พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อเดือนลับฟ้า ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ วานิช สุนทรนนท์ เขียน 1 ตุลาคม 2548 ขอบคุณ : ภาพปกหนังสือ จากอินเตอร์เน็ต 1.) หญิงสาว... วันนี้ เริ่มเข้าเดือนตุลาคมแล้ว ฝนยังคงตกหนัก ความจริงฝนเริ่มตกที่บ้านเรามาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมโน่น หากนับวัน นับเดือน ก็ปาเข้าไปเป็นเดือนที่ 5 แล้ว หน่อตงนอกรั้วหน้าบ้านเปลี่ยนเป็นลำไผ่สูง สวยงาม ที่คอยโอนอ่อนตามแรงลมยามฝนโปรยปราย วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียว จดหมายน้อยที่ผมเขียนมาถึงเธอฉบับนี้เป็นฉบับที่ 4 แล้ว ได้สาระบ้าง ไม่ได้สาระบ้าง เธอคงไม่ว่ากันนะครับ จำได้ไหม... วันก่อนโน้น เธอถามว่า ทำไมผมจึงชอบเขียนถึงแต่หนังสือเก่าๆ เท่านั้น เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เธอจะไปหาอ่านได้จากที่ไหน ทำไมไม่พูดถึงหนังสือใหม่ๆ บ้าง ผมเห็นด้วยกับเธอครึ่งหนึ่ง... เป็นความจริงว่า หนังสือที่ผมหยิบยกมาพูดถึง เป็นหนังสือเก่าที่ค่อนข้างจะหายากแล้ว เพราะระยะหลังๆ มานี้ไม่ค่อยจะมีคนนำมาจัดพิมพ์ใหม่กันสักเท่าไหร่ แต่ที่ไม่ได้พูดถึงหนังสือใหม่ๆ ก็เพราะผมไม่ได้ตั้งใจจะแนะนำหนังสือโดยตรง เพียงแต่อยากจะบอกเล่าถึงความน่าสนใจของหนังสือบางเล่มเท่านั้นเอง และเล่มนี้ก็เหมือนกัน... 2.) หญิงสาว... ครั้งแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้ ผมเกือบจะไม่เหลียวแลเลย รู้ว่าเป็นหนังสือของพี่สาวที่วางอยู่บนชั้นบ้านแม่มานานแล้ว ดูตามชื่อเรื่อง ผมเข้าใจว่าเป็นนวนิยายประโลมโลกย์หรืออะไรทำนองนั้น แต่พอตั้งใจหยิบมาพลิกดูและเริ่มอ่านบทนำคร่าวๆ ผมจึงรู้ว่าเข้าใจผิดมาตลอด จึงไม่แปลก เมื่ออ่านเข้าจริงๆ กลับเป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่แทบจะวางไม่ลง ณรงค์ จันทร์เพ็ญ แปล THE MOON IS DOWN ของ จอห์น สไตน์เบ็ค ไว้เป็นภาษาไทยสวยงามเหลือเกินว่า เมื่อเดือนลับฟ้า ทั้งหมดเป็นเรื่องราวของทหารเยอรมันที่บุกไปยึดประเทศนอร์เวย์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเมืองเล็กๆ แห่งนั้น มีนายกเทศมนตรี ออร์เด็น กับชาวบ้านได้แอบรวมตัวกันต่อต้านทหารเยอรมันแบบเงียบๆ แต่แนบเนียนเป็นอย่างยิ่ง การบุกไปยึดประเทศนอร์เวย์ของทหารนาซีในเมืองนั้น ก็เหมือนกับที่อื่นๆ คือ ยึดได้ แต่ปกครองไม่ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวจากการจับบรรดาบุคคลชั้นหัวหน้าไปยิงเป้า การจับตัวคนไว้เป็นตัวประกัน ความอดอยากหิวโหยและอากาศที่หนาวเหน็บ ประชาชนรวมหัวกันเจรจาด้วยเสียงเบาๆ แล้วแยกย้ายกันไป ไม่ยอมพูดด้วยกับทหารผู้เข้ามายึดเมือง