พิมพ์หน้านี้
|
ความรู้สึกที่เหมือนมี เศษทรายในกระเป๋า เขียน : วานิช สุนทรนนท์ เวลา : 22.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2549 สำหรับ : หนังสือพิมพ์อันดามัน ไทม์ ฉบับวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2549 1.) หญิงสาว... ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็ยังเข้าใจได้ หากคนเราจะลาร้างห่างไกลกันเพราะทัศนคติคนละอย่าง มีเส้นทางของตัวเอง สิ่งที่น่าเศร้ากว่านั้นมากมายก็คือ เชื่อและคิดไปในทิศทางเดียวกัน รักและผูกพันอย่างลึกซึ้ง ทว่าจำใจต้องคลายอ้อมแขน ปล่อยมือ และยืนเหม่อมองคนรักเดินแยกไปอีกทาง เบอร์โทรศัพท์ของใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตใครอีกคนหนึ่งก็ด้วยเงื่อนไขนี้ หายไปทั้งที่ยังจำได้ฝังใจ เคยกดเรียก เคยใช้อยู่แทบทุกวัน ตายก็ไม่ได้ตายจากกัน แต่มีอะไรบางอย่างมาขวางกั้นไม่ให้ทำเหมือนเดิมได้ดังใจ เป็นใครก็คงเคว้งคว้าง เจ็บปวด ข้าวของสำคัญสูญหายยังอึ้ง นี่คนหายไปทั้งคน เราต้องใช้เวลาอีกเท่าไรเพื่อทำใจและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มี... เธอ 2.) หญิงสาว... ผมจำได้ว่าเคยเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ มาบ้างแล้วว่า นอกจากเขาจะเป็นคนหนุ่มมากความสามารถ ทั้งในฐานะสื่อมวลชน ที่เป็นคนสัมภาษณ์คนได้อย่างละเอียดลึกด้วยคำถามที่เกิดจากการติดตามฟังคำตอบอย่างสอดประสาน ต่อเนื่อง และกลมกลืนยิ่งแล้ว เขายังเป็นคนเขียนคอลัมน์ที่มีอารมณ์ละเมียดและละเอียดอ่อนที่สุดคนหนึ่งอีกด้วย ข้อความที่ผมคัดลอกมาให้เธออ่านข้างบนนี้ เป็นช่วงตอนหนึ่งของความเรียงเรื่อง จดบันทึกข้างถนน เขียนไดอารี่บนกำแพง ที่รวบรวมไว้ในหนังสือชื่อสวยว่า เศษทรายในกระเป๋า ที่ว่าด้วย บางสิ่งที่ตกค้างจากสองข้างทางชีวิตร่อนเร่ ความเรียงทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ เขานำมาจากที่เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ being there ในนิตยสาร IMAGE กับ เต้นรอบกองไฟ ใน GM และอีกบางส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ในสื่อต่างๆ ผมเคยบอกเธอไปครั้งหนึ่งว่า นอกจากหนังสือเล่มนี้แล้ว วรพจน์ ยังมีผลงานรวมเล่มอีกมาก เท่าที่ผมเคยอ่านก็มี เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง ไปตามเส้นทางของเรา เสียงในความทรงจำ (เล่มนี้เป็นบันทึกบทสัมภาษณ์ว่าด้วยการแสวงหาความงดงามของชีวิต) และล่าสุด เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คือ ที่อยู่ของหัวใจ ทุกวันนี้ เท่าที่พอมีโอกาสพบเห็นบ้างทางหน้าหนังสือ วรพจน์ยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร GM ในคอลัมน์เดิม และผมเพิ่งมาเห็นงานสัมภาษณ์ของเขาในหนังสือพิมพ์มติชน