พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ มองโลก มองคน ความซับซ้อนบนคาบสมุทรมาลายู (ตอนที่ 28) : รัฐสุลต่านในมาเลเซีย อดีต-ปัจจุบัน ดร. ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ประชาชนอินโดนีเซียตื่นตัวลุกขึ้นต่อสู้เพื่อขับไล่อิทธิพลของชาติตะวันตก ภายใต้การนำของผู้นำรุ่นใหม่ที่ถูกหล่อหลอมจากระบบการศึกษาแผนใหม่ที่นำเข้ามาโดยชาวตะวันตกนั่นเอง เป็นช่วงที่ลัทธิชาตินิยม (Nationalism) ฝังรากและเบ่งบานในภูมิภาคของคาบสมุทรมาลายูและพื้นที่ใกล้เคียง ขบวนการเพื่อการประกาศอิสรภาพของอินโดนีเซียเริ่มก่อตัวขึ้นและขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินโดนีเซีย (PKI) ขึ้นในปี ค.ศ. 1920 และในปี ค.ศ. 1927 ก็มีการก่อตั้งพรรคชาตินิยมแห่งอินโดนีเซีย (PNI) ขึ้นภายใต้การนำของซูการ์โน (Sukarno) ซึ่งอาศัยเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพญี่ปุ่นได้เข้าขับไล่อิทธิพลของชาวดัทช์และยึดครองอินโดนีเซียแทนในปี 1942 การสิ้นสุดสงครามโดยการยอมจำนนของฝ่ายญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม ปี 1945 อินโดนีเซีย ภายใต้การนำของซูการ์โนและผู้นำชาตินิยมอีกคนหนึ่ง คือ มูฮัมหมัด ฮัตตา (Muhammad Hatta) ก็ได้ทำการประกาศให้อินโดนีเซียเป็นประเทศสาธารณรัฐและมีอิสรภาพไม่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวดัทช์อีกต่อไป เนเธอร์แลนด์พยายามรักษาอำนาจของตนโดยการต่อต้านฝ่ายชาตินิยมอย่างเหนียวแน่น มีการต่อสู้ขับเคี่ยวกันอย่างหนักหน่วงเป็นเวลา 4 ปี จนกระทั่งสหประชาชาติเข้ามาดำเนินการกดดัน ดำเนินการไกล่เกลี่ยจนบรรลุข้อตกลงในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1949 ในการให้อิสรภาพแก่อินโดนีเซียและยอมรับให้เป็นประเทศสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ พร้อมกันกับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งชาติ ซึ่งกำหนดรูปแบบของรัฐบาลในระบอบรัฐสภา โดยซูการ์โนได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี และมูฮัมหมัด ฮัตตา เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าซูการ์โนจะประสบความสำเร็จในการนำพาประเทศไปสู่การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ความหลากหลายของกลุ่มชนและพื้นที่เกาะใหญ่น้อยที่กระจายกันออกไป ด้วยการให้มีการใช้ภาษากลางร่วมกัน แต่ยุคสมัยการบริหารบ้านเมืองของเขากลับเต็มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ, ความอยุติธรรม, การฉ้อราษฎร์บังหลวง, รวมไปถึงเหตุการณ์ความสับสนวุ่นวายต่างๆ ทางการเมืองและสังคม การถอนและโยกย้ายทรัพย์สินของชาวดัทช์ออกนอกประเทศในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียเสียสมดุลอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทรัพยากรจำนวนมากของประเทศก็ไม่ได้ช่วยในการทำให้ประเทศมีความมั่งคั่งขึ้นได้ ภาวะเงินเฟ้อและความยุ่งยากทางเศรษฐกิจหลายด้านเกิดขึ้นตามมาอย่างต่อเนื่อง การก่อตัวของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้มีการปกครองตนเองมากขึ้นในที่ต่างๆ ขยายตัวออกไป เริ่มจากที่เกาะสุมาตราในช่วงต้นปี 1958 ได้ขยายตัวไปที่เกาะสุลาเวสี ( ความไร้ระเบียบของบ้านเมืองทำให้ซูการ์โนจำเป็นต้องรวมศูนย์อำนาจในการปกครองไว้ที่ตนเองเพื่อความเด็ดขาดในการจัดการกับปัญหาความวุ่นวายที่เป็นอยู่ ต้นปี 1962 ซูการ์โนสั่งการให้ทหารกรีฑาทัพเข้ายึดครองเกาะนิวกีนี ( และภายหลังการลงประชามติเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1969 เกาะนิวกีนีที่เคยถูกครอบครองโดยเนเธอร์แลนด์ก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินโดนีเซีย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเกาะอีเรียนตะวันตก (Irian Barat) แล้วก็เปลี่ยนอีกครั้งเป็นอีเรียนจาว่า (Irian Java) และเปลี่ยนชื่อเป็นปาปัว (Papua) ในท้ายที่สุด หลังจากนั้นก็เกิดขบวนการเคลื่อนไหวและกลุ่มติดอาวุธเพื่อการปลดปล่อยแยกตัวปาปัวออกเป็นอิสระจากการปกครองของอินโดนีเซีย ชื่อว่าขบวนการปลดปล่อยปาปัว (Organisasi Papua Merdeka หรือ OPM) นอกจากนั้นจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ซูการ์โนเพิ่มความใกล้ชิดและต้องพึ่งพิงพวกกลุ่มฝ่ายซ้ายมากยิ่งขึ้น และเริ่มอาศัยผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์บางคนมาช่วยให้คำปรึกษาด้านการเมือง ในขณะเดียวกันกับการดำเนินความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับสหรัฐอเมริกา ควบคู่กันไปกับการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคอมมิวนิสต์จีน ในปี ค.ศ.1965 เขาได้ติดสินใจให้อินโดนีเซียถอนตัวออกจากสหประชาชาติ (โปรดอ่านต่อฉบับหน้า) |
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||