พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ มองโลก มองคน ความซับซ้อนบนคาบสมุทรมาลายู (ตอนที่ 30) : รัฐสุลต่านในมาเลเซีย อดีต-ปัจจุบัน ดร. ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต ในสงครามโลกแต่ละครั้ง จากความขัดแย้งมักประทุขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจชาติตะวันตกซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศจักรพรรดินิยมที่มีเมืองขึ้นและรัฐพันธมิตรอยู่ในดินแดนต่างๆ ด้วยเหตุนี้บรรดารัฐเล็กที่เป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจเหล่านี้จึงถูกดึงให้เข้าสู่บริบทของกระแสความขัดแย้งในแต่ละครั้ง กรณีเช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับบรรดารัฐประเทศเล็กๆ เช่น ราชอาณาจักรสยาม ที่ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่ 1 และในสงครามโลกครั้งที่ 2 ราชอาณาจักรสยามยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้ประเทศเป็นทางผ่านในการทำสงครามกับอังกฤษและฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีฐานที่มั่นอยู่ในภูมิภาคนี้ ด้านหนึ่งสยามร่วมมือกับญี่ปุ่น อีกด้านหนึ่งปัญญาชนและชนชั้นนำของสยามก่อตั้งขบวนการเสรีไทเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นและฝ่ายอักษะ อีกทั้งแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าไทยอยู่ข้างฝ่ายสัมพันธมิตร แม้จะไม่ได้เข้าร่วมในสงครามโดยตรง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ไทยมิต้องตกอยู่ในกลุ่มประเทศผู้แพ้สงคราม ภายหลังการประกาศยอมจำนนของกองทัพญี่ปุ่นในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความพยายามในการสร้างกติการ่วมกันของบรรดาประเทศต่างๆ ในโลกเกิดขึ้นเพื่อสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ และหาทางยุติข้อพิพาทระหว่างประเทศในวิถีทางแห่งสันติวิธี นั่นคือที่มาของการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศ คือ องค์การสหประชาชาติ (United Nations) เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1945 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกเหนือจากการเข้าไปมีบทบาทอันสำคัญในปัญหาความขัดแย้งในแต่ละภูมิภาคของโลก องค์การสหประชาชาติยังถือเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ ที่มีบทบาทในการเสนอแบบแผนการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ/สังคมในบรรดาประเทศสมาชิกต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการอาศัยกลไกทางการทูต, กลไกทางการเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารโลก (World Bank) และหน่วยงาน/องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาภายใต้กรอบการดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติ สามปีต่อมา คือในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ.1948 องค์การสหประชาชาติได้เสนอคำประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเพื่อเชิญชวนให้บรรดาประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชาติของตนไปสู่สังคมประชาธิปไตย ที่เน้นการเคารพในสิทธิและความเท่าเทียมของมนุษย์ อีกทั้งให้รัฐต่างๆ มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างความผาสุก สร้างความเข้าใจระหว่างประเทศและสันติภาพของโลก เนื้อหาของปฏิญญาดังกล่าว เน้นในเรื่อง สิทธิของมนุษย์ มีอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 30 ข้อ โดยแต่ละข้อจะเน้นกล่าวถึงในประเด็นว่าด้วยเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้ : ข้อที่ 1-3 เป็นเกณฑ์กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เบื้องต้นที่สำคัญ 3 ประการคือ สิทธิในการดำรงชีวิต (right to life) สิทธิที่จะมีเสรีภาพ (right to liberty) และสิทธิที่จะมีความมั่งคงแห่งตัวตน (right to security of person) และเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เมื่อเกิดมาพึงได้รับโดยเท่าเทียมกันและไม่มีการเลือกปฏิบัติทางเพศ เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ข้อที่ 4-21 ได้กล่าวถึงสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (civil and political rights) ข้อที่ 22-27 ได้กล่าวถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (economic, social and cultural rights) ได้พึงได้รับการยอมรับ ซึ่งสิทธิทั้งสองด้านได้มีอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง กำหนดรายละเอียดและการคุ้มครองไว้ ข้อที่ 28-30 กล่าวถึงทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อระเบียบสังคมและประชาชนระหว่างประเทศ ที่มีการรับรองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐาน กล่าวคือ อยู่ภายใต้กฎหมายที่รับรองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น (โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
|
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||