พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ พบหมอไพศาล พฤติกรรมการทำลายสมอง โดย
นายแพทย์ อุปนายกพุทธสมาคมจังหวัดตรัง ๒๕ กรกฎาคม ๕๑ หลายวันก่อนมีกัลยาณมิตรชวนคุยเรื่องการกระตุ้นให้เด็กสามารถมีศักยภาพในการพัฒนาสมองให้ดียิ่งขึ้นนอกเหนือจากการพัฒนาตามระบบโรงเรียนซึ่งมีอยู่และช่วยได้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว แต่น่าจะยังไม่พอที่จะนำพาเด็กไปสู่ความล้ำหน้าของสังคมโลกที่เด็กไทยพึงมีได้ หมอไพศาลจึงชวนคุยในแง่มุมของกรรมทั้งสี่สู่การมีศักยภาพทางสมอง กรรมทั้งสี่ที่พูดถึงนั้น ประกอบด้วยกรรมเก่าและกรรมใหม่ กรรมเก่านั้นหมายถึงพันธุกรรมอันเป็นกรรมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งทุกวันนี้ยังแก้กรรมเก่าได้น้อยอยู่ (ได้มีการพยายามแก้กรรมเก่าโดยกระบวนการที่เรียกว่าวิศวพันธุกรรม) เมื่อเทียบทางชีวภาพแล้วเด็กไทยโดยทั่วไปก็ไม่ต่างจากเด็กอื่นๆ ทั่วโลกหรอก (ได้มีความพยายามวัดศักยภาพทางสมองของชนชาติอย่างน้อยสามกลุ่มได้แก่คนผิวขาว ผิวเหลือง และผิวดำ ก็ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางชีวภาพแต่อย่างใด) ฉะนั้นกรรมใหม่อันได้แก่พฤติกรรม นิเวศกรรม และเวชกรรมที่มีต่อเด็กไทยนั่นแหละน่าจะเป็นตัวการของความแตกต่างของศักยภาพสมองของเด็กไทยกับชนชาติอื่น หากจะปรับปรุงสมองให้มีศักยภาพดีขึ้น พื้นที่ที่น่าสนใจควรเป็นส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กไทย (ซึ่งสุดท้ายก็คือผู้ใหญ่หรือคนไทยทั่วๆ ไปนั่นล่ะ) จะโง่หรือฉลาดน้อยกว่าคนอื่นหรอกนะ แต่ผลการสอบเปรียบเทียบระหว่างชาติแนวน้อมมักจะเป็นไปในทิศทางนั้นจริงๆ พฤติกรรมที่มีผลต่อความฉลาดของเด็กมีหลายระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ระดับชาติ ปัจจัยที่ก่อให้สมองมีศักยภาพสูงมีหลักการง่ายๆ คือ ไม่ทำลายสมองที่เป็นอยู่ กับเสริมสร้างสมองให้ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ครั้งนี้จะชวนคุยเฉพาะพฤติกรรมที่ก่อให้มีสมองที่ศักยภาพสูงในส่วนของการไม่ทำลายความสามารถที่มีอยู่ในระดับครอบครัวก่อน หมอไพศาลพยายามรวบรวมเท่าที่หาได้มาเสนอหกปัจจัย (ส่วนปัจจัยอื่นๆ ใครมีข้อมูลก็ลองเพิ่มเข้ามาอีกก็แล้วกันนะ) ปัจจัยหกประการที่เป็นบ่อเกิดของการทำลายศักยภาพของสมองและบุคคลในครอบครัวไม่ควรทำได้แก่ การประพฤติที่มีการโกหกเป็นประจำ การโกหกเป็นเหมือนการจินตนาการอย่างหนึ่ง หากมีการโกหกที่ไม่ได้มีผลจริงจังต่อการดำรงชีพก็เหมือนการเล่านิทานซึ่งจะเป็นผลดีต่อการสร้างจินตภาพและพัฒนาการของสมอง แต่หากการโกหกนั้นเป็นการโกหกที่มีผลจริงจังต่อการดำรงชีพ และหากเกี่ยวข้องกับคนหลายหมู่เหล่า จะทำให้ต้องมีการจดจำแบบคร่ำเคร่ง เพื่อจะได้โกหกให้ถูกต้องตลอดไปก็จะทำให้สมองที่มีศักยภาพสูงต้องมาใช้กับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาขีดความสามารถของสมอง อีกนัยหนึ่งก็คือการทำลายสมองนั่นเอง ประการที่สองที่ไม่ควรกระทำก็คือ การคิดในทางไม่ถูกต้องตามปทัสถานของสังคม การทำให้ชีวิตต้องออกนอกกรอบของสังคมมากเกินไปจะทำให้สมองต้องมาใช้ในการออกแบบชีวิตโดยไม่จำเป็น เพราะหากดำเนินชีวิตตามครรลองของสังคมก็จะได้ไม่ต้องมาใช้สมองคิดหารูปแบบชีวิตที่ต่างออกไปโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็เป็นทำนองเดียวกับปัจจัยแรกที่หากต้องใช้สมองจดจ่อจนมากเกินไปจะทำให้เกิดการบั่นทอนสมองเช่นกัน (แต่หากมีการคิดนอกกรอบของสังคมบ้างไม่ถึงขนาดมุ่งมั่นทุ่มเท จงใจจะเป็นคนนอกกรอบ ก็จะเป็นส่วนดีที่กระตุ้นให้สมองทำงานอย่างเป็นระบบ มีความแตกฉานในการคิดวางแผนอันเป็นการพัฒนาสมองแบบหนึ่ง) ประการต่อมาเป็นพฤติกรรมที่สามได้แก่ การหมกมุ่นในอบายมุขต่างๆ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นเรื่องที่สี่ที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากให้สมองถูกทำลาย สำหรับประการที่ห้าได้แก่ พฤติกรรมที่เครียดฟุ้งซ่านควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน พฤติกรรมที่กล่าวถึงล้วนแต่เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการใช้สมองในทางที่เป็นโทษต่อสมองมากเกินไป จนเป็นเหตุให้สมองด้อยคุณภาพในที่สุด ประการสุดท้ายที่จะนำเสนอได้แก่ พฤติกรรมเป็นคนที่ไม่ยอมคิด พฤติกรรมนี้ ต่างจากทั้งห้าพฤติกรรมข้างต้นเป็นการไม่ยอมให้สมองได้ทำงานเลย สุดท้ายก็จะคิดไม่เป็น ใช้สมองให้ทำงานเต็มศักยภาพไม่ได้ หมอไพศาลชวนคุยเพียงบางแง่มุมของศักยภาพสมองของคนไทย ที่บางครั้งได้รับสิ่งดีๆ มาแล้วจัดการไม่ดี มีการทำลายสิ่งที่มีอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่คนอื่นเขาเสริมสร้างสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นไป ฉะนั้น เมื่อต้องมาแข่งขันกันจึงไม่แปลกที่ผลออกมาในแนวโน้มที่คนไทยจะด้อยกว่าคนชนชาติอื่น ครอบครัวของคุณมีพฤติกรรมอันตรายเช่นว่านี้บ้างหรือไม่ หากมีสัญญาณอันตรายในการทำลายสมองกำลังมาเยือนครอบครัวคุณแล้ว เร่งกำจัดเสียก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะทำร้ายครอบครัวคุณ. ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||