พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ กวนหมวน การเมือง 14 ตุลาฯ ปีนั้น คุณทำอะไร อยู่ที่ไหน... (2) วานิช สุนทรนนท์ เขียน : เวลา 23.57 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2551 สำหรับ : หนังสือพิมพ์ ทับเที่ยง โพสต์ ฉบับ 16-31 ต.ค. 51 ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต ไปต่อไม่ถูกสิครับ... เพราะครั้งที่แล้ว ผมเริ่มทักทายไว้ว่า ตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คุณกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน... จากนั้น ผมก็เริ่มเล่าถึงตัวเอง ตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.ศ.4 ที่กรุงเทพฯ ตอนที่เริ่มเกิดเหตุการณ์นี้ใหม่ๆ เล่ามาๆ จนถึงตอนที่ว่า มีการแห่ศพของผู้เสียชีวิตมาถึงบริเวณวงเวียนใหญ่ ที่ผมไปอาศัยอยู่กับบ้านของเพื่อนพ่อ ด้วยความตั้งใจ ผมจึงกะเอาไว้ว่า พอมาถึงฉบับนี้ก็จะเริ่มเล่าถึงตอนต่อไป แต่ตรงเวลาว่างระหว่างปักษ์ เหตุการณ์ที่ไม่คิด ไม่คาด ไม่ฝัน ก็พลันเกิดขึ้นอีก ความตั้งใจที่ว่า... จึงถึงกับไปต่อไม่เป็นยังไงล่ะครับ... โดยรูปการแล้ว ค่ำๆ ของวันที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา ใครต่อใครที่ผ่านโลก ผ่านวิถี หรือเคยเห็นวัฒนธรรมการใช้อำนาจในประเทศไทย ก็พอจะมองขาดได้ว่า ทันทีที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีมติให้ผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งเคลื่อนกำลังจากทำเนียบรัฐบาลไปปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้นายกรัฐมนตรีเข้าไปแถลงนโยบายได้ น่าจะต้องเกิดอะไรที่ร้ายๆ ขึ้นสักอย่างหนึ่งแล้วล่ะ แต่อีกนั่นแหละ คงไม่มีใครนึกไปถึงว่า ห่าแก๊สน้ำตา และอะไรต่อมิอะไรที่ยังไม่สามารถระบุอย่างชัดเจน ได้โหมกระหน่ำเข้าหาประชาชนผู้ชุมนุม ระลอกแล้ว ระลอกเล่า ตั้งแต่เช้ามืดจนยืดยาวไปตลอดวันยันเย็นย่ำค่ำนั้น เพื่อให้ ผู้แทนราษฎร เข้าและออกจากรัฐสภา จนเป็นเหตุทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิตไปถึงสองคน และบาดเจ็บไปครึ่งพัน ขณะที่ผมมานั่งเล่าเรื่องอยู่นี้ เหตุการณ์ครั้งล่าสุดเพิ่งผ่านไปเพียง 3 วัน ไม่มีสิ่งใดที่จะชี้ให้เห็นถึงความรับผิดชอบใดๆ จากคนของรัฐบาล ไม่มีแม้เสียงกระซิบแผ่วว่า ขอโทษ แม้กลุ่มคนทั่วประเทศ หลายสถาบัน มากหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน จะเร่งเดินสวนทาง ตะโกนก้อง ไม่เอารัฐบาลชุดนี้อีกต่อไปแล้ว และมาถึงวินาทีนี้ ยังไม่มีใครแม้สักคนที่จะชี้บอกได้ว่า ปรากฏการณ์ที่เริ่มต้นขึ้นแล้วจะนำไปสู่อีกหนึ่งหรือสองสถานการณ์ใด จะคลี่คลาย หรือขยายปมไปยังทิศทางไหน และคงจะป่วยการที่จะถามหาเวลาที่จะถึงจุดจบ ปิดฉาก ว่าจะเป็นอีกเมื่อใด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แม้จะไม่เป็นการตั้งใจจะตอกย้ำ แต่ก็คล้ายจะแสดงและยืนยันให้เห็นแล้วว่า ความเจ็บปวดมักจะเกิดขึ้นในเดือนตุลาฯ นั้นเป็นความจริง อย่างน้อยๆ ก็มักจะเกิดกับผู้คนของประเทศด้อยพัฒนาทางการเมืองเช่นนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ผมกำลังจะเล่าอยู่อย่างต่อเนื่อง หรือเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ผมจะพูดถึงในโอกาสต่อไป ก็ก่อเกิดความสูญเสียมหาศาลในเดือนนี้ พูดไปแล้ว ความเจ็บปวด ที่ว่า มิได้หมายความถึงแต่ในภาคของส่วนรวม หรือระดับประเทศชาติเพียงเท่านั้น เพราะในระดับของความเป็นส่วนตัวตน คนเราก็อาจจะมีความรู้สึกรวดร้าว ที่แอบฝังเรื่องราวลึกๆ อยู่ในใจก็เป็นได้ ในห้วงเวลาที่ไล่เลี่ยของเดือนเดียวกัน วันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งไม่นานสักกี่ปีที่เพิ่งผ่าน ส่วนที่บอบบาง และละเอียดอ่อนที่สุดภายในตัวผมก็เคยแล้วกับการลิ้มรสชาติเหล่านั้น จำได้ว่า วันเวลาที่นอนเกลือกน้ำตาอยู่คนเดียว มันไม่มีอะไรจะสนุกเลยสักนิด แต่ในระหว่างนั้น ไม่วายที่จะหยิบความเจ็บปวดสองระดับมาผูกพันเข้าด้วยกัน ทำนองว่า... เดือนตุลาคม... หลายปีก้อนโน้น เพื่อนและพี่จากไป พวกเขาบอกให้รอ แล้วจะกลับมาพร้อมกับชัยชนะ
เดือนตุลาคม... ปีนี้... มีบางคนเดินจากไปด้วยชัยชนะ เธอหันมาบอกเบาๆ เพียงว่า ไม่ต้องรอ... แต่อีกนั่นแหละ พอค่ำคืนที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปนานๆ เข้า คนเราก็คิดได้ แค่มีใครบางคนเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ถ้อยคำสั้นๆ เพียงว่า แล้วมันก็จะผ่านไป ได้ปลุกผมให้ตื่นฟื้นจากหล่มลึกนั้นขึ้นมา ผมเชื่อว่า 7ตุลาวิปโยค ที่เพิ่งเกิดและยังไม่รู้ว่าจะนำพาพวกเราไปสู่ทิศทางใดกันแน่ ด้านหนึ่ง แม้มันจะเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสของผู้คนในแผ่นดินนี้อีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง ผมก็คาดหวังว่า แล้วมันก็จะผ่านไป โดยเราจะต้องมีก้าวที่กล้า และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน... |