พิมพ์หน้านี้
|
บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฅนตรัง ปีที่ 3 ฉับที่ 64 วันที่ 16-30 กันยายน 2551 ยุบสภา เป็นแค่ทางออกหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่คำตอบของทั้งหมด วานิช สุนทรนนท์ สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ รัฐบาลจะประกาศยุบสภาตรงนาทีไหนก็ย่อมได้... หลายวันก่อน ตอนที่นาย แต่สุดท้ายก็ต้องจากไปแบบไม่ทันได้เอ่ยลาด้วยการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีของการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอันสืบเนื่องมาจากการดำเนินรายการ ชิมไป บ่นไป ตามที่สังคมได้รับรู้กันดีอยู่แล้ว ย้อนกลับไปพิจารณาถึงเหตุผลของนายสมัครที่ประกาศกร้าวชนิด ยอมหัก ไม่ยอมงอ ตรงที่ว่า เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย... อันนี้ ฟังแล้วคล้ายๆ กับว่า ใครๆ ก็พูดได้ ยิ่งคนที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว คนฟังที่ห่างเหินการเมืองสักหน่อยก็จะรู้สึกคล้อยตามได้ทันทีว่า เป็นถ้อยคำที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าถามต่อไปถึงสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนั้น และติดพันมาจนถึงขณะนี้ เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ล่ะหรือ... คำตอบที่ได้ก็อาจจะเป็นไปอีกแบบหนึ่ง ย้อนไปไกลกว่านี้ ตั้งแต่กลุ่มนักการเมืองกลุ่มนี้ยังอยู่ในสีเสื้อของไทยรักไทย เขาได้มาซึ่งเสียงข้างมากอย่างถล่มทลาย แต่จะเข้ามาด้วยวิธีการใด บริหารประเทศนี้เพื่อใคร คงไม่ต้องเท้าความกันให้เสียเวลาอีก เพราะเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เหตุการณ์ที่ผู้คนจำนวนมากออกมารุมต่อต้านคนกลุ่มนี้ในรอบหลายๆ ปี ตลอดจนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย และกำลังจะนำไปสู่การพิจารณายุบพรรคพลังประชาชน น่าจะเป็นการตอกย้ำได้อย่างสนิทใจว่า พวกเขามากันอย่างไร อยู่กันอย่างไร หรือ กำลังทำอะไร เพื่อใคร คนกลุ่มนี้มักจะเอ่ยอ้างอยู่เสมอๆ ว่า พวกเขามาตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเสียงส่วนใหญ่เลือกเขาเข้ามา ซึ่งนั่นก็เป็นแค่ที่มา และคนเกือบทั้งประเทศก็ย่อมรับรู้แล้วว่า การมาของเขาบริสุทธิ์ สวยงาม หรือไม่ อย่างไร แต่ทุกๆ วันที่เป็นอยู่ พวกเขาแทบจะไม่มีเวลาคิดถึงประโยชน์และความสุขของประชาชนเลย ทุกลมหายใจคิดแต่จะแก้กฎกติกาของบ้านเมืองเพื่อพรรคและพวก คิดแต่เรื่องการหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อ ไปจนถึงเรื่องราวใหญ่ๆ ที่ถูกผู้คนในสังคมตราหน้าว่า ขายชาติ เมื่อที่มาของพวกเขาเป็นอย่างนี้ ที่อยู่ของพวกเขาเป็นอย่างนี้ ถ้ายังเรียกว่าเป็น ระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องรักษาและหวงแหนไว้อีก ก็บ้าแล้ว... กูรูทางการเมืองจึงกระซิบให้เข้าใจว่า ความเป็น ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัย เสียงข้างมาก เหมือนๆ กัน แต่ถ้ากระทำเพื่อผลประโยชน์ของคนหมู่มาก ก็จะเป็น ประชาธิปไตย แต่ถ้าทำไปเพื่อพวกเดียวกันเพียงหยิบมือ นั่นแหละ เผด็จการ ล่ะ มาถึงวินาทีนี้ จึงไม่จำเป็นต้องชี้หน้าบอกว่าใครเป็นอะไร แต่โจทย์ข้อใหญ่ของประเทศนี้ก็คือ ทำอย่างไรจะให้เป็นสังคมประชาธิปไตยจริงๆ เสียที และบางที การยุบสภาทิ้งไปเสียเดี๋ยวนี้ก็อาจจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ได้อีกทางหนึ่ง แต่ยังจะไม่ใช่คำตอบของทั้งหมดในทันทีครับ... |
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||