พิมพ์หน้านี้
|
ทำลายได้..... แต่จะไม่มีวันยอมแพ้ a man can be destroyed but not defeated วานิช สุนทรนนท์ กันยายน 2548 ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต และ ปกหนังสือ 1.) หญิงสาว... เช้าวันนี้ เป็นเช้าที่ค่อนข้างจะสดใส อาจจะเป็นเพราะฝนที่ทิ้งช่วงจนดูเหมือนจะแกล้งให้รู้สึกห่างเหินกันไปบ้าง ทำให้พอจะเห็นสีฟ้าของท้องฟ้าได้ชัดเจนขึ้น แสงแดดส่องต้องใบไม้ให้เห็นเป็นสีเขียวที่มากกว่าเดิม คล้ายๆ จะมีแสงสว่างมาจากข้างใน ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นกระแตหรือกระรอกตัวเล็กๆ ที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ทำท่าลุกลี้ลุกลนอยู่บนกำแพงอย่างระแวดระวัง ไม่นานนัก เห็นอีกทีก็ไปกัดแทะมะละกอสุกอยู่บนต้นแล้ว ความจริงก่อนหน้านี้ ละแวกบ้านท้ายซอยตันที่ผมอาศัยอยู่นี้มีกระรอกและพังพอนอยู่หลายตัว แต่ค่อยๆ ลดลงจากฝีมือของพรานหิวแถวๆ นี้ที่แสวงหากับแกล้มในยามเย็นๆ เช้าวันนี้ เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมยังไม่ได้ออกไปไหนเลย เพียงแต่เดินถือหนังสือเล่มเล็กเข้าออกหน้าบ้าน ในบ้าน อยู่หลายรอบแล้ว จำได้ไหม... หลายวันก่อนโน้น เธอถามผมมาทางโทรศัพท์ว่าทำไมอ่านแต่หนังสือ โทรมาทีไรก็เห็นอ่านหนังสืออยู่ทุกที ผมยอมรับว่าหลายๆ ครั้งเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยเหตุผลสองประการ คือ ประการแรก ความชอบในการอ่านหนังสือของผมมีมานาน ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่คว้าหนังสือเล่มโตๆ หนาๆ ในตู้ของพ่อมาเปิดดูภาพแล้ว ประการที่สอง ผมยอมรับอีกว่า หลายวันมานี้ ผมขลุกอยู่กับหนังสือเก่าๆ เหล่านั้นจริง และมีความรู้สึกเสมอว่า แม้ว่าหนังสือบางเล่มอาจจะดูเก่าคร่ำ แต่ถ้าเรายังไม่ได้อ่าน ผมถือว่าหนังสือเล่มนั้นยังใหม่สำหรับผมอยู่เสมอ ผมมีความสุขและรู้สึกอบอุ่นในใจเสมอเมื่ออ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเล่มเก่าๆ นั้น เพียงแต่หยิบมาพลิกดูวันเดือนปีที่ได้มาของแต่ละเล่ม วันเวลาที่ผ่านเลยไปแล้วก็เหมือนจะย้อนกลับมาให้เห็นเรื่องราวเป็นฉากๆ เป็นความรู้สึกที่ผมอธิบายลงไปในรายละเอียดไม่ได้ แต่เข้าใจเอาเองว่า มันคงจะคล้ายๆ กับวันหนึ่งที่เธอเคยเล่าว่า กำลังรื้อภาพถ่ายเก่าๆ และจมลึกไปกับภาพเหล่านั้นเป็นเวลาครึ่งค่อนวัน นั่นแหละ... 2.) หญิงสาว... หนังสือเล่มเล็กที่ผมถืออยู่ในมือขณะนี้ เป็นอีกเล่มหนึ่งที่ผมได้มาตั้งแต่ 18 ปีก่อน แต่เพิ่งมาอ่านจบไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง เป็นหนังสือเล่มเล็กที่ผมคิดว่ามีความยิ่งใหญ่อยู่ในตัวเองอย่างมาก และใครต่อใครที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือเกือบทั่วโลกก็คงจะคิดเช่นนั้น เป็นเวลาแปดสิบสี่วันมาแล้ว ที่ ลุงซันติอาโก ชายชราที่ใช้เรือเล็กจับปลาอยู่ตามลำพังไม่สามารถตกปลาได้เลยแม้แต่ตัวเดียว เช้าวันที่แปดสิบห้า เขาไม่เคยคิดที่จะย่อท้อ ยังออกเรือไปตามปกติตั้งแต่เช้ามืด จัดการวางเบ็ดไว้กับข้างตัวเรือ ต่อมา รู้สึกว่ามีปลามากินเหยื่อแล้ว แต่ดูเหมือนจะเป็นปลาที่ตัวใหญ่และมีเรี่ยวแรงมหาศาล