พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ มองโลก มองคน ความซับซ้อนบนคาบสมุทรมาลายู (ตอนที่ 29) : รัฐสุลต่านในมาเลเซีย อดีต-ปัจจุบัน ดร.ทวีศักดิ์ พุฒสุขขี กระแสเศรษฐกิจและสังคมโลกยุคใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อเกิดของระบอบทุนนิยม แบบแผนการผลิตแบบอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ที่มีความตื่นตัวมากขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา และได้ผ่านช่วงบ่มเพาะและพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในช่วงศตวรรษที่ 18 ฝังรากมั่นคงและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในดินแดนยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 19 สู่ดินแดนอเมริกาเหนือ และตะวันออกไกล (ญี่ปุ่น) ที่เป็นสิ่งที่ขยายตัวควบคู่ลัทธิการค้า การจัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และแบบแผนของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่เผยแพร่ และเข้าแทนที่แนวคิดทางการเมืองในระบอบเก่า เริ่มการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1789 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์การเมืองจากกลุ่มชนชั้นสูงมาเป็นระบอบการเมืองโดยประชาชนชนชั้นต่างๆ ของสังคม โดยมี รัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติและแม่บทของกฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 คือตั้งแต่ระยะทศวรรษ 1950s เป็นต้นมาถือเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์โลก ที่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดความเป็นไปทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษนี้ เป็นระยะแห่งความขัดแย้งโลก หรือ World Conflicts Period อันเป็นผลพวงของการกระทบกระทั่งระหว่างประเทศที่เป็นมหาอำนาจตะวันตกที่ต่างแสวงหาความเป็นเจ้าและการสร้างอิทธิพลเข้าไปครอบครองดินแดนในภูมิภาคต่างๆ ของโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีของชาติสเปน โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่ต่างกระทำเป็นเป็นประเทศ จักรพรรดินิยม ที่เข้าไปสร้างอิทธิพลครอบครองดินแดนและผู้คนพื้นเมืองในภูมิภาคต่างๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นดินแดนอเมริกา, อาฟริกา, และเอเชีย ความขัดแย้ง การแก่งแย่งแข่งขัน และสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างชนชาติเหล่านี้ สั่งสมมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ประทุเป็นสงครามระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศในระยะต่อมา อันเป็นการทำสงครามที่ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ประเทศคู่ขัดแย้งสองประเทศ หากแต่เป็นสงครามและความขัดแย้งระหว่างคู่ขัดแย้งที่เป็นกลุ่มประเทศฝ่ายหนึ่งกับกลุ่มประเทศอีกฝ่ายหนึ่ง ดินแดนบนคาบสมุทรมาลายูก็ผ่านช่วงแปรผันและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกระแสโลกซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ กรณีของสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1919) และสงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945) ซึ่งครั้งแรกเกิดขึ้นและจำกัดอยู่เฉพาะในดินแดนยุโรปและบางส่วนของอาฟริกาเหนือ ส่วนครั้งที่สองนั้นเป็นสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและขยายวงไปสู่ส่วนต่างๆ ของโลก ทั้งยุโรป อาฟริกา และภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยที่สงครามโลกในครั้งหลังนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศแรกของเอเชียที่กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม พัฒนาความก้าวหน้าด้านวิทยาการและทางเทคโนโลยี รวมทั้งสร้างแสนยานุภาพทางการทหาร ทำสงครามขยายอิทธิพลสู่ดินแดนจีนและรัสเซีย ได้เข้าร่วมในสงครามกับฝ่ายอักษะเพื่อสถาปนาความเป็นมหาอำนาจ เพื่อเข้าครอบครองดินแดนของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก ญี่ปุ่นสร้างชาติสู่ความทัดเทียมกับชาติตะวันตกอย่างไร? การพัฒนาการศึกษาให้ประชากรรู้หนังสือถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างชาติของญี่ปุ่น การขยายฐานของโอกาสทางการศึกษาในแนวราบไปสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศจึงได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังจากรัฐ และผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นสามารถขยายอัตราการเข้าเรียนของเยาวชนได้เท่าเทียมกับประเทศอังกฤษในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระดับกลาง จากสถิติของปี 1914 ระบุว่า 20% ของเยาวชนญี่ปุ่นอยู่ในสถานศึกษามัธยมศึกษาระดับต้นและปลายแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากับจำนวนเยาวชนในวัยเดียวกันนี้ของประเทศอังกฤษ (ในขณะที่มีเพียง 1.5% ของเยาวชนไทยอยู่ในสถานศึกษาระดับนี้ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้) นี่คือหนึ่งในหลายๆ เคล็ดลับในการสร้างชาติซึ่งได้นำพาญี่ปุ่นเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาและการสร้างความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม รวมทั้งทางด้านการทหาร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลังจากนั้นอีกกว่าสองทศวรรษ ญี่ปุ่นนำตนเองเข้าสู่กระแสความขัดแย้งโลกด้วยการสร้างอิทธิพลทางทหารเหนือดินแดนบูรพาด้วยการเผชิญหน้าทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในครั้งนั้น! (โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
|
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||