• วานิชสุนทรนนท์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kontrang49@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-10
  • จำนวนเรื่อง : 490
  • จำนวนผู้ชม : 55062
  • จำนวนผู้โหวต : 136
  • ส่ง msg :
หนังสือพิมพ์ฅนตรัง จังหวัดตรัง
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น รายปักษ์ ของจังหวัดตรัง วางจำหน่ายทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kontrangnews
วันอาทิตย์ ที่ 29 มิถุนายน 2551
‘เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดตรัง’ - ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง - นสพ.ฅนตรัง ฉบับ 59 / 1-15 ก.ค. 51
Posted by วานิชสุนทรนนท์ , ผู้อ่าน : 339 , 18:19:34 น.  
พิมพ์หน้านี้


คุณสลิล  โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง

‘เศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดตรัง’

เวทีเสวนา เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคใต้

วันที่ 21 มิถุนายน 2551 ณ โรงแรมวัฒนา พาร์ค จังหวัดตรัง

 

              เศรษฐกิจจังหวัดตรังทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่แล้วผมถือว่าดีขึ้น สิ่งที่ดีขึ้นตรงนี้ส่วนที่สำคัญก็คือในเรื่องของสื่อมวลชนของเราที่คอยเผยแพร่ เพราะผมย้ำเสมอนะครับว่าการทำงานของจังหวัดตรัง ทั้งภาครัฐและเอกชนเราประสานงานกัน ตั้งแต่ยุคของท่านผู้ว่าฯ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ท่านก็ใช้แนวคิดที่ว่า ‘เอกชนนำ ราชการสนับสนุน’ ซึ่งแนวคิดนั้นโชคดีที่ท่านผู้ว่าฯ ทุกท่านที่มาอยู่ได้ปฏิบัติตามมาตลอด

ซึ่งถ้ามองย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จริงๆ แล้วจังหวัดตรังโตมาจากแนวคิดเอกชนนำราชการสนับสนุน ท่านก็คงนึกถึงอดีตท่านผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นเจ้าเมืองจังหวัดตรัง ท่านพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ซึ่งท่านเป็นคนจีนเชื้อสายฮกเกี้ยน มาอยู่ที่จังหวัดตรังในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านก็ใช้แนวทางเศรษฐกิจนำในการพัฒนาจังหวัด 

ในขณะนั้นจังหวัดตรังอยู่ในพื้นที่ที่กำลังจะโตแต่ก็มีภาระหนี้สิน ซึ่งท่านเจ้าคุณก็ได้ไปขอยืมเงินจากรัชกาลที่ 5 นำมาพัฒนาและท่านก็ใช้การค้า การลงทุนคู่กับปีนัง มาเลเซีย สิงคโปร์และหัวเมืองต่างๆ เช่น ภูเก็ต พังงา และระนอง จนกระทั่งจังหวัดตรังของเราโตขึ้น และมีท่าเรือกันตังเกิดขึ้นและจากนั้นท่าเรือกันตังก็ส่งผลให้มีทางรถไฟสายภาคใต้ขึ้นเป็นจังหวัดเดียว ก็คือ จังหวัดตรังไปถึงที่ท่าเรือกันตังเลย 

เมื่อปีประมาณ 2509–2510 ตอนนั้นยางพาราตกต่ำ ซึ่งตอนนั้นยางพารากิโลละประมาณ 3-4 บาท จากกิโลละ 25 บาท หลังสงครามโลก ซึ่งหลังสงครามโลกเศรษฐกิจภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดตรังซึ่งเป็นถือว่ายางพาราบูมมาก พอยางพาราราคาตกเหลือ 3-4 บาท เศรษฐกิจก็ฟุบ จนมีถนนสายใหม่สายเอเชีย ทำให้ตรังซึ่งเคยมีถนนเพชรเกษมผ่านออกมาอยู่นอกเส้นทาง ทำให้เศรษฐกิจทั่วภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดตรังฟุบมาก 

            ตอนนี้ยางพาราราคาตกอยู่ประมาณกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท และมีพืชเศรษฐกิจอื่นก็คือปาล์มน้ำมัน เพียงสองตัวนี้เอง ผมคิดว่าจะทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจของจังหวัดตรังมีความมั่นคง อีกตัวหนึ่งที่ทำให้ภาพของจังหวัดตรังมีความน่าลงทุนก็คือ ในเรื่องของภาพลักษณ์ของจังหวัดตรัง  ต้องยอมรับนะว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา หอการค้าฯ เราพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าตรังเป็นเมืองที่มีความปลอดภัย ตรังเป็นเมืองที่มีความน่าลงทุน เพราะฉะนั้น โดยพื้นฐานก็คือความพร้อมทางเศรษฐกิจที่มียางพารา ปาล์มน้ำมัน และมีเส้นทางการคมนาคมที่พร้อม มีถนน มีทางรถไฟ มีเครื่องบินมีท่าเรือที่สามารถติดต่อกับจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งต่างประเทศได้

             เพราะฉะนั้น เมื่อมีการเสริมในเรื่องภาพลักษณ์ของจังหวัดตรัง ทำให้จังหวัดตรังเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่น่าลงทุน และนอกจะเป็นจังหวัดที่น่าลงทุนแล้ว อีกตัวหนึ่งที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนของจังหวัดก็คือ ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาจังหวัด โชคดีที่จังหวัดตรังนี่เราพยายามเดินตามยุทธศาสตร์นี้ทั้งภาคราชการ เอกชน และประชาชน ที่พยายามประสานให้อยู่ในลักษณะเช่นนี้ตลอดไป

              ยกตังอย่าง สมัยที่ท่านนายกชวน  หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี  ท่านได้กำหนดให้ทุกจังหวัดมียุทธศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นจังหวัดตรังมียุทธศาสตร์อยู่ 2-3 เรื่อง คือ 1. ตรังจะต้องเป็นเมืองอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากเกษตร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นประมาปี 2537 โดยใช้อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากเกษตรที่เรามีอยู่คือ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และประมง  2. ตรังจะต้องเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  โดยใช้การศึกษา การกีฬา เป็นตัวนำ  และเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 3. และก่อนจะถึงยุทธศาสตร์สองตัวนั้นประมาณปี 2532 เราได้ปูพื้นสิ่งที่เรากำหนด ยุทธศาสตร์ตัวที่ 3 นั่นคือเรื่องของการศึกษามหาวิทยาลัยในตรังปัจจุบันนี้มีหลายแห่งในระดับอุดมศึกษา แต่ในวันที่เราเริ่มต้นในตอนนั้น เรายังไม่มีระดับอุดมศึกษา  เรามีสูงสุดก็คือ ระดับมัธยมฯ ปลาย และ ปวช.  ปวส.

               ในตอนนั้นทางหอการค้าจังหวัดตรังก็เป็นผู้ขับเคลื่อนและได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้มาเปิดวิทยาเขตที่จังหวัดตรัง ซึ่งในตอนนั้น คุณสุรินทร์  โตทับเที่ยง ซึ่งเป็นประธานหอการค้า ก็ได้เดินทางไปคุยกับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้มาเปิดหลักสูตร 4 ปี ซึ่ง 2 ปีแรก เรียนที่ตรัง และอีกสองปีหลังเรียนที่หาดใหญ่ ซึ่งต่างจากวิทยาเขตอื่นๆ ที่หลักสูตรแค่สองปี

ตอนนั้นสาขาที่เราเลือกก็คือ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2532 และการเกิดขึ้นได้นั้นก็เพราะการร่วมมือกันของทุกฝ่าย ตอนนั้นทาง ส.ส. คุณชวน หลีกภัย ได้ให้เงินสนับสนุนกับโครงการนี้เป็นเงิน 2 ล้านบาท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือ นายกเทศมนตรีเมืองตรัง ก็ลงงบในการพัฒนาโรงเรียนเทศบาล 2 ล้านบาทในการพัฒนาโรงเรียนเทศบาล ซึ่งไม่มีการใช้ในการสอนแล้วในการติดเครื่องปรับอากาศปรับปรุงอาคารทั้งหมด

และในภาคเอกชนเราก็หาเงินอีก 2 ล้านบาท เพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ การสอน เพราะนักศึกษาที่เราสอนจะเน้นให้มีความชำนาญในเรื่องภาษาคอมพิวเตอร์ จะเห็นว่าสามประสาน เราลงทุน 6 ล้าน ทำให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มาเปิดการเรียนการสอนที่นี่และปัจจุบันนี้มีการขยายจากนักศึกษา 40 คนในปีแรก ปัจจุบันนี้เรามีนักศึกษาที่เข้าใหม่ในแต่ละปีประมาณ 1 พันคน และคาดว่าในสี่ปีข้างหน้าเราจะมีนักศึกษาเพิ่มขึ้นเป็น  4 พันคน 

            นั่นเป็นการชี้ให้เห็นว่าการที่เราทำงานร่วมกันมาและประสานกันมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันนี้เรามีระดับอุดมศึกษาในจังหวัดตรังเป็นสิบๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยรามคำแหง  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต วิทยาลัยพยาบาล วิทยาลัยสาธารณสุข และอีกมากมาย

             เพราะฉะนั้นสิ่งที่หอการค้าฯ และภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จะเห็นว่าเราขับเคลื่อนอย่างมีขั้นตอน จนล่าสุดในการทำยุทธศาสตร์ หรือวิสัยทัศน์จังหวัดในการบริหารงานแบบผู้ว่าซีอีโอ เราก็ใช้การเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ในคราวหลังก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่เราทำเมื่อปี 2537 ก็คือเราต้องพัฒนาจังหวัดตรังให้เป็นเมืองที่ใช้การเกษตร เพราะเราทราบแล้วว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา บางเรื่องมันไม่เหมาะ  บางเรื่องมันไม่สามารถทำได้ แต่ที่แน่ๆ เกษตรเป็นพื้นฐาน และเราก็พยายามส่งเสริมในเรื่องการเกษตรเป็นสำคัญโดยมุ่งไปที่ยางและปาล์มน้ำมันเป็นหลัก  

ในขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวเราก็พยายามสืบทอดมาจากการที่เราใช้กีฬา การศึกษาเป็นตัวนำให้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และในอนาคต จังหวัดตรังจะเป็นจังหวัดที่มีโรงเรียนแพทย์เกิดขึ้น มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีโครงการผลิตนักศึกษาแพทย์ โดยจะต้องมีพื้นที่ก็คือโรงเรียนที่จะเป็นโรงเรียนให้นักศึกษาแพทย์มาฝึกงาน

ในช่วงสอง รัฐบาลที่แล้วก็มีงบประมาณ 100 กว่าล้านที่จะมาสร้างอาคารให้กับนักศึกษาแพทย์ที่มาฝึกงาน แต่อาจจะเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจจึงถูกตัดทิ้งไป ซึ่งหากงบตัวนี้ไม่มาอาจจะทำให้โครงการผลิตแพทย์ของเราล่าช้าลงไป ตอนนี้ทุกฝ่ายก็กำลังประสานงานต่อเพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้น

            และนี่ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นนะครับว่า ตั้งแต่ 100 กว่าปีที่แล้วเราก็เน้น  ‘เอกชนนำ ราชการสนับสนุน’ ปัจจุบันก็ยังใช้ เพราะถ้าหากว่าราชการนำโดยที่ไม่ตรงกับความต้องการของเอกชนอาจจะทำให้การทำงานหลายอย่างไม่ได้เร็ว แต่เอกชน การจะเป็นผู้นำได้ก็จะต้องมีจรรยาบรรณ ซึ่งตรงกับสิ่งที่เขาเรียกว่า ธรรมาภิบาล

             หอการค้าจังหวัดตรังเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีการขับเคลื่อน ผมขอเรียนนะครับว่ากิจกรรมหรืองานของหอการค้าในช่วงแรกๆ อาจจะมีคนมองว่าทำเพื่อประโยชน์ของส่วนบุคคล แต่จากการที่เราทำอย่างต่อเนื่อง 20 ปี ก็เป็นบทพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม มีหลายกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยเป็นผลงานของหอการค้าฯ เช่น การจัดเทศกาลหอยตะเภา ในปี 2528 ที่หอการค้าฯ เกิดขึ้นในครั้งแรกตอนนั้นทางคุณสุรินทร์ ก็เชิญบรรณาธิการไทยรัฐ มาจังหวัดตรัง ซึ่งตอนนั้นจะมีหลายท่าน มีท่านมานิต คุณอ้วน อรชร และด้วยความเป็นครีเอทีฟไอเดีย  ได้ช่วยกันคิด 

หอยตะเภาเป็นหอยตลับ 2 ฝา พบที่ปากเมงมาก คนท้องถิ่นแถวสิเกาเชื่อว่าหน้าจับหอยก็คือเดือนพฤศจิกายน และถ้าใครกินหอยก็จะมีโชค พอทีมไทยรัฐมา สิ่งที่เขาช่วยคิดและสร้างแรงบันดาลในการท่องเที่ยวก็คือ เขาไปพาดหัวข่าวว่า “ทะเลมหัศจรรย์ 1 ปีแห้ง 1 วัน” เพราะในวันที่เราจัดที่ปากเมง เป็นวันที่น้ำลดต่ำสุดทำให้เราเดินไปถึงเกาะได้ หลังจากที่ลงข่าวไปแล้วผู้คนก็อยากจะมาดูว่ามหัศจรรย์อย่างไร เพราะฉะนั้นเราโฆษณามาตั้งแต่ปี 2528 จนกระทั่งหลังจากนั้นอีก 5 ปี หอการค้าจังหวัดตรังเราไปทัศนศึกษาที่ประเทศจีน พอบอกว่าจากจังหวัดตรัง ทางข้าราชการจีนก็ถามเลยว่า อ๋อ... จังหวัดที่มีทะเลมหัศจรรย์ เพราะว่าเค้าเก็บข่าวที่เมืองไทยลงเข้าเป็นประวัติของจังหวัด

แล้วสื่อมวลชนที่จังหวัดตรังนี่ ต้องยอมรับว่าเป็นสื่อที่มีบทบาทและเข้าใจหลักการพัฒนาอย่างแท้จริง ทุกจังหวัดมีเรื่องไม่ดี ทุกจังหวัดมีข่าวร้าย  ทำไมจังหวัดตรังมีข่าวทำนองนั้นน้อย ด้วยเหตุที่เราทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนว่า การสร้างภาพลักษณ์เป็นอะไรที่ยากมาก ถ้าจะสร้างต้องใช้เวลา แต่ถ้าภาพไม่ดีออกไปแล้วนี่มันแก้ยาก ดังนั้น ในอดีตเมื่อมีข่าวในเชิงลบเราจะขอความร่วมมือว่าอย่าไปโหม แต่ถ้าเป็นข่าวดีช่วยโหมหน่อย

             ใน 20 ปีที่ผ่านมา ภาพของจังหวัดตรังที่ออกมาในเชิงบวกเมื่อเทียบกับประชากรแล้วตรังอาจจะไม่น้อยกว่านครศรีธรรมราช หรือสงขลา  แต่ข่าวที่ออกไปจะน้อยกว่า

             นั่นคือสิ่งที่ต้องขอบคุณสื่อมวลชน จนถึงทุกวันนี้กิจกรรมต่างๆ ที่เราพยายามประชาสัมพันธ์ออกไป ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลหอยตะเภา เทศกาลขนมเค้ก เทศกาลหมูย่าง หรือประเพณีถือศีลกินเจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นของเรา แต่เราอาศัยสื่อมวลชนในการประชาสัมพันธ์

ท่านทราบไหมครับว่า ขนมเค้กเมืองตรังกำเนิดจากลำภูราเมื่อราว 70 ปีที่แล้ว เริ่มจากทำขายในร้าน ทำมาก้อนหนึ่งทำเป็นชิ้นขายหน้าร้าน  วันหนึ่งทำสัก 2-3 ลูก จนกระทั่ง 17 -18 ปีที่แล้ว  หอการค้าจังหวัดตรังจัดเทศกาลขนมเค้ก จากวันนั้นเค้กกล่องละ 28 บาท ตอนนี้ 55 บาท ตอนนั้นมีผู้ประกอบการประมาณ 20 ราย ตอนนี้ประมาณ 80 ราย เมื่อก่อนปลูกใบเตยข้างบ้านเอามาทำ  ตอนนี้ต้องซื้อใบเตย ต้องซื้อไข่ 

             ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว บางร้านขายวันละ 1,000 กล่อง เพราะฉะนั้นเงินหมุนเวียนจากขนมเค้กปีหนึ่งนับร้อยล้าน หมูย่าง เทศกาลหมูย่างของจังหวัดตรัง ซึ่งคนตรังผูกพันเกี่ยวพันกับหมูตั้งแต่เกิดจนตาย 

ผมคิดว่าท่านสาทิตย์ก็ต้องคิดแบบผม ตั้งแต่ผมเกิดแม่ผมก็เอาหมูย่างไปไหว้เจ้าให้ผมแข็งแรง พอผมไปโรงเรียนก็เอาหมูไปไหว้เจ้าให้ผมเรียนหนังสือ พอผมสอบก็เอาหมูย่างไปไหว้เจ้าให้ผมสอบผ่าน จนกระทั่งผมเรียนจบ จนทุกวันนี้ผมก็ยังใช้หมูย่างอยู่ แม้กระทั่งตอนผมแต่งงานผมก็เอาหมูย่างไปไหว้เจ้าให้ชีวิตผมราบรื่น และเมื่อผมมีลูก ผมก็เอาหมูย่างนี่แหละไปไหว้เจ้าให้ลูกผมเรียนหนังสือเก่งๆ จนกระทั่งแม่ผมเสียผมก็เอาหมูย่างไปไหว้คุณแม่  

ดังนั้น ท่านจะเห็นว่าหมูย่างเกี่ยวพันกับชีวิตคนตรังตั้งแต่เกิดจนตาย หมูย่างมาจากมณฑลกวางตุ้งก่อนชาวจีนที่มาเมืองไทยก็เอาหมูย่างมาด้วย แต่เมื่อ 150 ปีที่แล้ว หมูย่างเราทำกันแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือน ใครจะย่างหมูก็เอาหมูมาให้และจ่ายตังค์ บอกให้ช่วยย่างให้หน่อยแต่ก็ยังกินกันเฉพาะในหมู่คนตรังเท่านั้น  

             หมูย่างเป็นอาหารเช้าที่กินกับกาแฟ จนกระทั่งทางหอการค้าฯ เชิญหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี มาเที่ยวเมืองตรัง ท่านก็เป็นคนที่มีความคิดที่เฉียบแหลม ท่านมาเห็นหมูย่างปุ๊บ ท่านบอกว่า เอ๊ะ...นี่เป็นของดีนะ กินกับกาแฟตอนเช้า

              ดังนั้น ใครมาเที่ยวเมืองตรังต้องรับประทานหมูย่างเมืองตรัง หรือใครที่ทำอะไรไม่ราบรื่นให้รับประทานหมูย่าง เช่นเดียวกัน วันที่หอการค้าฯ จัดเทศกาลหมูย่างครั้งแรก เมื่อ 19 ปีที่แล้ว  ประธานคนแรกที่มาเปิดงานหมูย่างเป็นรองกระทรวงมหาดไทย คุณสุรินทร์ ก็โทรไม่เชิญท่านบอกว่าจังหวัดตรังจะจัดงานหมูย่าง ตอนนั้นจัดงานครั้งแรกจัดขึ้นเพื่อหาเงินช่วยกีฬาเยาวชนแห่งชาติ  ตอนนั้นท่านผู้ว่าภิญโญ บอกว่าต้องการเงินประมาณ 6 แสน ตอนแรกท่านบอกว่าจะเก็บจากผู้ใหญ่บ้าน ทางหอการค้าฯ บอกว่ามันเดือดร้อนผู้อื่น หอการค้าฯ จึงจัดงานเทศกาลหมูย่างให้ โดยจะหาเงินให้จังหวัด 6 แสนบาทและก็เชิญท่านอารีย์  วงศ์อาริยะ  มาเป็นประธาน

