พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ เสียงจากชุมชน ชีวิตศิลปินพื้นบ้าน โครงการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนจังหวัดตรัง รายงาน
ในยุคโลกาภิวัฒน์ การเสื่อมสลายสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติ ตลอดจนจารีตประเพณีวัฒนธรรมหลายอย่าง ที่เป็นอุปสรรคต่อระบบการค้าเสรี ที่เน้นวัฒนธรรมบริโภคนิยมลดทอนคุณค่าทางจิตใจและจิตวิญญาณของคนในสังคม ที่ตำบลนาบินหลา ศิลปินโนราห์ หนังตะลุง และกลอนลาน ตั้งวงปรึกษาหารือ เกี่ยวกับการทำกิจกรรมฟื้นฟูทบทวนคุณค่าของศิลปินพื้นบ้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือบทเรียนความรู้ ที่มีมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย พ่อ แม่ และคนรุ่นปัจจุบัน เพื่อเป็นบทเรียนในการทบทวนคุณค่าและความหมายของศิลปินในแต่ละยุค ที่มีองค์ประกอบของผู้เกี่ยวข้องอันเป็นองค์ประกอบของศิลปินพื้นบ้านมี 1. ผู้ฝึกผู้แสดง 2. ครู 3. ผู้แสดง 4. ลูกคู่ 5. ผู้ประกอบเครื่องการแสดง 6. ผู้ติดตามการแสดง ของศิลปินพื้นบ้านว่า วิถีชีวิตการเป็นศิลปินพื้นบ้าน เริ่มตั่งแต่การตัดสินใจการเป็นศิลปินพื้นบ้าน แรงบันดาลใจมาจากไหน เมื่อเป็นศิลปินพื้นบ้านแล้ว มีคุณค่าทางจิตใจอย่างไรบ้าง และการที่กิจกรรมของศิลปินพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับการเกื้อหนุนส่งเสริมความสุขชุมชน และสิ่งที่ติดตามมาในภายหลัง อย่างเช่น การช่วยเหลือการประกอบอาชีพ ทำนา-ทำสวน เกิดความรักใคร่ คิดถึง ถามหา เปรียบเหมือนญาติพี่น้อง ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า การเป็นศิลปินพื้นบ้านสมัยโบราณนั้น วิถีชีวิตในอดีตเป็นการทำเกษตรกรรมล้วนๆ การเดินทางสัญจรไม่สะดวก ผู้ที่ตัดสินใจเป็นศิลปินพื้นบ้าน เมื่อยามว่างจากการทำมาหากิน ต้องเข้ามาอยู่บ้านครูบ้านอาจารย์ (คล้ายๆ กับการเข้าไปเป็นสมาชิกเด็กวัด) คอยช่วยเหลือเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน ยุคแรก การฝึกเป็นศิลปินอย่างเคร่งครัด มีการเฆี่ยนตี มีการลงโทษ เมื่อมีการทำผิดกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติ เป็นการเข้มงวดเอาจริงเอาจัง ถ้ามีการทำการแสดงไม่ว่านานกี่วัน ต้องอยู่ประจำคณะ (กาดโรงแล้วไปไหนไม่ได้ต้องอยู่ที่โรง) ยุคถัดมา ความเข้มงวดยังเหมือนเดิม แต่การไปฝากตัวเป็นศิษย์แทบหายไปคือ เมื่อฝึกเสร็จแต่ละวันตัวก็กลับมาอยู่บ้าน แต่ฝึกทุกเรื่อง ยุคปัจจุบัน ปัจจุบัน คนที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ฝึกเสร็จกลับบ้านเช่นเดียวกัน ฝึกเฉพาะส่วนที่ตนถนัดอย่างเดียว เช่น ฝึกท่ารำอย่างเดียว เมื่อฝึกเสร็จก็กลับบ้านทันที เมื่อมีการแสดงจะมีผู้ที่คอยไปรับไปส่ง เหมือนกับรถรับส่งนักเรียน ทำการแสดงเสร็จกลับบ้านทันที เมื่อเกิดลักษณะแบบนี้เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์และคุณค่าของศิลปินพื้นบ้านเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศิลปินพื้นบ้านในตัวคนแต่ละคนขาดการเรียนรู้เรื่องอื่นๆ เช่น การเป็นลูกคู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน บางชิ้นต้องมีแรงบันดาลใจมากและต้องเอาจริงเอาจัง จึงสามารถทำได้ อันนี้จะเห็นได้ว่าศิลปินรุ่นเยาว์มีน้อยลงทุกที เช่น การเป่าปี่เป็นต้น โนราห์ สำเริง บรรณเทิงศิลป์ เห็นว่าการสรุปบทเรียนความรู้ตลอดจนการใช้ชีวิตของศิลปินพื้นบ้าน ต้องได้รับการทบทวนค้นหาคุณค่าที่ดีงาม เพื่อพัฒนาต่อเป็นการสร้างคุณค่าความหมายของมนุษย์โลกาภิวัฒน์ ให้อยู่รอดสืบต่อไปได้ และได้รับการยอมรับจากสังคม นอกจากการปฏิบัติตามครูหมอตายายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||