พิมพ์หน้านี้
|
หญิงสาว... ไปนอนดูดาวด้วยกันไหม... (3) วานิช สุนทรนนท์ 3 ตุลาคม 2548 ปลายมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต 7.) หญิงสาว... เขายังจำได้ การสนทนาในความมืดคืนนั้น เขาถามเธอเบา ๆ ว่า ยังต้องการจะฟังบทกวีที่พี่เขียนลงหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่อีกไหม... เพราะก่อนหน้านี้ เธอเคยคะยั้นคะยอจะให้เขาอ่านบทกวีบทนี้ให้ฟังทีหนึ่งแล้ว แต่เขาบอกให้รออ่านในหนังสือดีกว่า แต่เมื่อเห็นว่า หนังสือทำท่าจะออกช้ากว่ากำหนด เขาจึงเปลี่ยนใจ และยังรู้สึกดีที่เธอไม่เปลี่ยนแปลง เขาเองก็รู้ว่าเธอรู้ บทกวี หรืออะไรที่เขาพยายามจะให้เป็นบทกวีนั้น ความจริงยังไม่ใช่ เขายังไปไม่ถึงจุดนั้น เป็นได้ก็เพียงการบันทึกความรู้สึก อารมณ์ ในขณะนั้นๆ และ วันเวลาที่สูญเปล่า... บทนี้ก็เช่นกัน... เดือนตุลาคม... หลายปีก้อนโน้น เพื่อนและพี่จากไป พวกเขาบอกให้รอ แล้วจะกลับมาพร้อมกับชัยชนะ เดือนตุลาคม... ปีที่แล้ว... ปีนี้... มีบางคนเดินจากไปด้วยชัยชนะ เธอหันมาบอกเบาๆ เพียงว่า ไม่ต้องรอ... เมื่อฟังจบ เธอตั้งคำถามทันทีว่า ตุลาคมปีนี้... พี่อยากได้อะไร จำได้ว่า... เขาเงียบไปพักใหญ่ๆ คิดไม่ออก บอกไม่ได้ว่าจะตอบเธออย่างไร เพราะเขารู้สึกตัวตลอดเวลาว่า วันเวลาที่เห็นและเป็นอยู่นี้ เขาไม่กล้าคิดที่จะบอกใครสักคนว่าเขาอยากได้อะไร ไม่กล้าที่จะตั้งความหวัง รวมไปถึงไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะไปเรียกร้องอะไรจากใครได้ วันหนึ่งๆ คืนหนึ่งๆ ขอให้ผ่านไปโดยไม่ต้องฝันร้ายเพิ่มขึ้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว อีกใจหนึ่งก็อยากจะบอกเธอเหลือเกินว่า ขอจุมพิตเบาๆ ตรงหน้าผาก หรือหอมแก้มสักฟ่อดหนึ่งได้ไหม... แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอ้างออกมา เพราะเกรงว่าเธอจะไม่เข้าใจ จึงได้แต่งึมงำว่า... ขอเพียงความรู้สึกดีๆ ก็พอแล้ว... นั่นมันเรื่องใหญ่มากเลยนะ... เธอแย้งพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ ก็อย่าไปแปรรูปมันสิครับ ผมหมายถึง ความรู้สึกดีๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเรียกว่า... รัก... ก็ได้ แล้วเธอก็เงียบไปอีกพักหนึ่งเหมือนกัน... วันไหนไม่ได้คุยด้วย พี่รู้สึกอย่างไรบ้าง เธอถามมาอีกปลายสายหนึ่ง หลังจากนั้น ไม่เป็นไรนี่... พี่เข้าใจ บางทีที่ไม่กล้าโทรไปหา เพราะรู้ว่ากำลังทำงาน ไม่เหมือนกัน... วันไหนไม่ได้คุย... จะรู้สึกหงุดหงิด... วินาทีนั้น เขาไม่แน่ใจว่าเธอพูดจริง หรือแกล้งหยอกเล่นกันแน่ พี่โทรหากี่ครั้งเชียว... เธอถามเหมือนจะต่อว่า เพราะเขาไม่ค่อยจะโทรหาเธอบ่อยนัก และในจำนวนไม่กี่ครั้งนั้น เธอไม่ค่อยจะได้รับสาย มีบ้างบางทีที่เขาแอบรู้สึกน้อยใจ แต่ไม่ใช่ทุกครั้ง และไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ปล่อยให้ความคิดถึงทำหน้าที่ของเขาไปบ้างก็ดี... 8.) หญิงสาว... ก่อนจะวางสายคืนนั้น เธอร้องขอว่า พี่เขียนบทกวีให้บทหนึ่งนะ... พอเห็นเขาทำท่าเล่นตัว อึกๆ อักๆ เธอจึงเพิ่มขึ้นเป็นสองทันที อย่าลืมนะ... สองบทก็แล้วกัน... ไม่รู้ว่าหลงรับปากไปได้อย่างไร เฮ้อ... บทกวีไม่ใช่เขาจะเขียนให้ใครกันง่ายๆ หรอกนะ นอกจากคนที่เขารักเท่านั้น... พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เขานึกขึ้นมาได้ว่า มีอีกบางเรื่องราวที่ยังไม่ได้เล่าให้เธอฟัง... ไม่แน่ใจว่า เธอจะยังจำหนังสือรวมบทกวีของ ดาวศรัทธา ที่ชื่อว่า เดียวดายก็เหมือนเดิม เล่มนั้นได้ไหม ความจริงแล้วหนังสือเล่มนั้นมีที่มา และเรื่องราวเหล่านั้นก็จบลงด้วยความเศร้าเช่นกัน ...........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
ประมาณปี 2527 หลังโรงพยาบาลย่านตาขาวเปิดใหม่ๆ ได้สัก 2 ปี ตอนนั้น เขายังเป็นกรรมการหาทุนให้กับโรงพยาบาล จึงต้องขึ้นๆ ลงๆ อยู่บ่อยครั้ง ปีนั้น มีนักเรียนสาวจากวิทยาลัยพยาบาลสงขลา มาฝึกงานอยู่ 2 คน ด้วยวัยเพียง 28 ปีในขณะนั้น จึงอดที่จะเหลียวไปหาสาวๆ ไม่ได้ เมื่อมองกันไปก็มีการมองกลับมา การสบตาก็เกิดขึ้น หนึ่งในสองคนนั้น คือ หน่อง เป็นคนผิวขาว ใสซื่อ น่ารักมาก ก่อนที่พวกเธอจะกลับไปเรียนต่อเมื่อการฝึกงานเสร็จสิ้นลง เขาก็มีความสนิทสนมมากพอที่จะชวนไปเลี้ยงส่งได้ จากครั้งเดียวกลายเป็นสองครั้งและสามครั้ง เมื่อถึงวันเดินทางกลับจริงๆ เขาตื่นตั้งแต่เช้ามืด ขับรถเข้าไปรับน้องๆ ถึงบ้านพักหลังโรงพยาบาล แต่ไปส่งได้เพียงคิวรถแท็กซี่สุราษฎร์ธานี เพราะทั้งสองคนเป็นคนที่มีพื้นเพจากที่นั่น เมื่อเปิดเทอมใหม่ จำได้ว่าเขาไปหาถึงสงขลา ชวนกันไปเที่ยวหาดสมิหลา ไม่นานหลังจากนั้นน้องๆ สองคนนี้มาฝึกงานที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เขาก็มีเหตุให้เดินทางไปหาดใหญ่บ่อยขึ้น มีความใกล้ชิดและเข้าใจกันและกันมากขึ้น ครั้งหนึ่ง เขาขึ้นไปรับเธอถึงบ้านคุณแม่ที่กรุงเทพฯ เพื่อจะได้นั่งรถไฟกลับมาด้วยกัน แม้เช้าวันรุ่งขึ้น ต้องโบกมือจากลาที่สถานีรถไฟบ้านนาสาร เธอเข้าทำงานที่โรงพยาบาลสราญรมย์ พุนพิน สุราษฎร์ธานี หลังจบการศึกษาแล้ว เขายังคงขับรถทางไกลมาเยี่ยมเยียนครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะพลัดพรากกันจริงๆ เมื่อปี 2529 ต่อมาอีกไม่นานปีนัก เธอเข้าพิธีแต่งงานกับคุณหมอคนหนึ่ง... เขาไม่ได้เจอะเจอกับเธออีกเลยเกือบ 5 ปี จนปลายปี 2534 เมื่อมีโอกาสผ่านบ้านนาสารจึงได้แวะไปหา เหลือเชื่อว่า หลังจากนั้น เวลาผ่านไปอีกกว่า 10 ปี เขาจึงมีโอกาสแวะไปทักทายเธออีกครั้งหนึ่ง หากเล่าแบบรวมเวลาก็จะบอกได้ว่า เกือบ 20 ปีที่จากกันตั้งแต่ ปี 2529 โน้น เขาเพิ่งได้พบกับเธอเพียง 2 ครั้งๆ ละประมาณ 15 นาทีเท่านั้นเอง มีบางช่วงเหมือนกันที่เคยติดต่อกันบ้างทางโทรศัพท์ บางครั้งที่เธอยังบอกว่ารักเขา เขาเองก็บอกว่ารักเธออยู่เสมอมา แต่ไม่ใช่ในฐานะคนรักในความหมายที่ใครๆ เข้าใจกัน ซึ่งความจริงแล้ว... ตลอดเวลาที่คบหากันในระยะสั้นๆ นั้น เขาไม่เคยคิดอะไรเลยเถิดถึงขั้นจะเป็นแฟนกันเลย แต่น่าจะเป็นความรู้สึกรักเพราะรัก รักเหมือนเพื่อน รักเหมือนน้อง ไม่เคยแตะหรือสัมผัสกันเลยแม้เพียงปลายก้อย จึงไม่เคยรู้สึกขัดเขินทุกครั้งที่ต่างคนต่างบอกว่าเรายังรักกันอยู่นะ เธอคนนี้เอง ที่เคยเรียกเขาทุกครั้งจนติดปากว่า พี่ชาย...
|