พิมพ์หน้านี้
|
ศีลห้า ความหวังของสังคม โดย...น.พ.ไพศาล เกื้ออรุณ อุปนายกพุทธสมาคม จ. ตรัง ๑๐ พ.ค.๕๑ ดูข่าวการเมืองแล้วอยากเปลี่ยนช่องหนี แต่ทำไม่ได้ เพราะผู้คนในสังคมอย่างไรเสียก็ต้องพัวพันกับการเมือง ไม่บทบาทใดก็บทบาทหนึ่ง การไม่ยอมรับรู้สภาวการณ์ตามความเป็นจริงมีแต่จะก่อให้เกิดผลเสีย ฉะนั้น แม้เบื่อแสนเบื่อก็ต้องทนและทำความรู้จักกับการเมือง การเมืองเป็นเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากร โดยมีเหตุจูงใจต่างๆ กัน บ้างก็แย่งชิงจากคนรวยมาให้คนจน บ้างก็แย่งชิงจากคนจนไปให้คนรวย แต่ที่ร้ายที่สุดคือ แย่งชิงจากพวกอื่นมาให้พวกตัวเอง และหากการเมืองนั้นเป็นไปตามครรลองกฎหมายกฎกติการ่วมกันของสังคมแล้ว คนในสังคมควรต้องยอมรับ เพราะสังคมเราเป็นสังคมของกฎหมายเป็นหลัก ทั้งนี้ต้องยอมรับจนกว่ากฎกติกาของสังคมจะเปลี่ยน ทุกวันนี้การเมืองในบ้านเมืองเราก็กำลังดำเนินตามกติกานี้ ฝ่ายที่ได้เปรียบพยายามทำตามความต้องการของตนเอง โดยพยายามไม่ให้ขัดแย้งกับกฎหมายโดยชัดเจน หากใครกล่าวหาว่าผิดกฎหมายก็พยายามตีความกฎหมายให้ฝ่ายตนไม่ผิด เป็นอย่างนี้เรื่อยมาและคงเรื่อยไปอีกนานเท่านานกระมัง หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่าสังคมใดก็ตามที่มีแนวปฏิบัติของสังคมสุดโต่งเช่นนี้ จะจบด้วยทุกข์ร้อนล่มสลายของสังคม ในอดีตได้มีนักปราชญ์ได้พยายามเสนอหนทางแห่งความสุขสงบของสังคมมากมายหลายรูปแบบ บางสังคมเสนอให้ใช้รูปแบบนิติรัฐ (รัฐที่ยึดถือกฎหมาย) บางสังคมเสนอในรูปแบบศาสนจักร (รัฐของศาสนา) และมีบางกลุ่มเสนอให้ผสมผสานให้สังคม มีกฎหมายที่สอดคล้องกับศาสนา (รัฐที่มีกฎหมายและคำนึงถึงศีลธรรมด้วย) ประเทศไทยพยายามทำประเทศให้เป็นสังคมแบบที่สาม แต่เดี๋ยวนี้นักการเมืองไม่น้อยที่พยายามดำเนินการเมืองแบบนิติรัฐ ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ฝ่ายตนได้เปรียบ และอ้างการปกครองแบบที่สาม (มักใช้คำพูดว่าต้องคำนึงถึงรัฐศาสตร์ในการปกครองด้วย) ในกรณีที่ฝ่ายตนเสียเปรียบในแง่ของกฎหมาย หรือบางคนพูดว่านักการเมืองมีสองมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่จัดสรรทรัพยากร ตัวอย่างเช่น ลูกเคยต้องออกจากราชการเพราะถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตาย แล้วหนีราชการเพื่อหลบหนีคดี ถ้าเป็นคนทั่วไปก็จะถูกไล่ออกจากราชการเพราะขาดราชการ ไม่ใช่เพราะถูกกล่าวหาว่าต้องคดีอาญา ฉะนั้น เมื่อภายหลังพบว่าทางกฎหมายอาญาถึงที่สุดแล้วพิสูจน์ไม่ได้ว่าผิด จึงไม่มีความผิดตามกฎหมายอาญา ก็ไม่น่าจะมีสิทธิได้รับการบรรจุเข้ารับราชการอีก เพราะที่ถูกให้ออกควรเป็นเพราะขาดราชการ (แล้วก็ขาดจริงๆ การออกมายอมรับว่าขาดราชการเพราะกลัวถูกจับตายฟังแล้วสุดที่จะยอมรับได้) กรณีเดียวกันหากไม่ใช่พวกตน แล้วเป็นลักษณะเดียวกันจะรับกลับเข้ารับราชการหรือไม่ เอาเถอะ เมื่อมีสิทธิชั่วโดยกฎหมายเอาผิดไม่ได้ก็ว่ากันไป สำหรับหมอไพศาล ในฐานะของคนในสังคมที่พัวพันอยู่กับศาสนาจะขอเรียกร้องเพียงแค่การนำศีลธรรมตามหลักศาสนามาใช้บ้าง ตามความเชื่อแต่ศาสนาที่ตัวเองนับถือ กรณีที่เป็นชาวพุทธขอแค่ให้ยึดหลักของศีลห้า อันได้แก่การไม่เบียดเบียนทางร่างกาย ทางทรัพย์ ทางเพศ ทางวาจา และครองสติให้พร้อมพิจารณาข้อเท็จจริงที่มากระทบกับชีวิตก็คงเพียงพอ ลองดูเถอะไม่ว่าคุณเป็นใคร หากไม่เบียดเบียนใครในสี่ทางและครองสติมั่น หมอไพศาลเชื่อคุณจะสามารถทำให้สังคมมีความสงบเย็นมากขึ้นอย่างแน่นอน เรามาช่วยกันปฏิบัติตามหลักของศีลห้าดังกล่าวกันดูจะดีมั๊ยครับ ขอเชิญชวนในโอกาสที่สามารถมีชีวิตรอดมาจนได้เห็นยุคของข้าวยากหมากแพงอีกวาระหนึ่ง ขอให้สังคมจงร่มเย็นภายใต้ภาวะวิกฤตเช่นนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนในการสู้ชีวิตที่ยากเข็ญต่อไปอย่างมีความสุข ตามที่เป็นจริง.
|
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |