พิมพ์หน้านี้
|
กาลครั้งหนึ่ง ที่ฉันก้าว... กระโดด... สู่เมืองจิงโจ้ (ตอนที่ 24) โดย... เด็กปั้นฝัน นักเรียน ม. 6 ร.ร.จุฬาภรณราชวิทยาลัยตรัง เรื่องที่ฉันจะเล่านั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ที่นี่ ฉันคิดว่า มันต้องไปแทรกอยู่ตามตอนใดตอนหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดตั้งแต่ฉันมาถึงที่นี่ใหม่ๆ จึงนำโอกาสที่ฉันว่างๆ และมีอารมณ์ตัวอักษรจับความรู้สึกมาบรรยาย เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่ง เราเพิ่งจะสนิทกันตอนมัธยมฯ ปลาย แต่รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมฯ ต้น เธอเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนปีเดียวกับฉันแต่คนละโครงการ เราไปกันคนละประเทศ เธอไปประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนฉันมาประเทศออสเตรเลีย เธอเคยโทรข้ามทวีปมาหาฉัน เล่าความเป็นอยู่ให้ฟัง ก่อนมาภาษาของเธอนั้นดีกว่าฉันอยู่มาก และฉันคิดว่าเธอคงประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งหลังจากกลับมาจากประเทศอเมริกา เธอเป็นคนที่เข้มแข็งในสายตาของฉัน แต่ขี้แง และขี้น้อยใจไปหน่อย เธอเล่าว่า เธอไม่บอกรักแม่เลย ผิดกับฉัน ฉันบอกรักแม่เป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันแม่แห่งชาติ ฉันไม่อายหรอก แต่บางทีก็เขินเหมือนกัน จะอายทำไมแม่ของฉันเอง เมื่อก่อนฉันไม่เคยบอกแม่เช่นกัน เพิ่งจะบอกรักแม่ก็เมื่อสามสี่ปีมานี้ ส่วนตอนนี้ฉันกับแม่ตัวห่างกัน ทำให้ฉันนึกเป็นห่วงแม่อยู่บ่อยๆ เธอบอกว่า เธอบอกรักแม่เป็นครั้งแรกหลังจากที่มาอยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์ อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้รับจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน คือ ฉันรับรู้ถึงความรักและความคิดถึงที่คนในครอบครัวมีให้ฉันเสมอ และคงไม่มีวันที่จะทิ้งกัน โดยเฉพาะแม่ของฉัน สัปดาห์แรกของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันร้องไห้คิดถึงบ้านทุกวัน มันเป็นเรื่องปกติของนักเรียนแลกเปลี่ยน ก่อนมาฉันเตรียมใจไว้แล้ว แต่ฉันไม่สามารถหักห้ามใจตนเองได้ แม่ของฉันโทรหาฉันทุกวันเลย แม่บอกว่า ถ้าอยู่ไม่ได้ก็กลับบ้านได้แต่ต้องอยู่อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อน ฉันรู้ดีว่า แม่พยายามหลอกล่อฉันเพื่อยืดเวลาอยู่ต่อ แต่ตอนนั้นใจของฉันไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น อยากกลับบ้านลูกเดียว ฉันยังปรับตัวกับอากาศหนาวไม่ได้ ภาษาย่ำแย่ โทรกลับเมืองไทยไม่ได้ คอมพิวเตอร์พิมพ์ภาษาไทยไม่ได้ และอ่านไม่ได้ด้วย เพื่อนรุ่นพี่ของฉันที่โรงเรียน ซึ่งฉันรู้จักพี่เขามานาน แต่เพิ่งจะสนิทกันเมื่อปีที่แล้ว เขาส่งอีเมลมาหาฉันโดยแนบไฟล์โปสการ์ดเป็นภาษาไทย เขาเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันได้อ่านภาษาไทย ณ ที่นี่ ในขณะที่ลุงของฉันพยายามเขียนอีเมลเกี่ยวกับการติดตั้งภาษาไทยและอ่านไทยได้ แม้แต่อาของฉันเองยังโทรหาฉันด้วยความเป็นห่วง อาของฉันไม่ใช่คนทันเทคโนโลยียุคใหม่มากนัก เธอโทรไปขอเปิดบริการโทรออกนอกประเทศเพื่อโทรหาฉัน ฉันมีอาคนเดียว และฉันก็รู้ว่าอารักฉันมาก ปัญหากลัดกลุ้มใจของฉันถูกตัดไปทีละปัญหา วันสุดท้ายที่ฉันร้องไห้นั้น แม่โทรมาหาฉัน แล้วฉันร้องไห้หนักกว่าทุกวัน บอกว่า ฉันไม่ไหวแล้ว วันนี้ ฉันร้องไห้โฮกับแม่อุปถัมภ์ เธอกอดฉันแล้วลูบหลังเบาๆ มันทำให้ฉันรู้สึกดีไม่น้อย เพราะทุกครั้งฉันจะร้องไห้คนเดียว จากนั้นไม่นานลุงของฉันโทรมาในวันเดียวกัน ฉันบอกว่า ฉันอยากกลับบ้าน ให้ฉันกลับบ้านเถอะ ลุงของฉันพูดกับฉันว่า คนที่จะให้ฉันกลับบ้านนั้น ไม่ใช่แม่ ไม่ใช่โครงการ ไม่ใช่ตัวลุง แต่เป็นตัวของฉันเอง คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายสำหรับการร้องไห้ ฉันคิดอยู่เสมอว่า เวลาที่ฉันอยู่ที่นี่มันมีเพียงจำกัด เพียงสิบกว่าเดือน เวลาเดินไปเรื่อยๆ เวลาที่ฉันอยู่ที่นี่ก็ลดลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน อีกไม่นานฉันจะได้กลับบ้าน ตอนนี้เวลาที่ฉันอยู่ที่นี่นั้นเดินทางมาเกือบครึ่งทางแล้ว เวลายังลดไปเรื่อยๆ และฉันยังอยากกลับบ้านอยู่เช่นเดิม แต่ฉันก็มีความสุขดีสำหรับชีวิตที่นี่ มันเป็นประสบการณ์ของชีวิตที่ฉันเรียนรู้จากโรงเรียนชีวิต เพื่อนรุ่นน้องล้อฉันว่า โรงเรียนชีวิตของฉันนั้นไม่สามารถทำให้เขาได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้ มันเป็นเรื่องจริงอย่างเขาว่า แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตของใครสักกี่คนที่จะมีโรงเรียนชีวิตที่สอนมากกว่าวิชาเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงฯ...
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||