พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ ดารณี สุนทรนนท์ ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล กับปักกิ่งในความทรงจำ โดย... ดารณี สุนทรนนท์ ดานนท์ ย่านตาขาว
ดุษฎี พนมยงค์ บุตรสาวนาย ที่ปักกิ่ง ครอบครัวนี้อยู่อย่างสุขสบายและได้สิทธิพิเศษหลายอย่างในฐานะแขกต่างชาติของรัฐบาลจีน เช่น มีบ้านในบริเวณกว้างขวางพร้อมคนรับใช้ รถหรู และคนขับ ดุษฎีและวาณีเข้าเรียนในโรงเรียนประจำ ซึ่งเคยเป็นวังเก่า ทั้งคู่พูดภาษาแมนดารินสำเนียงปักกิ่ง เด็กๆ จะเรียนรู้เร็ว มีเพียงท่านปรีดีคนเดียวที่รู้สึกว่าภาษาจีนยากมาก จึงต้องมีล่ามตลอด เรื่องแรกที่ดุษฎีทรมานกายและใจ คือ ส้วม จะอึต้องปีนขึ้นไปนั่งยองๆ บนไม้ที่พาดอยู่บนถังเพื่อเขาจะเอาไปรดน้ำผัก จากนั้น เธอทนทุกข์กับอากาศที่เหน็บหนาวแสนสาหัส หน้าหนาวจึงต้องจุดเตาถ่านหิน ถ่านหินนั้นถูกบดเป็นผงแล้วผสมกับดินเหนียว แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ เอาไปตากแห้ง คุณพ่อเป็นรัฐบุรุษอาวุโสคนแรกของไทยที่ได้จับมือกับประธานเหมาเจ๋อตุง แต่เติ้งเสี่ยวผิงเคยนั่งทานข้าวด้วยกัน ดุษฎีเล่าย้อนหลัง เธอเคยร้องเพลงและเล่นเปียโนอยู่ก่อนขณะอยู่เมืองไทย ก็ไปเรียนเพิ่มเติมที่สถาบันดนตรีกลาง ที่นี่มีการสอบแข่งขันยากมาก เช่น คณะเครื่องเป่าลม ปีหนึ่งรับ 20 คน แต่มีคนไปสมัคร 20,000 คน แต่เธอเป็นเด็กเส้นจึงไม้ต้องสอบ การสอนดนตรีคลาสสิกในจีนแม้กว่า 50 ปีก่อนนี้ก็ล้ำหน้ากว่าไทยราว 40-50 ปี จีนจ้างครูต่างชาติไปสอนแล้วยังมีเครื่องดนตรีเยอะมาก อย่างเปียโนเขามีหลายร้อยตัว ดิฉันไปเรียนปารีส ลอนดอน ก็ไม่เห็นมีเปียโนมากเท่านี้ การเรียนก็เข้มข้น จริงจัง ห้องเรียนมี 50 กว่าห้อง แต่ละห้องมีเปียโน 2 ตัว หรือ 3 ตัว เปียโนเหลือมากกว่าห้อง เธอเล่าอย่างอิ่มอกอิ่มใจ นโยบายจีนสมัยนั้นให้นักเรียนไปอยู่กับชาวนาและกรรมกรโรงงานแต่ละที่ปีละ 2 ครั้งๆ ละ 1 อาทิตย์ เด็กต่างชาติไม่ต้องไปก็ได้ แต่ท่านปรีดีสนับสนุนให้ลูกสาวไป ดุษฎีจึงไปทำนา เจอปลิงกัดเท้า ไปหาบอึ สร้างทางรถไฟ ขนถ่านหินจนหูหัวและหน้าตาดำเปรอะ และทอผ้า เธอบอกว่า นั่นทำให้เห็นค่าของคน รู้ค่าของการทำงาน การเดินทนนั้นเล่า จีนฝึกให้เดินจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองซึ่งไกล เธอมีโมงยามที่สุขใจกับการได้เห็นผลพลับสุกอร่ามอยู่ตามต้น และได้ไปเยือนพระราชวังเก่าแก่ รวมทั้งกำแพงเมืองจีน ขณะวาณีปลูกต้นไม้นอกกำแพงแห่งนั้น และมีโอกาสได้รดน้ำพรวนดิน ยามนี้ต้นไม้เหล่านั้นมีอายุกว่า 50 ปีแล้ว ยังมีสิ่งที่ฝังอยู่ในความทรงจำของดุษฎีอีกมากมาย แต่หน้ากระดาษน้อยเกินจะเขียนเล่าได้ทั้งหมด เอาเป็นว่าทุกคนเบิกบานอยู่ในจีนจนกระทั่งท่านปรีดีอายุ 70 ในปี 2513 ก็ออกไปอยู่ฝรั่งเศส ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายตามไปสมทบ ดุษฎีได้เรียนดนตรีที่ฝรั่งเศสและอังกฤษ ก่อนกลับมาสอนดนตรีและสร้างลูกศิษย์ รวมทั้งชื่อเสียงทางดนตรีของชาวไทยให้กระฉ่อนไปค่อนโลก ึกว่ายน้ำารสอบแข่งขันยากมาก เช่น คณะเครื่ |
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||