สุดสัปดาห์ เมื่อเร็วๆ นี้ 3.) หญิงสาว... เกือบ 20 ชิ้นของข้อเขียนในหนังสือหนา 175 หน้าเล่มนี้ วรพจน์ได้จดบันทึกการเดินทางที่เขาผ่านไปหัวเห็ดเจ็ดย่านน้ำ ตั้งแต่ บนรถไฟหาดใหญ่-กรุงเทพฯ (จิบกาแฟบนรถไฟ) ภูเก็ต (ความงามและคำถามยามดึก) เกาะเสม็ด (คืนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่ง) สงขลา (เสียงปืน หาดทราย และผู้ชายผมยาวที่ลานหอยเสียบ) โอซาก้า-ญี่ปุ่น (เพลงกีตาร์ของยูคาริ) กรุงเทพมหานคร (ในผับ กับใครก็ได้ หรือใครสักคน) ในระหว่างการบันทึกถึงการเดินทาง เขาพูดถึงการพบผู้คน ผู้หญิง-ผู้ชาย ความรู้สึกที่เหงา ว้าเหว่ ของใครคนหนึ่งที่อยู่บนเกาะหน้าฝนเพียงคนเดียว และมีบางตอนที่เขาเล่าถึงเพื่อนขณะขับรถฝ่าสายฝนในตอนใกล้รุ่งบนถนนของกรุงเทพมหานคร ด้วยความเชื่อส่วนตัว ในความหมายหนึ่ง เพื่อนก็เหมือนที่ปัดน้ำฝน คอยปัดเป่า เปิดทัศนวิสัยให้ชีวิตดำเนินต่อไปโดยไม่อ้างว้างนัก ผมรู้ ในเดือนฤดูที่ฝนเทลงมาไม่เว้นแต่ละวันอย่างนี้ ไม่มีเพื่อนที่ไหนว่างพอจะเอื้อมมือมาลูบหลังตบไหล่ปลอบประโลมกันได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เหนืออื่นใด เราต่างมีชีวิตและโลกมุมส่วนตัว ซึ่งบางครั้ง ลำพังจะเอาตัวเองให้รอดยังออกอาการรุ่งริ่งช้ำเลือดช้ำหนอง ไหนเลยจะหาญกล้าถือดีไปโอบอุ้มคนอื่น หรืออีกบทหนึ่งที่เขานำไปตั้งเป็นชื่อของหนังสือคือ เศษทรายในกระเป๋า ที่บอกเล่าถึงการเดินทางและบางสิ่งบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจ... 3-4 ปีที่ผ่านมา ผมเดินทางไปไหนต่อไหนแทบทุกเดือน ส่วนใหญ่เป็นต่างจังหวัด ใกล้บ้าง ไกลบ้าง ทำงานบ้าง เที่ยวเตร่เร่ร่อนไปตามประสาบ้าง และทุกครั้งก็มักจะมีฝุ่นตกเป็นตะกอนคั่งค้างในใจ บางอย่างลอกร่วงไปกับวันเวลา บางสิ่งแม้พยายามชำระล้างก็ยังคงดำรงอยู่ คล้ายเศษทรายในกระเป๋าของเช้าวันที่เพิ่งกลับจากทะเล เมื่อสัมผัสลูบคลำ คำถามต่างๆ จะพรั่งพรูขึ้นมาทันที... ผมควรจะยิ้มรับทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ด้วยซ้ำ แม้จะเจ็บปวดกับการจากลาของใครบางคน... อย่างน้อยทุกเรื่องราวที่ผ่านพบ ก็น่าจะทำให้ผู้ชายคนหนึ่งเติบโตขึ้น และเข้มแข็งเพียงพอที่จะเดินต่อไปได้... 4.) หญิงสาว... หวังเหลือเกินว่า เธอจะเข้าใจถึงความหมายที่ผมพยายามสื่อ ตั้งแต่ต้น... มาจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้... ลาก่อนครับ...
ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็ยังเข้าใจได้ หากคนเราจะลาร้างห่างไกลกันเพราะทัศนคติคนละอย่าง มีเส้นทางของตัวเอง สิ่งที่น่าเศร้ากว่านั้นมากมายก็คือ เชื่อและคิดไปในทิศทางเดียวกัน รักและผูกพันอย่างลึกซึ้ง ทว่าจำใจต้องคลายอ้อมแขน ปล่อยมือ และยืนเหม่อมองคนรักเดินแยกไปอีกทาง |