             ท่านก็บอกว่า “ผมเป็นมุสลิมนะ จะมาเปิดได้อย่างไร” ตอนนั้นท่านเป็นรองกระทรวงมหาดไทย แล้วท่านก็บอกว่าเดี๋ยวท่านขอปรึกษากับจุฬาราชมนตรีก่อน จุฬาราชมนตรีบอกในเมื่อไม่ได้รับประทานแค่เปิดงานก็ได้ และท่านก็ตอบรับ

จากวันนั้น ท่านเชื่อไหมครับว่าหมูย่างที่เราจัดในตอนนั้นกิโลกรัมละ 120 บาท แต่เราขายกิโลกรัมละ 200 เพื่อหาเงินยกให้กีฬาเยาวชน ได้เงินเกือบแสนบาท หมูย่าง 3 ร้อยตัว ตัวละประมาณ 20 กิโล ขายหมดในเวลาชั่วโมงครึ่ง และนั่นคือสิ่งที่เราได้พยายามประชาสัมพันธ์ จนทุกวันนี้หมูย่างจังหวัดตรังกิโลกรัมละ  350  บาท เราก็ขายกันจนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะฉะนั้น ผมจึงย้ำกับผู้ประกอบการหมูย่างทุกท่านเสมอว่า หมูย่างที่เราทำต้องรักษาคุณภาพ เพราะหากไม่รักษาคุณภาพก็เท่ากับทำลายธุรกิจของตนเอง

             ปี 1999 ที่จะเข้าวันที่ 1 มกราคม ปี 2000  ซึ่งตรงกับปี 2543 ในปีนั้นจังหวัดตรังได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพฯ มาเดินข้ามสหัสวรรษ พระองค์ทรงพระราชดำเนินจากโรงแรมธรรมรินทร์ ธนา ไปรอบเขตเทศบาล เป็นระยะทางเกือบ 3 กิโลเมตร  และกลับมาถึงโรงแรมธรรมรินทร์ ธนา เวลาเที่ยงคืน 35 นาที คำแรกที่ท่านถามกับคุณสุรินทร์เมื่อมาถึงหน้าโรงแรม ท่านถามว่ามีหมูย่างไหม ดีที่ได้เตรียมไว้ก็เลยทูลท่านว่ามีพะยะค่ะ ก็เลยนำไปถวายบนห้อง 

ประมาณสักตีสาม ก็มีโทรศัพท์จากนางกำนัลของท่านว่า คุณสุรินทร์รบกวนหน่อย ช่วยหาหมูย่างชิ้นสัก 10 กิโลให้หน่อย ทำยังไงก็ได้ขอสัก 20 กิโล ซึ่งตอนนั้นหายากมากก็เลยตอบไปว่าคงไม่ทัน ข้าของสมเด็จพระเทพฯก็บอกว่าช่วยหาหน่อย เพราะตอนที่สมเด็จกำลังเสวยหมูย่างนี่ พระเจ้าอยู่หัวฯ โทรศัพท์มา ถามว่าทำอะไรอยู่ สมเด็จพระเทพฯก็ตอบไปว่ากำลังทานหมูย่าง พระเจ้าอยู่หัวฯ ก็บอกว่าเอามาฝากด้วย 

คุณสุรินทร์ก็เลยหา ใครที่เตรียมไว้ให้ใครก็บอกว่าขอก่อนเถอะ  ผมก็นำเรื่องนี้เล่าให้กับผู้ประกอบการหมูย่างฟังว่า เห็นไหมว่า หมูย่างเมืองตรังที่ไม่มีใครเคยคาดฝันว่าครั้งหนึ่งจะได้ขึ้นโต๊ะเสวย  เพราะฉะนั้น การทำหมูย่างจึงต้องพิถีพิถัน  

