พิมพ์หน้านี้
|
แถลงการณ์ฉบับที่ 1 หยุด ! ยึดพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน เพื่อให้นายทุนเช่าป่า-เล หากิน ตามที่รัฐบาลได้สานต่อโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และนโยบายจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดยการนำร่องเปิดป่าอุทยานฯ 30 แห่งทั่วประเทศ ให้นายทุนเช่าเพื่อทำธุรกิจการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งที่พัก ร้านค้า และอื่นๆ โดยมีระยะเวลา 30 ปี ในราคาเพียงตารางเมตรละ 30 บาทต่อเดือน แต่เอกชนขอให้ลดค่าเช่าลงเหลือตารางเมตรละ 3 บาทต่อเดือน สำหรับในจังหวัดตรังได้เปิดให้เช่าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม รวมเนื้อที่ 1,910 ไร่ ในพื้นที่หาดฉางหลาง, หาดยาว, เกาะกระดาน, หาดหยงหลิง, หาดสั้น และเกาะมุกด์ ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนดั้งเดิม ซึ่งสืบทอดภูมิปัญญาในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่ามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน กลับถูกรัฐบาลใช้กฎหมายและนโยบายป้ายสีว่าเป็นผู้บุกรุกทำลายป่า และขับไล่ออกจากบ้านและพื้นที่ทำกินของตนเอง โดยการจับกุมดำเนินคดีทางอาญาและแพ่ง เรียกค่าเสียหายรายละหลายล้านบาท ตลอดจนทำลายพืชผลทางการเกษตรและยึดที่ดิน เมื่อคนจนเหล่านั้นรวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลและส่วนราชการแก้ปัญหาพร้อมทั้งรับรองสิทธิในการจัดการทรัพยากร กลับบอกว่าไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดกับกฎหมาย แต่เมื่อคนรวยต้องการหากินกับป่า กลับรีบแก้กฎหมายอุทยานฯ เพื่อเปลี่ยนหลักการและเจตนารมณ์ของการจัดการอุทยานฯ ให้สนองการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็เตรียมอพยพโยกย้ายชุมชนดั้งเดิมที่ก่อตั้งมาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด และเครือข่ายชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง ซึ่งได้รับผลกระทบจากกฎหมายและนโยบายดังกล่าว มีความเห็นว่าหากปล่อยให้รัฐบาลเปิดป่าให้นายทุนหากิน และยึดพื้นที่ทำกินของคนจนเช่นนี้ ประเทศไทยต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมหาศาล จนยากที่จะฟื้นฟูกลับมาให้อุดมสมบูรณ์เช่นเดิม นอกจากนี้จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนดั้งเดิมและเจ้าหน้าที่รัฐรุนแรงขึ้น ตลอดจนทำให้ชาวสวนและชาวประมงจำนวนมากต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ รวมทั้งทำให้ชุมชนดั้งเดิมไม่สามารถจัดการดูแลรักษาทรัพยากรได้อย่างเดิม สิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2540, 2550 ว่าด้วยสิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชน และขัดแย้งกับปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายเปิดอุทยานฯ ให้นายทุนเช่าเพื่อทำการท่องเที่ยว และยกเลิกการปรับแก้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ฉบับปี 2504 เพื่อสนองการท่องเที่ยวและยึดที่ดินจากชุมชนดั้งเดิม ตลอดจนแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าวต่อสังคม 2.รัฐบาลและส่วนราชการต้องเคารพสิทธิชุมชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนดั้งเดิมจัดการทรัพยากรตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ตลอดจนตั้งใจแก้ปัญหาเขตอนุรักษ์ทับซ้อนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย และยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาดังกล่าว 3.ขอให้สังคมร่วมกันตรวจสอบและผลักดัน ให้รัฐบาลยกเลิกแนวคิดเปิดป่าและทะเลให้นายทุนหากิน ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนดั้งเดิมจัดการทรัพยากรและทำกินตามวิถีดั้งเดิมสืบไป ทั้งนี้ เราจะร่วมกับองค์กรภาคประชาชนอื่นๆ และผู้รักความเป็นธรรมในระดับภาคใต้และระดับชาติ ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเคลื่อนไหวตอบโต้อย่างต่อเนื่อง จนกว่ารัฐบาลจะยกเลิกนโยบายดังกล่าว
ขอแสดงความนับถือ เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด, ครือข่ายชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง 25 กันยายน 51
เมื่อรัฐยกป่า-เลให้นายทุนค้ากำไร อะไรจะฉิบหายวายวอด ??????
