พิมพ์หน้านี้
|
ซูการ์โน คอลัมน์ มองโลก มองคน ความซับซ้อนบนคาบสมุทรมาลายู (ตอนที่ 26) : รัฐสุลต่านของมาเลเซียในอดีต-ปัจจุบัน ดร. นอกจากภัยคุกคามของลัทธิอาณานิคมตะวันตก และอิทธิพลทางการค้าในดินแดนปลายคาบสมุทรมาลายูซึ่งอังกฤษเข้ามามีบทบาทเหนือชาติตะวันตกชาติอื่น เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงของหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่เป็นที่หมายปองของชาติตะวันตกและพ่อค้าชาวอาหรับ ดินแดนที่กล่าวถึงส่วนหลังนี้ เป็นดินแดนที่มีชื่อเสียงในหมู่ชาวตะวันตกมาช้านาน เนื่องจากเป็นเส้นทางการค้าเครื่องเทศ (Spicy Route) ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเกาะสุมาตรา ชวา บอร์เนียว เซลีเบส และหมู่เกาะโมลุกกะ ในช่วงศตวรรษที่ 17 ไปจนถึงศตวรรษที่ 19 บริษัทอินเดียตะวันออกของชาวดัทช์ ได้ขยายอิทธิพลครอบครองอินโดนีเซียในพื้นที่ส่วนใหญ่ และเมื่อบริษัทดังกล่าวมีปัญหาด้านการเงินที่เกิดขึ้นในปี 1799 รัฐบาลก็ได้เข้าถือครองกิจการของบริษัทต่อจากนั้นมา จนกระทั่งมีการขาดช่วงในการปกครองของรัฐบาลอีกครั้ง คือ ระหว่างปี ค.ศ. 1811-14 อันเป็นช่วงที่เกิดสงครามนโปเลียนขึ้นในดินแดนยุโรป ชาวอินโดนีเซียเริ่มท้าทายกับอำนาจชาวดัทช์ เริ่มจากในปี ค.ศ. 1825 ที่เจ้าชายดิโปเนโกโรแห่งชวา ได้นำการต่อสู้แบบกองโจรเพื่อต่อต้านนักล่าอาณานิคม ช่วงหลังจากนั้นคือในปี 1906 และ 1908 ผู้นำพื้นเมืองหลายคนในแถบบาหลีและดินแดนส่วนอื่นเริ่มลุกฮือสู้รบแบบพลีชีพเพื่อทำลายป้อมปราการของกองกำลังชาวดัทช์อีกหลายครั้ง ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประชาชนอินโดนีเซียตื่นตัวลุกขึ้นต่อสู้เพื่อขับไล่อิทธิพลของชาติตะวันตก ภายในการนำของผู้นำรุ่นใหม่ที่ถูกหล่อหลอมจากระบบการศึกษาแผนใหม่ที่นำเข้ามาโดยชาวตะวันตกนั่นเอง เป็นช่วงที่ลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ฝังรากและเบ่งบานในดินแดนแถบนี้ ขบวนการเพื่อการประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซียเริ่มก่อตัวขึ้นและขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย (PKI) ขึ้นในปี ค.ศ. 1920 และในปี ค.ศ. 1927 ก็มีการก่อตั้งพรรคชาตินิยมแห่งอินโดนีเซีย (PNI) ขึ้นภายใต้การนำของซูการ์โน (Sukarno) ซึ่งอาศัยเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพญี่ปุ่นได้เข้าขับไล่อิทธิพลของชาวดัทช์และยึดครองอินโดนีเซียแทนในปี 1942 การสิ้นสุดสงครามโดยการยอมจำนนของฝ่ายญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม ปี 1945 อินโดนีเซีย ภายใต้การนำของซูการ์โนและผู้นำชาตินิยมอีกคนหนึ่ง คือ มูฮัมหมัด ฮัตตา (Muhammad Hatta) ก็ได้ทำการประกาศให้อินโดนีเซียเป็นประเทศสาธารณรัฐและมีอิสรภาพไม่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวดัทช์อีกต่อไป เนเธอร์แลนด์พยายามรักษาอำนาจของตนโดยการต่อต้านฝ่ายชาตินิยมอย่างเหนียวแน่น มีการต่อสู้คับเคี่ยวกันอย่างหนักหน่วงเป็นเวลา 4 ปี จนกระทั่งสหประชาชาติเข้ามาดำเนินการกดดัน ดำเนินการไกล่เกลี่ยจนบรรลุข้อตกลงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1949 ในการให้อิสรภาพแก่อินโดนีเซียและยอมรับให้เป็นประเทศสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ พร้อมกันกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งชาติซึ่งกำหนดรูปแบบของรัฐบาลในระบอบรัฐสภา โดยซูการ์โนได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี และมูฮัมหมัด ฮัตตา เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าซูการ์โนจะประสบความสำเร็จในการนำพาประเทศไปสู่การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ความหลากหลายของกลุ่มชนและพื้นที่เกาะใหญ่น้อยที่กระจายกันออกไป ด้วยการให้มีการใช้ภาษากลางร่วมกัน แต่ยุคสมัยการบริหารบ้านเมืองของเขากลับเต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ, ความอยุติธรรม, การฉ้อราษฎร์บังหลวง, รวมไปถึงเหตุการณ์ความสับสนวุ่นวายต่างๆ ทางการเมืองและสังคม การถอนและโยกย้ายทรัพย์สินของชาวดัทช์ออกนอกประเทศในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียเสียสมดุลอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทรัพยากรจำนวนมากของประเทศก็ไม่ได้ช่วยในการทำให้ประเทศมีความมั่งคั่งขึ้นได้ ภาวะเงินเฟ้อและความยุ่งยากทางเศรษฐกิจหลายด้านเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง การก่อตัวของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้มีการปกครองตนเองมากขึ้นในที่ต่างๆ ขยายตัวออกไป เริ่มจากที่เกาะสุมาตราในช่วงต้นปี 1958 ได้ขยายตัวไปที่เกาะสุลาเวสี ( (โปรดติดตามตอนต่อไป)
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||