจไว้มากมาย ตั้งแต่การใช้ชีวิต การเดินทาง การเขียนหนังสือ ผู้หญิง กีฬาที่ชื่นชอบของเฮมิงเวย์ คือ กีฬาสู้วัวกระทิงที่สเปน ในตอนสุดท้าย ผมค่อนข้างจะรู้สึกสลดใจที่รู้ว่าเฮมิงเวย์คล้ายจะมีอาการป่วยเป็นโรคประสาท ระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย ไม่ไว้วางใจใครอีกทั้งสิ้น และถึงกับฆ่าตัวตายในที่สุด... ผมเก็บบางข้อความจากหนังสือเล่มนี้มาฝากด้วยนะครับ นั่นคือ มีอยู่ตอนหนึ่งเฮมิงเวย์พูดกับคนเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า การเขียนหนังสือนี่เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ที่ช่วยให้ผมรู้สึกว่า ไม่ใช่คนที่อยู่ไปเพียงวันหนึ่งๆ อย่างน่าเสียดายเวลา... อีกข้อความหนึ่งเฮมิงเวย์บอกว่า ความตายอย่างรุนแรงของคนเราก็คือ การเพลี่ยงพล้ำจนทำให้ความเป็นตัวเองในชีวิตต้องสูญสิ้นลง... ประเด็นนี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับความสง่างามของชีวิต ของมนุษย์ ที่จะต้องรักษาความเป็นอิสระ ความเป็นตัวของตัวเอง การไม่ยอมแพ้ หรือจำนนกับใครหรือสิ่งใดอย่างนั้นกระมัง หรือเธอมีความเห็นว่าอย่างไร ส่วนหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือของจอห์น สไตน์เบ็ค ผู้เขียน Of Mice and Men ที่มีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า เพื่อนยาก ความจริงผมเห็นหนังสือ เมื่อเดือนลับฟ้า ที่ห้องหนังสือบ้านแม่มานานแล้ว รู้ว่าเป็นหนังสือของพี่สาว แต่ผมไม่เคยให้ความสนใจเลย เพราะเมื่อเห็นชื่อเรื่องภาษาไทยครั้งแรก เข้าใจว่าเป็นหนังสือประเภท นวนิยายประโลมโลก ต่อมาเมื่อได้อ่านกลับสนุกจนแทบจะวางไม่ลง ชื่อ The Moon is Down ณรงค์ จันทร์เพ็ญ แปลไว้สวยงามเหลือเกินว่า เมื่อเดือนลับฟ้า ฟังเผินๆ เหมือนจะเป็นนิยายโรแมนติก แต่ไม่ใช่ เพราะหนังสือที่พิมพ์มานานถึง 20 ปีเล่มนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเยอรมันบุกไปยึดประเทศนอร์เวย์ ที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีนายกเทศมนตรีและประชาชนที่ไม่ยอมแพ้ลุกขึ้นต่อต้านเงียบๆ แต่แนบเนียน เพื่อทวงเสรีภาพ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เข้าทำนองที่ว่า ยึดครองได้ แต่กดขี่ไม่ได้ มีเวลาแล้วผมจะเล่าให้ฟังอีกทีหนึ่งครับ... เมื่อพูดถึงถ้อยคำสวยๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีข้อความบางตอนที่น่าหยิบมาพูดถึง จากหนังสืออยากจะกู่ร้อง บอกรักให้ก้องโลก หรือ Crying Out Love, at the Center of the World คือ คน... บางคน พระเจ้าแค่ส่งมาให้เจอกัน แต่ไม่ได้ให้มาอยู่ด้วยกัน... เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมไม่เคยอ่านที่ไหนมาก่อน แต่รู้ว่าขณะนี้เป็นภาพยนตร์ชุดฉายอยู่ทางสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ตามที่รู้เรื่องราวย่อๆ แล้ว เห็นว่าไม่ได้เป็นการนำเสนอเนื้อหาที่ใหม่แต่อย่างใด เพราะเรื่องราวที่หญิงคนรักเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแล้วตายจากไป ทิ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องอยู่เป็นโสดจนถึงวันตายตามนี้ มีมาหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อหนุ่มใหม่ๆ ผมเคยดูหนังเรื่อง Love Story ซึ่งเป็นตำนานของหนังรักทั้งหลายในเวลาต่อมา สมัยยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมฯต้นก็มีหนังจากประเทศอินโดนีเซีย เรื่อง โอ้รัก... หรืออะไรทำนองนี้ สัก 10 ปีที่แล้ว เป็น Dying Young และเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็เป็นหนังชุดจากประเทศเกาหลีที่นางเอกต้องตายด้วยโรคชนิดเดียว จำได้ว่า ตอนนั้นผมติดตามดูทุกสัปดาห์จนจบ แม้จะมีอายุที่เลยวัยรุ่นแล้ว แต่ยังมีความซาบซึ้งง่ายๆ กับหนังและความน่ารักของนางเอก ทุกครั้งที่นางเอกเรียกชายหนุ่มที่เป็นคนรักว่า พี่ชาย... ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงใครคนหนึ่ง ที่น่ารักและเรียกผมด้วยคำๆ นั้นในช่วงเวลาสั้นๆ ที่คบหากันแบบพี่ชาย-น้องสาว เมื่อเวลากว่า 20 ปีที่แล้ว เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ขอติดไว้ก่อน มีเวลาแล้วจะเขียนมาเล่าให้เธอฟังนะครับ อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงหนังที่เกี่ยวกับความรักแล้ว ไม่ว่าจะฉายซ้ำในมุมเดียวกันสักกี่ร้อย กี่พันเรื่องหรือกี่ล้านครั้ง ความรักก็ยังมีความหมายและศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวเองเสมอ จริงไหมครับ... วินาทีนี้ เมื่อได้ยินหรือพบเห็นประโยคหวานแหววของคนที่เริ่มมีความรัก แล้วต้องพรากจากกันก่อนเวลาอันควรข้างต้น เธอจะคิดถึงเรื่องอะไรบ้างผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าผมกำลังคิดถึงเรื่องอะไร... 10.) หญิงสาว... วันเวลาที่เรามีความสุข มักจะผ่านเลยไปอย่างรวดเร็วเสมอ ผมไม่รู้ว่าใครกล่าวไว้เป็นคนแรกและตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เป็นความจริงที่ยากจะหาใครอื่นมาคิดโต้แย้งได้ เมื่อคืนหลังวางโทรศัพท์ลงแล้ว ผมลองเปิดหน่วยนับเวลาที่เราคุยกัน... ไม่ใช่เวลาน้อยๆ แต่ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน สองหรือสามวันมานี้ เราคุยกันหลายเรื่องมาก แต่มีบางเรื่อง บางประเด็นที่ผมน่าจะนำมาคิดต่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ...อะไรกัน พูดกันมานานถึงสี่เดือนแล้วยังไม่รู้จักกันอีกหรือ... เรื่องการที่ผมจะชวนไปเที่ยว แต่เธอตอบชัดเจนทันทีว่า ไม่ไป... และเมื่อคืนนี้เอง ที่เราพูดถึงความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่เกิดระหว่างวันว่างเว้นจากการพบกัน ปล่อยให้ความคิดถึงได้ทำหน้าที่ของเขาบ้าง... ผมยอมรับว่า เวลา 4 เดือนที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนักที่เราได้พูดคุยกัน มีบางเรื่องที่ผมเข้าใจแล้ว บางเรื่องที่เริ่มจะเข้าใจ และอีกมากมายที่ยังไม่ค่อยจะได้รับรู้และเข้าใจ ในขณะเดียวกัน ก็ขอยืนยันว่า จะไม่เรียกร้องให้ต้องเฉลยในทุกเครื่องหมายคำถามโดยทันที... แต่บางครั้งบางคราว ผมไม่ค่อยจะแน่ใจว่าการ ได้คุย กันทางโทรศัพท์หลายๆ ครั้ง แม้จะเป็นครั้งละนานๆ... กับการ ได้รู้จัก จะเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ ส่วนการตัดสินใจที่จะไม่ไปไหนกับผมสองต่อสอง หรือแม้แต่กับเด็กๆ ของเธอด้วยนั้น ขอให้เธอสบายใจได้เลยว่า แม้จะรอคอย... แต่ผมก็เข้าใจ... และสัญญาว่าจะไม่รุกราน ไม่ว่าจะในทิศทางใดๆ อยากจะบอกอีกครั้งว่า ผมเข้าใจ... เธอ และผมเข้าใจ... ตัวของผมเองด้วย... ตลอดเวลา... สงสารก็แต่ ความคิดถึง... งานนี้คงจะต้องทำงานหนักตลอดชีวิตเสียแล้ว... |