ความจงเกลียดจงชังต่อผู้รุกรานส่องลึกเข้าไปในดวงตาของประชาชน ความเกลียดชังอย่างเลือดเย็น เกิดขึ้นมากับฤดูกาล และความเงียบ ประชาชนจะทำงานทุกอย่างให้ช้าลง อยู่กันเงียบๆ รอเวลาที่จะแก้แค้น จึงไม่แปลกที่ผู้รุกรานจะรับรู้ถึงอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลายครั้งตามทางรถไฟ และสะพาน ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีคนหนุ่มคนสาวพากันหลบหนีออกไปยังประเทศอังกฤษอยู่เป็นระยะๆ ไม่นานนักก็มีเครื่องบินลึกลับบินกลับมาในตอนกลางคืน เพื่อจะสนับสนุนผู้ต่อต้านด้วยการโปรยดินระเบิดที่ผูกติดมากับร่มชูชีพเล็กๆ และทุกร่มเล็กๆ ที่ล่องลอยลงมานั้น จะมีช็อกโกเล็ตแถมมาให้เด็กๆ ด้วยเสมอ 3.) หญิงสาว... ขณะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมคิดถึงสถานการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ของบ้านเราอยู่ตลอดเวลา ยิ่งอ่านยิ่งแปลกใจว่า ทำไมเรื่องราวและเหตุการณ์มันช่างคล้ายคลึงกันเหลือเกิน ต่างกันก็เพียงแต่คนในเมืองเล็กๆ ของประเทศนอร์เวย์แห่งนั้น อาจจะโชคดีกว่า เพราะสิ่งเลวร้ายต่างๆ ได้จบสิ้นลงไปนานแล้ว ต้องยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งว่า ในอดีต แผ่นดินเหล่านี้ไม่ได้เป็นของประเทศไทย แต่บรรพบุรุษของเรา ไปรวบรวมพวกเขาเข้ามาอยู่ในแผนที่แผ่นเดียวกันตั้งแต่ยุคขยายอาณาจักรของประเทศสยามในสมัยโบราณแล้ว แต่ไม่ว่ายุคใด สมัยใด เมื่อมีแรงกด ย่อมมีแรงต้านเสมอ หญิงสาว... ผมรู้ดีว่าวันเวลายิ่งผ่านเลย ยิ่งยาก และเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ให้เป็นอิสระอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต แต่ทำไมการต่อต้านของคนที่นั่นนับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นแม้เวลาได้ผ่านไปเป็นร้อยๆ ปีแล้ว นอกจากจะเป็นเรื่องของความรักในแผ่นดินและเผ่าพันธุ์ตามตามธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มีอะไรผิดพลาด ตรงไหน เพิ่มขึ้นอีกหรือ... 4.) หญิงสาว... เธอคิดเหมือนผมหรือไม่ว่า สถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ในวันนี้ กำลังเป็นไปตามหลักทฤษฎีฟิสิกส์ง่ายๆ ที่ว่า ยิ่งเร่งแรงกิริยาเท่าไหร่ก็จะพบกับแรงปฏิกิริยามากขึ้นเท่านั้น ผมอยากเห็นการแก้ปัญหาที่ถูกทางกว่านี้ แน่นอนว่าแนวทางสันติไม่สามารถใช้ได้กับบางคน แต่ความรุนแรงก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนเช่นกัน ผมเชื่อว่า ถ้าวันนี้ไม่มีการเปลี่ยนแนวความคิด และแนวทางปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสมกว่านี้ ก็จะไม่มีอะไรง่ายอีกต่อไป สำหรับรัฐบาลที่อยู่ไกลถึงกรุงเทพฯ หญิงสาว... เราน่าจะมาช่วยกันสวดภาวนา... ก่อนที่อะไรๆ จะสาย และลับหายไปมากกว่านี้...
|