เมื่อครั้งที่คุณทักษิณ ชินวัตร มาเมืองตรัง แล้วไม่ได้กินหมูย่างเรื่องนี้ได้ถูกขยายความไปอย่างกว้างขวาง จนคนตรังโดนมองว่าใจร้ายใจดำไปเลย ทั้งๆ ที่ตอนคุณทักษิณมาไม่ค่อยมีคนตรังรู้จักเท่าไหร่ เมื่อไม่มีใครรู้จัก ก็ไม่น่าที่จะมีใครต่อต้าน แต่ด้วยการตลาดที่เหนือชั้น ชาวตรัง เลยไม่ ใจกว้าง อย่างคำขวัญเลยในตอนนั้น และคนที่ออกมาขยายความเรื่องนี้มากที่สุดชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล วันเวลาผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นที่รู้กันว่าสนธิเลือกที่จะเดินออกมาอยู่คนละฝั่งอย่างชัดเจนกับทักษิณ ชันวัตร แต่ดูเหมือนว่าวันเวลาไม่ได้ช่วยให้สนธิ ลิ้มทองกุลพูดถึงเมืองตรัง คนตรัง มากนัก วันก่อนสนธิพูดเรื่องการเมืองใหม่ มีการยกตัวอย่างสาเหตุที่ต้องมีการเมืองใหม่เพราะคนดีๆ แบบนักการเมืองในอดีตไม่สามารถเข้าสู่แวดวงการเมืองในปัจจุบันได้ สนธิยกตัวอย่างนายแคล้ว นรปติ และใครต่อใครอีกหลายคนว่าเป็นคนดี แม้ไม่มีเงินก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา นายสนธิยกตัวอย่างนายสมัคร สุนทรเวช ด้วย ประมาณว่าครั้งหนึ่งก็เป็นนักการเมืองที่ประชาชนศรัทธาเลือกเข้ามาโดยไม่ต้องซื้อเสียง แต่คุณสนธิไม่ได้พูดถึงนักการเมืองที่ชื่อว่า ชวน หลีกภัย ผมว่าหากเอ่ยชื่อนี้ในวันนั้นอาจจะได้ยินเสียงปรบมือกระหึ่มมากกว่าทุกครั้งที่พูดก็ได้ เพราะอะไรหรือ!!! ง่ายๆ เพราะผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นคนใต้ ศัตรูของศัตรู คือมิตร ต้องไม่ลืมว่าส่วนหนึ่งของคนที่มาชุมนุมต้องการล้มศัตรูที่เป็นคนเดียวกันกับพันธมิตรฯ คือทักษิณ โดยไม่สนวิธีการว่าจะล้มอย่างไร คนที่เคยเคืองเลยกลายเป็นมิตรไป สนธิและแกนนำพันธมิตรฯดูจะมองข้ามจุดนี้ไปถึงได้กล้าประกาศ การเมืองใหม่ เพราะนั่นอาจจะไม่ใช่เป้าหมายของบางคน หรือหลายคน หรือผู้สนับสนุนที่เอาใจช่วยอยู่ทางบ้านก็ได้ เพราะเป้าหมายหลักก็คือ ล้มระบบทักษิณ เชื่อว่าผู้ที่มาชุมนุมก็ยังมีนักการเมืองในดวงใจ ยังเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา การเข้าชุมนุมไม่ได้แปลว่าพวกเขามองการเมืองเลวร้ายทั้งระบบ ป้ายหาเสียงของนายชวน หลีกภัย ที่มีคนเอาร่มมากางให้ด้วยเหตุผลว่ากลัวนายชวนร้อน และแน่นอนว่าหลังการเลือกตั้งทุกครั้งโปสเตอร์หาเสียงที่มีรูปนายชวนหาได้ยากมาก มันสะท้อนให้เห็นว่ายังมีประชาชนที่ศรัทธานักการเมืองอยู่มาก โดยเฉพาะคนใต้ การเมืองใหม่ ดูเป็นการไม่มองเห็นความดีของนักการเมืองเลย และเป็นการผลักให้นักการเมืองทุกคนไปอยู่คนละฟากกับพันธมิตรฯ เพราะการกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เพียงไม่กี่คน ที่เหลือมาจากการคัดสรรดูจะทำร้ายจิตใจ ส.ส.เกินไป แค่นี้ก็แย่งกันหัวแตกแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าจู่ๆ พันธมิตรฯก็เปิดประเด็น การเมืองใหม่ ขึ้นมาตอนนี้ทำไม เพราะแค่ไล่รัฐบาลชุดนี้ก็ดูยืดเยื้อยาวนานเหลือเกิน ดีที่ว่ายังพอเห็นแสงสว่างที่ปลายทางอยู่บ้างจำนวนผู้สนับสนุนก็ยังมีอยู่มากเหมือนเดิม น่าสนใจตรงที่ว่าหลังเปิดประเด็นเรื่องนี้คนจะเท่าเดิม ลดลง หรือมากกว่าเดิม และจะจบอย่างไร ด้วยชัยชนะ พร้อมกับการเมืองใหม่หรือไม่ คนแถวบ้านผมเปิด ASTV ไม่เปลี่ยนช่องเลย ตั้งแต่เช้ายันดึก ยิ่งพอแกนนำพันธมิตรฯขึ้นพูดจะล้อมวงกันมาฟังยิ่งกว่าดูหนังกางแปลงสมัยก่อน ผมเห็นเพิ่งจะมาเปลี่ยนช่องตอนพูดเรื่องการเมืองใหม่นี่แหละ !!! |