พิมพ์หน้านี้
|
รายงานพิเศษ ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้ เครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนจังหวัดตรัง รายงาน...
เมื่อปี พ.ศ. 2547 กลุ่มเพื่อนร่วมพัฒนาภาคใต้ ได้รับความร่วมมือ จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้กลุ่มคนที่มีจิตใจสาธารณะรวบรวมความคิดเห็น ประเด็นพัฒนาภาคใต้ โดยอาศัยความรู้และภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นที่มองเห็นเป็นรูปธรรม และได้ดำเนินการมาแล้วในอดีต เพื่อต่อยอดกิจกรรมเสริมสร้างปัญญาให้กับองค์กรชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นหนักวิถีพัฒนาชุมชน ภูมิปัญญาดั้งเดิม ทำให้ชุมชนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาในสังคมภาคใต้ เมื่อรวบรวมแล้วได้ 13 ประเด็นหลัก เช่น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากนโยบายรัฐ หมอพื้นบ้านแพทย์แผนไทย ศิลปินพื้นบ้าน เกษตรชีวภาพ ฯลฯ ดำเนินโครงการตามข้อตกลง สสส. ได้ 3 ปี ทำให้เกิดองค์ความรู้เฉพาะมากมาย เป็นชุดความรู้ยิ่งใหญ่ในด้ามขวานทอง เมื่อปี พ.ศ. 2551 จากการปฏิบัติการทั่วพื้นที่ภาคใต้มีบทสรุปว่า องค์ความรู้และภูมิปัญญาเกิดขึ้นมากมายที่ขับเคลื่อนในระดับชุมชน แต่ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนไปสู่การเป็นนโยบายสาธารณะภาคประชาชนภาคใต้ได้ เครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนจังหวัดตรัง ซึ่งมีบทเรียนการเคลื่อนไหวการต่อสู้ของภาคประชาชน อย่างน้อย 35 ปีที่ผ่านมา รวมกับสถานการณ์สังคมไทยในปัจจุบัน ที่มีการเปิดกว้างในเรื่องสิทธิเสรีภาพของภาคประชาชน หลังจากเกิดรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 มีการดำเนินการพูดคุยโดยมีจุดมุ่งหมาย จากการตั้งคำถาม จะทำให้พลังภาคประชาชน มีพลังที่แท้จริงและเสริมสร้างองค์กรชุมชนให้แข็งแรง อันเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของวิถีวัฒนธรรมชุมชนจังหวัดตรัง จึงทำให้เกิดความเห็นร่วมกันว่าจะเสริมสร้าง องค์กรชุมชนและเครือข่าย จึงรวมตัวตัวกันได้ 7 ภาคี เป็นภาคีแห่งการเรียนรู้ คือ ภาคีศิลปินพื้นบ้าน เป้าหมายและวัตถุประสงค์ โดยหวังว่าศิลปินพื้นบ้าน ทำประโยชน์ทางสังคมให้เพิ่มมากขึ้น ใช้ศิลปินพื้นบ้านในการขับเคลื่อนชุมชน โดยใช้ศิลปินเป็นสื่อเป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างความร่วมมือกับชุมชนในการสร้างสรรค์สังคมที่มีลูกหลานเข้ามาร่วมที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อมองปัญหาร่วมกันในทิศทางระดับจังหวัด ศิลปินพื้นบ้านผลักดันให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนสังคมจังหวัดตรัง ภาคีหมอพื้นบ้าน ฟื้นฟูภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านโดยการใช้สมุนไพรและขยายความรู้สู่คนรุ่นหลัง จึงกำหนดพื้นที่แหล่งเรียนรู้ในชุมชน บนฐานทรัพยากรที่ชุมชนสามารถที่จัดการดูแลรักษาสมุนไพรต่อไปได้ เพื่อนำมาสู่การบริการดูแลคนในชุมชน ภาคีสิทธิพลเมือง เป้าหมายในการแลกเลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสิทธิชุมชนในด้านต่างๆ นำมาสู่การปกป้องสิทธิที่ชุมชนได้รับในด้าน ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงการบริการของรัฐ การศึกษา ฯลฯ อย่างเสมอภาคเท่าเทียม ภาคีปฏิรูปการเมืองเพื่อต้องการที่จะทลายกำแพง ด้านความคิด โดยสังคมไทยพยายามจะบอกว่าเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องของประชาชน แต่กลุ่มปฏิรูปการเมืองมองว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน สิ่งที่ต้องทำ อย่างน้อยที่สุดแล้วต้องสร้างเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้ ในรูปแบบต่างๆ หรือเป็นโรงเรียนประชาธิปไตย การจัดเวทีเรียนรู้ บทบาททางการเมืองของภาคประชาชน เป็นการทำในสิ่งที่มีคุณค่า