พิมพ์หน้านี้
|
ความซับซ้อนบนคาบสมุทรมาลายู (ตอนที่ 25) : รัฐสุลต่านของมาเลเซียในอดีต-ปัจจุบัน ดร. นับตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ชาวอังกฤษและชาวจีนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของมาลายา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเหมืองแร่ดีบุกซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้ระบบเศรษฐกิจอยู่นับเป็นเวลากว่าศตวรรษ พืชพื้นเมืองจากอเมริกาใต้ คือยางพารา ถูกนำเข้ามาโดยชาวอังกฤษ และขยายการเพาะปลูกไปอย่างกว้างขวางกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่มูลค่าสำคัญทางเศรษฐกิจของมาลายา ทำให้ดินแดนแถบนี้กลายเป็นแหล่งผลิตและส่งออกยางพาราในระดับนำของโลก นอกจากนั้นชาวอังกฤษก็ได้นำแรงงานจำนวนมากจากอินเดียเพื่อมาเป็นกรรมกรในเหมืองแร่ดีบุกและเป็นคนงานในสวนยางพาราที่กระจายออกไปในพื้นที่ต่างๆ อย่างรวดเร็วในเวลานั้น และด้วยเหตุผลของที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นเหตุผลทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ทำให้เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่แถบนี้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและเข้ายึดครองดินแดนมาลายูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และพยายามขจัดบทบาทและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของชาวจีนออกไป หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษเข้ามามีบทบาทเหนือดินแดนมาลายูอีกครั้ง โดยในปี ค.ศ.1946 ได้จัดการระบบการปกครองพื้นที่แถบนี้เสียใหม่ให้มีลักษณะที่รวมศูนย์มากยิ่งขึ้น ด้วยการก่อตั้ง สหภาพแห่งมาลายา หรือ Malayan Union ขึ้น ซึ่งประกอบด้วยดินแดนต่างๆ ในปลายคาบสมุทรมาลายูที่อังกฤษเคยครอบครองอยู่ก่อนหน้านี้ ชนชาวมาเลย์ที่มีอิทธิพลและมีบทบาทผู้นำได้ต่อต้านการจัดตั้งสหภาพของรัฐสุลต่านครั้งใหม่นี้ ด้วยกลัวว่าการเปิดโอกาสให้ชนชาวจีนและชาวอินเดียที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในแถบปีนังและมะละกา (ดินแดนใต้สุดของแหลมมาลายู) กลายเป็นพลเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายของสหภาพแห่งมาลายานี้ จะทำให้ฐานะความเป็นพลเมืองและสิทธิพิเศษ (ความเป็นเจ้าถิ่น) ของชนชาวมาเลย์จะลดน้องถอยลง นั่นคือ ชาวมาเลย์ไม่พอใจที่จะให้ชนชาติอื่นนอกเหนือจากชาวมาเลย์ (โดยเฉพาะชนชาวจีน และชาวอินเดีย) เข้ามามีอิทธิพลและบทบาททางการเมืองในดินแดนนี้ หากแต่ยังคงยอมรับในบทบาทความเป็นผู้นำแบบเดิม คือ ยอมอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ปกครองที่มีฐานะของบุคคลเป็น องค์สุลต่าน ที่เป็นชนเชื้อชาติมาเลย์และนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกันเท่านั้น ทำให้อังกฤษต้องยอมถอยแนวคิดนี้ ด้วยการก่อตั้งสหภาพสมาพันธ์แห่งมาลายา (Union the Federation of Malaya) ขึ้นแทนในปี ค.ศ.1948 ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบการบริหารนำโดยข้าหลวงชาวอังกฤษ โดยรวมดินแดนสมาพันธ์รัฐสุลต่านต่างๆ ที่มีมาแต่เดิม และเพิ่มปีนังและดินแดนส่วนใต้ของรัฐสุลต่านมะละกาเข้าเป็นสมาชิกใหม่จากเดิมในจำนวน 9 รัฐสุลต่านที่ได้เข้าร่วมในสมาพันธ์แล้ว อย่างไรก็ตาม การรวมกันเป็นสมาพันธ์ของรัฐสุลต่านต่างๆนี้ ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับสิทธิความเท่าเทียมของการเป็นพลเมือง (common citizenship) กล่าวคือ ไม่มีการยอมรับในสิทธิพิเศษในความประชากรสำหรับชนชาติอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนต่างๆ ของสมาพันธ์ แต่คงไว้ซึ่งสิทธิพิเศษในความเป็นพลเมืองของชาวมาเลย์เท่านั้น ดังนั้นในปีเดียวกันนี้ การเคลื่อนไหวของฝ่ายคอมมิวนิสต์เพื่อการต่อสู้ทางการเมืองกับฝ่ายผู้ปกครองในยุคนั้นจึงเริ่มขึ้น มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธโดยส่วนใหญ่ของผู้เข้าร่วมในขบวนการเป็นชนเชื้อสายจีนได้ทำการต่อสู้ด้วยยุทธศาสตร์ของสงครามกองโจร (terrorist tactics) มีผู้เข้าร่วมกับขบวนการจำนวนมากถึงเกือบ 5 แสนคน ซึ่งเป็นเหตุให้อังกฤษต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองอยู่จนถึงปี ค.ศ.1960 และการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของฝ่ายคอมมิวนิสต์ยังคงดำเนินต่อไปในช่วงหลังจากนี้ (โปรดอ่านต่อฉบับหน้า) |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||