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ - ความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิชุมชน ในการจัดการทรัพยากร พื้นที่ทำกินและแหล่งอาหาร (ที่ดินทำกิน-ทะเลและชายฝั่ง) ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม วิถีวัฒนธรรมชุมชน สิทธิมนุษยชน ในการมีชีวิตอยู่ตามวิถีปกติ ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
รัฐบาลสานต่อโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และนโยบายจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดยการนำร่องให้สัมปทานอุทยานฯ 30 แห่งทั่วประเทศ ให้นายทุนเช่าเพื่อทำธุรกิจการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งที่พัก ร้านค้า และอื่นๆ โดยมีระยะเวลา 30 ปี ในราคาเพียงตารางเมตรละ 30 บาทต่อเดือน แต่เอกชนขอให้ลดค่าเช่าลงเหลือตารางเมตรละ 3 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ กำลังแก้กฎหมายอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 เพื่อรองรับการท่องเที่ยว อุทยานที่เปิดให้เช่าแล้ว 1.อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง รวมพื้นที่ 7 แห่ง รวมทั้งหมด
5.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา บริเวณเกาะตาชัย เนื้อที่ 6.อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต บริเวณท่าฉัตรไชย หาดลายัน เนื้อที่ 7.อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา บริเวณพื้นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ลป.3 (ปาง) และบริเวณข้างเคียง และบริเวณพื้นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ ลป.3 (ปาง) ต่อเนื่องไปทางทิศเหนือ 8.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ 9.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 10.อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง 11.อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 12.อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 13.อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย 14.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 15.อุทยานแห่งชาติเอราวัณ \ 16.อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก นอกจากนี้ ยังเหลืออีกหลายอุทยานที่ยังไม่เปิดเผยข้อมูล แก้กฎหมายอุทยานเอื้อท่องเที่ยว Ä เปลี่ยนหลักคิดและเจตนารมณ์ของการจัดตั้งอุทยาน จาก นันทนาการ ไปสู่ การท่องเที่ยว Ä เปิดให้กลุ่มทุน บริษัทเอกชนสามารถเช่าพื้นที่ และดำเนินกิจการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและที่พักแรม (ม.40) Ä เปิดช่องว่างทางกฎหมายโดยให้จ่ายค่าชดเชยค่าเสียหาย เมื่อกระทำการสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ (ม.41) Ä ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการทำลายทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าได้ (ม.34) Ä ใช้หลักการ ประกาศพื้นที่อนุรักษ์ ไปก่อน กันเขตภายหลัง (ม.9-12) Ä ประกาศ วนอุทยาน ตัดขาดกระบวนการมีส่วนร่วม ไม่มีการสำรวจและกันแนวเขต (ม.48) ในขณะที่ความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายเท่ากับอุทยานแห่งชาติ (ม.50) Ä กำหนดชุมชนที่ถูกอุทยานทับที่เป็น เขตผ่อนปรน ให้ชุมชนอยู่อาศัยได้ชั่วคราว (ม.4) โดยต้องเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์กับรัฐ (ม.29) และเปิดทางให้เอกชนเข้าไปดำเนินกิจการท่องเที่ยวหรือหาผลประโยชน์ (ม.39) Ä ให้อำนาจอธิบดีและเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจในการอพยพโยกย้ายประชาชนในเขตผ่อนปรน (ม.29) จะทำให้ชุมชนขาดเสถียรภาพในการตั้งถิ่นฐาน เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง 25 กันยายน 51
|
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||