เป็นผู้มีจิตอาสา ให้มองเห็นถึงบทบาทของตัวเอง ในขณะที่ภาคการเมืองไร้คุณธรรม แต่ทำอย่างไรให้ภาคประชาชนสร้างกลุ่ม องค์กรการเมืองที่มีคุณธรรมขึ้นมา มีประโยชน์ สร้างสรรค์ภูมิปัญญาให้เกิดขึ้นในสังคม การเมืองในระบบ กำลังเดินไปสู่ผลประโยชน์ส่วนบุคคล แต่การเมืองภาคประชาชนเดินทางไปสู่เส้นทางคุณธรรม ภาคีเกษตรทางเลือกจังหวัดตรัง เน้นการรวบรวมความรู้และจัดแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมทางเลือก โดยมีวัตถุประสงเพื่อ ลด ละ เลิก สารเคมี ภายในแปลงเกษตร สร้างความมั่นคงด้านแหล่งอาหารให้เพียงพอในการบริโภคในครัวเรือน รวมทั้งดูแลเรื่องภูมินิเวศ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม เรียนรู้และร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ให้กับผู้อื่นสู่การปฏิบัติได้ ภาคีภูมินิเวศลุ่มแม่น้ำตรัง ให้ความสำคัญกับสถานการณ์และปัญหาลุ่มแม่น้ำตรัง ที่เหมือนกัน ปัญหาเรื่องตลิ่งพัง ผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม การทำลายทรัพยากรลุ่มน้ำ การจับปลาไม่ถูกวิธีและการดูดทราย ยุทธศาสตร์การทำงานในการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนและประชาชนในการจัดการ อนุรักษ์ ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการทำเกษตรที่ ลด ละ เลิก สารเคมี ฯลฯ ภาคีเด็กและเยาวชน เชื่อมโยงให้เด็กและเยาวชนมีการเรียนรู้นอกชั้นเรียน เรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นการเมือง อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พัฒนาความคิดโดยผ่านกระบวนการปลูกจิตสำนึก เกิดการเปลี่ยนแปลงในมุมมองการมีชีวิตของตนเองที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม ความจริงที่ดำรงอยู่ของทิศทางการพัฒนาจังหวัดตรัง เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ กระบวนการของการเคลื่อนไหวในเรื่องนโยบายสาธารณะ ต้องยอมรับว่า ในบรรดา 7 ภาคี ที่กล่าวมาแล้ว มีบทบาทในการกำหนดทิศทาง ในการพัฒนาจังหวัดตรังน้อยมากหรือเกือบไม่มีเลย ทิศทางการพัฒนาที่ผ่านมาเป็นไปตามกลไกของภาครัฐและทุนท้องถิ่น เป็นองค์กรหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงใย และการพัฒนาที่ต้องการให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางในการกำหนดแนวทางสาธารณะที่มีความจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของชุมชนในจังหวัดตรัง หากว่า 7 ภาคีที่กล่าวถึง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจังหวัดตรัง ไม่มีส่วนกำหนดในการพัฒนาจังหวัดตรัง ก็เหมือนไม่รู้อนาคตชะตากรรมของตนเอง เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของชุมชนจังหวัดตรัง เล็งเห็นว่า การเสริมสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความอิสระเป็นตัวของตัวเอง และมีฐานะทางสังคมที่ต้องได้รับการยอมรับจากสังคม มิใช่เป็นการถูกเบียดบัง ลิดรอน ความเป็นอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของตนเอง เหมือนกระบวนการพัฒนาของรัฐ ที่ลิดรอนและทำลายคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิม เพราะฉะนั้นอนาคตความอยู่รอดของสังคมชุมชนจังหวัดตรัง ซึ่งมีความจำเป็นต่อเนื่อง ที่จะต้องให้ชนทุกหมู่เหล่าในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นหมอพื้นบ้านแพทย์แผนไทย ศิลปินพื้นบ้าน เกษตรทางเลือก ปฏิรูปการเมือง ฯลฯ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาจังหวัดตรัง เพราะเขาเหล่านั้นเป็นคนส่วนใหญ่ในจังหวัดตรัง มิฉะนั้นแล้วชะตากรรมของคนทั้งจังหวัด จะตายอยู่กับภาครัฐ ภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม อันนี้ มิใช่เป็นการเบียดเบียนซึ่งกันและกันในหมู่มนุษย์ ไม่ใช่หรือ?
|
| << | สิงหาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||