พิมพ์หน้านี้
|
คนเรามันต้องออกไปบ้าเสียบ้าง : (9) สิ่งที่ทำให้ใครบางคนฝันดี พลบค่ำในดินแดนสังขละบุรีมาเยือนคณะของเราครึ่งชั่วโมงให้หลังนับแต่บังสมบุญแตะคันเร่งเจ้าอีซูซุ สเตชั่น วาก้อน พาเราห้อตะบึงกลับออกมาจากหมู่บ้านชาวมอญ ตลอดระยะเส้นทางขากลับ พวกเราพยายามจอดแวะหาที่เหมาะๆ ริมทะเลสาบ เพื่อผูกเปลกางเต็นท์ นอนกลางดินกินกลางทรายกันสักคืน แต่สุดท้าย ความตั้งหวังดังกล่าวก็ต้องหลีกทางให้กับบรรยากาศรอบข้างที่ความมืดเริ่มกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างอย่างหิวกระหาย ห้วงยามที่ต้องตัดสินใจเช่นนั้น การจ่ายเงิน 1,000 บาท เพื่อแลกกับแพที่พักเหนือห้วงทะเลสาบ จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทั้งแปดชีวิตพร้อมที่จะยินยอมอย่างง่ายดาย ถูกก็ถูก บรรยากาศก็ได้ดั่งใจ แถมเหล้า ข้าว ก็มีบริการพร้อมสรรพ แล้วจะเที่ยวแหวกเส้นทางที่มิรู้หนไปตามหาสวรรค์วิมานอันใดอีก ส่วนตัวผมนั้น ออกจะชอบอกชอบใจเป็นพิเศษที่ได้สถานที่พักเช่นนี้ เพราะนอกจากจะเหมาะเป็นที่กินเหล้าสังสรรค์กับเพื่อนแล้ว ยังมีเบ็ดให้เช่าเพื่อตกปลาได้อีกต่างหาก กินเหล้าไป คุยเรื่องบ้าบอคอแตกไป แช่เบ็ดตกปลาไป บางทีมันก็เพลินกว่านั่งอยู่ตามผับตามบาร์ที่ผมมักจะไปสิงสถิตย์อยู่ในปีที่ผ่านมาเป็นไหนๆ แม้สุดท้าย จะมีแค่ตาเบ็ดอันว่างเปล่าขึ้นมาทุกๆ ครั้งที่มีสายถูกกรอขึ้นเหนือผิวน้ำ กระทั่งในที่สุดต้องผันหลังให้เพื่อการหลับใหลอยู่กับค่ำคืนที่ทวีความเหน็บหนาวขึ้นเรื่อยๆ แต่พูดก็พูด ผมเชื่อเหลือเกินว่ากิจกรรมท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ที่ทำไป อย่างน้อยที่สุดคงผ่อนคลายอะไรบางอย่างที่ตึงเครียดอยู่ในใจตลอดปีที่ผ่านมาอย่างแน่แท้ ไม่เช่นนั้น เมื่อเช้าตรู่มาเยือน ภรรยาผมคงไม่บอกเล่าหรอกว่า เมื่อตอนดึก ผมนอนยิ้มทั้งหลับเหมือนกับคนบ้า จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้บ้าหรอก ค่ำคืนที่เพิ่งผ่านไปผมเพียงแต่นอนฝันดี ใช่ -ฝันดี ซึ่งตลอดปีอันยุ่งเหยิงที่ผ่านมา ผมลืมไปแล้วว่าเคยฝันถึงมันตอนไหนบ้าง พูดไป ก็อยากเล่าว่าไม่ได้ฝันเห็นเลขเด็ด หรือตัวเองกลายเป็นเทวดาจากฟากฟ้าไหน-ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ นี่แหละ แต่ไม่รู้ทำไม ในความฝันผมพบว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนที่อิ่มเอิบใจอย่างแปลกประหลาด ! โอเค ผมเข้าใจมันก็แค่ความฝัน - - แต่อยากบอกว่า แม้จะเป็นแค่ความฝัน ผมก็สุขใจกับมันเหลือเกิน เพราะนอกจากผมไม่เคยได้รู้สึกลึกซึ้งเช่นนี้มานานเหลือเกินแล้ว อย่างน้อยๆ มันยังทำให้ผมสามารถเดินคนเดียว ถ่ายรูปชมโน่นชมนี่ท่ามกลางบรรยากาศสายหมอกยามเช้า ในสังขละบุรีได้อย่างเพลิดเพลินเหลือเกิน โดยเฉพาะมันได้พาผมมาหยุดนิ่งจังงังอย่างลืมเวลาอยู่กับสะพานไม้เหนือสายหมอก ในมุมมองที่เคยเห็นจากภาพถ่ายแห่งความทรงจำ ผมไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น รู้แต่ห้วงยามนั้น เลือดลมในร่างกายมันสูบฉีดได้ปลอดโปร่งโล่งใจเหมือนกับตอนฝึกวิปัสสนากรรมฐานสมัยบวชเป็นพระ ไม่ใช่มาแต่งนิยาย มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ! เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็ไม่ว่า แต่สำหรับผม กระทั่งบังสมบุญ นักกินประจำคณะของเราชวนไปหาอาหารเช้าตรงหัวสะพานฝั่งมอญนั่นแหละ เวลาแห่งความเป็นจริงก็กลับมาเยือน พร้อมๆ กับภาพชาวมอญและนักท่องเที่ยวสัญจรข้ามสะพานไม้แห่งนั้นคนแล้วคนเล่า ชาวมอญที่ข้ามสะพานไปรับจ้างทำงานอีกฝั่งนั้น ไม่มีอะไรพิเศษกับผมในนาทีนี้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยว ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า จะสักคนไหม ที่มาเที่ยวเพราะมีเงื่อนไขทางชีวิตการงานเหมือนผม ถ้าบังเอิญมี ผมไม่รู้ว่าเขาจะเจอ เพื่อน บรรยากาศ และกิจกรรมดีๆ เหมือนกับผมบ้างไหม ถ้าเจอ - - ผมรู้แน่แก่ใจเหลือเกินว่า เมื่อคืนเขาก็ต้องฝันดีเหมือนๆ กับผม |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||