ชายชราปล่อยให้ปลาใหญ่ที่ติดเบ็ดลากเรือไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้วันรู้คืน ใจเย็นรอว่าเมื่อไหร่ปลาจะหมดแรงก็จะช้าลงและจะขึ้นมาโผล่ผิวน้ำให้เห็นตัวของมันเอง เอาเข้าจริงแล้ว แกต้องปล่อยให้ปลาเป็นฝ่ายลากจูงอยู่อย่างนั้นกว่าสองวันสองคืน เมื่อปลาใหญ่ปรากฏให้เห็น แกต้องต่อสู้กับมันอยู่อีกนานกว่าจะปราบพยศได้สำเร็จ เป็นเพราะปลาตัวใหญ่เกินไปที่จะนำขึ้นมาไว้บนเรือขนาดเล็กลำนั้นได้ แกจึงจัดการมัดมันไว้ข้างลำเรือ แต่จากกลิ่นคาวเลือดนั่นเองที่ส่งสัญญาณเรียกฝูงฉลามมารุมทึ้งปลามาร์ลินตัวนี้ แม้จะต้องต่อสู้อย่างสุดชีวิต เพื่อจะปกป้องผลงานของแกจากฉลามร้ายที่เวียนว่ายเข้ามาฉกชิงเหยื่อครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายแกต้องกลับเข้าฝั่งพร้อมกับหัวและโครงกระดูกของปลาใหญ่เท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะเป็นหลักฐานให้เพื่อนบ้านชาวประมงด้วยกันเห็นร่องรอยของการต่อสู้นั้นแล้ว ความจริงข้อความ a man can be destroyed but not defeated หรือ มนุษย์น่ะฆ่าได้ แต่ทำให้มนุษย์ย่อท้อ ขอยอมจำนนนั้นไม่ได้ ที่เป็นข้อความบางตอนจากหนังสือ เฒ่าผจญทะเล ที่วิทย์ ศิวะศริยานนท์ แปลมาจาก The Old Man and The Sea ของเอร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลมาตั้งแต่ก่อนผมจะเกิดเล่มนี้ ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของผมมานานหลายปีแล้ว เป็นข้อความที่ผมนำมาปลุกปลอบใจให้กับตัวเองแทบทุกครั้งที่มีความรู้สึกคล้ายๆ จะยอมแพ้ในช่วงสมัยที่ยังต้องต่อสู้กันทางความคิด ยังต้องต่อสู้กันทางการเมืองกับใครบางคนที่เคยมองผมเหมือนเป็น ศัตรู ที่จะต้องทำลาย... อย่าให้ได้ผุดได้เกิด... เมื่อวันเวลาผ่านไป แม้ผมจะไม่เคยเข้าใกล้ชัยชนะนั้น แต่ยังแอบดีใจเงียบๆ อยู่คนเดียว ที่ยังไม่ถึงกับต้องยอมจำนนให้กับใคร... 3.) หญิงสาว... เธอคงรู้ข่าวแล้วว่า เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จังหวัดตรังบ้านเราต้องสูญเสียคนธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดาไปคนหนึ่ง แม้ว่า ครูเปลื้อง คงแก้ว จะเลือกที่เกิดไม่ได้ แต่วันเวลาที่ผ่านไปได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ครูเปลื้อง แกสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่เพื่อเป็นเพียง ขนนก หรือจะเป็น ขุนเขา ซึ่งในระหว่างที่มีลมหายใจอยู่นั้น แกต้องต่อสู้กับ ปลาใหญ่และฝูงฉลาม ต่างๆ มากมาย เพื่อจะร่วมกับมิตรสหายจากชายเลถึงริมเขาสร้างฝันให้โลกสวยได้เป็นจริง ถ้าแกไม่สู้ หรือยอมแพ้ต่ออะไรไปง่ายๆ เสียตั้งแต่ตอนแรก ก็คงไม่มีเสียงนินทาว่าร้ายหรือร่องรอยของการแยกเขี้ยวจากฝ่ายที่แกต้องสู้ด้วย แต่เมื่อแกเลือกที่จะทำในสิ่งตรงกันข้าม ในหน้าตำนานของบ้านเราที่จะเขียนถึง จึงต้องมีชื่อ ครูเปลื้อง คงแก้ว ให้ใครๆ อีกฝ่ายหนึ่งที่มีจำนวนมากกว่าได้ชื่นชมเช่นนี้ อีกนานแสนนาน... ใช่หรือไม่ว่า ในความหมายของการต่อสู้ ในความหมายของการไม่ยอมจำนนแล้ว ลุงซันติอาโก กับ ครูเปลื้อง ก็เหมือนจะเป็นคนๆ เดียวกัน...
|