            เราโชคดีที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ หมูย่างเมืองตรังก็เลยคงมาตรฐาน ให้ท่านสังเกตนะครับว่า ถ้าท่านไปซื้อหมูย่างเมืองตรังที่ไหน ถ้ามีน้ำจิ้มแสดงว่าไม่ใช่หมูย่างเมืองตรังเพราะหมูย่างเมืองตรังต้องไม่มีน้ำจิ้ม เพราะอร่อยด้วยตัวของมันเอง

            สิ่งที่ผมได้เกริ่นให้ท่านฟังนี่ ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า ตรังมีความพร้อมทั้งเรื่องของเศรษฐกิจนั่นก็คือพืชเศรษฐกิจสำคัญ ทั้งยางพารา และปาล์มน้ำมัน ในเรื่องของการท่องเที่ยวเรามีทะเลที่สวยงามมากมาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งถ้าจะให้พูดก็พูดไม่หมด แต่โดยรวมแล้วจังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่น่าลงทุน หากว่าท่านมีเงินเก็บฝากแบงค์ตอนนี้ดอกเบี้ยน้อย ถึงจะขึ้นก็ขึ้นไม่เยอะ เพราะฉะนั้นหาลู่ทางมาลงทุนในจังหวัดตรังดีกว่า

ลูกหลานของท่านถ้าอยู่ที่จังหวัดตรังแล้วไม่ต้องย้ายไปที่อื่น เรามีมหาวิทยาลัยต่างๆ มากมายให้เลือกเรียน ระดับมัธยมฯ เราก็มีโรงเรียนที่ขึ้นชื่อระดับประเทศ เช่น โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย และนอกจากนี้ยังมีโรงเรียนเอกชนอีกหลายแห่ง เช่น โรงเรียนวิวัฒน์วิทยาของท่านสาทิตย์เองก็มีชื่อเสียง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าโรงเรียนทุกแห่งของจังหวัดตรังทั้งระดับประถมฯ มัธยมฯ  ถึงขั้นอุดมศึกษาของเรามีพร้อม 

ผมมั่นใจว่าจังหวัดตรังของเราจะเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา ทางการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในระยะอันใกล้ เพียงแต่เราต้องพัฒนาในบ้างเรื่องนั่นคือ โครงสร้างพื้นฐาน  แค่พัฒนา รถไฟเรามีอยู่แล้ว ปรับปรุงขบวนรถไฟ ถนนสี่ช่องจราจรที่ยังไม่ครบถ้วนก็ปรับในส่วนนี้ เส้นทางคมนาคมทางเครื่องบิน ซึ่งเรามีแล้วแต่เที่ยวบินยังน้อยก็ต้องให้เพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หอการค้าเรากำลังผลักดัน ทุกท่านต้องติดตามดูในระยะเวลาอันสั้นนี้


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
workingwomen วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 23.13 น.
http://www.oknation.net/blog/arada

เมืองตรัง......

น่าสนใจมากค่ะ

สักวันคงได้มีโอกาส...

ไปชิม....หมูย่าง...กับกาแฟ

ขอบคุณข้อมูลดีดีที่น่าสนใจค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
คนใส่แว่น วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 19.40 น.
http://www.oknation.net/blog/chattrg

ยังน่าอ่านครับ
ความคิดเห็นที่ 1
วานิชสุนทรนนท์ วันที่ : 29/06/2008 เวลา : 18.24 น.
http://www.oknation.net/blog/kontrang49
ความเรียง บทความขนาดสั้น บทกวี จากคนบ้านนอก... ติดตาม... นสพ.ฅนตรัง ได้ที่... http://www.oknation.net/blog/kontrangnews

งานชิ้นนี้อาจจะยาวหน่อย แต่น่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับผู้อ่านที่สนใจหรือเฝ้าติดตามจังหวัดตรัง
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30