พิมพ์หน้านี้
|
รฟท.รถไฟไทย : จะต้อง หัวเสีย อีกกี่ครั้ง! โดย วารีมาศ วันที่ ๑๙ กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันเปิดทำการวันที่ ๕ หลังจากรถไฟตรัง-กรุงเทพฯ หยุดวิ่งตามสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงซึ่ง 'ฅนตรัง' ได้นำเสนอไปเมื่อฉบับที่ผ่านมา เย็นวันนั้นเราสามสาวก็เลือกใช้บริการรถไฟเพื่อเดินทางไป จ.ชุมพร ฉันอาชีพคนเขียนข่าว เป็นคนที่อายุน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับว่าที่นักกฎหมายและพยาบาลที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ความไม่นิ่งของฉันจึงมีมากกว่าเมื่อรู้ว่าต้องรอในรถไฟนานถึงสองชั่วโมงหลังจากผ่านสถานีพรุพรี จ.นครศรีธรรมราชมาแล้ว ยังไม่นับรวมเวลาที่ฉันเผลอหลับไปด้วย การใช้บริการรถไฟและต้องพบกับภาวะ "รีบ=ช้า และ ช้า=ช้ามาก" ของบริการรถไฟ เป็นสิ่งที่ฉันคุ้นชินและพยายามเข้าใจว่าการโดยสารรถไฟต้องทำใจอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้เรียกได้ว่า "เหลืออดจริงๆ" ไม่เพียง ๓ ชั่วโมงที่เราสามคนต้องติดอยู่ในรถไฟอย่างไม่มีความหวัง แต่ยังไม่มีพนักงานแม้สักคนที่กล้าหาญจะบอกเล่าความจริงว่า "ขณะนี้รถไฟหยุดเดินเพราะหัวรถจักรเสีย" เบื้องต้น เราทั้งสามคนเข้าใจไปว่ารถด่วนตรังซึ่งเราโดยสารไปนั้นต้องสับหลีกกับรถไฟขบวนอื่น เพราะพนักงานหลายคนก็บอกเล่าเสมือนว่าเป็นเช่นนั้น จนเราแอบจับสังเกตจากพนักงานบางคนได้ทำให้ต้องหัวเสีย! "การให้บริการที่ผิดพลาด 'น่าจะ' บอกเล่าให้คนทั่วไปรับรู้ผ่านหนังสือพิมพ์" ฉันเสนอ "พี่ว่า 'น่าจะ' ไปดูว่ามี พรบ.ฉบับไหนที่คุ้มครองผู้โดยสารให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องเสียเวลามากขนาดนี้" พี่สาวว่าที่นักกฎหมายแนะนำ สาวพยาบาล 'กิน' ทุกอย่างที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อฆ่าเวลาและดูแลไม่ให้ท้องว่างระหว่างที่รอคอย..... ในขณะที่คนในรถไฟบางส่วนเริ่มกระอักกระอ่วนใจกับความล่าช้าที่เกิดขึ้น แต่ไม่นานนักรถไฟก็วิ่งต่อไป หลังจากมีเสียงการต่อหัวขบวนครั้งใหม่ ซึ่งนั่นหมายถึงว่า "หัวรถจักรเสียจริงๆ" ดูเหมือนว่าไม่ว่าวงการไหนๆ ก็มักไม่มีใครใคร่จะยอมรับความจริงและมักจะปกปิดความจริงอยู่เสมอ เอาเถอะ ปล่อยๆ ความรำคาญใจไปบ้าง ก็เราสามคนไม่ได้เร่งรีบกันมากนัก! ฉันนั่งอ่านหนังสือต่อไป ในขณะที่พี่ๆ ล้มตัวลงนอน อีกไม่เกิน ๓ ชั่วโมง เราสามคนก็จะถึงที่สถานีรถไฟชุมพร จุดนัดหมายกับเพื่อนๆ ที่กำลังเดินทางมาจากอีกทางหนึ่งเพื่อมาแวะรับพวกเรา แต่คงอีกหลายชั่วโมงกว่าเราจะถึง จ.สมุทรสาคร จังหวัดที่เราไม่เคยไปแต่ความตั้งใจในครั้งนี้เพื่อไปแสดงความเสียใจกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่เพิ่งเสียพ่อไปด้วยโรคประจำตัว ความตั้งใจครั้งนี้เดินควบคู่มากับเวลาที่เราต้องทิ้งภารกิจส่วนตัวไปก่อน แต่เราก็มีความสุขที่การเดินทางจะกลายเป็นกำลังใจให้ใครสักคนที่กำลังคว้างเคว้ง... รถไฟแล่นมาถึงสถานีสุราษฎร์ ฉันซื้อกาแฟกินแก้ง่วง เพราะอีก ๒ สถานีใหญ่ๆ ก็จะถึงชุมพรแล้ว แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือผ่านไป ๑๕ นาที รถไฟก็ยังไม่เคลื่อนออกจากชานชาลา ดูเป็นเรื่องผิดสังเกตมาก ไม่นานก็มีเสียงบอกต่อๆ กันว่ามา "อีกแล้วหรือนี่?" "จะเสียกันไปถึงไหน?" "เมื่อไหร่จะถึง" ตอนนั้นนาฬิกาบอกเวลา ๒๓.๐๐ น. ซึ่งเป็นเวลานัดหมายของเรากับเพื่อนๆ อีกกลุ่มหนึ่งพอดี พี่ว่าที่นักกฎหมายและพี่พยาบาลตัดสินใจโทรปรึกษากับเพื่อนๆ ที่ขับรถเกือบถึงชุมพรแล้ว แต่คำตอบคือ "รออีกสักหน่อย ไม่น่าจะช้าเกินไป ส่วนคนที่ขับรถก็นอนพักไปก่อนได้ ไม่น่าจะมีปัญหา" เราสามคนจำใจต้องเฝ้าทนด้วยหัวใจที่เคว้งคว้าง เพราะไม่รู้ว่าต้องรอคอยอีกนานแค่ไหน... เรารอนานมากจนเพื่อนร่วมเดินทางผู้แปลกหน้าหลับเอาแรงกันเกือบทั้งรถ มีบางส่วนที่เดินเล่นอยู่ที่ด้านหน้าของสถานี ซึ่งแน่นอนว่าในใจคงสับสนอยู่ไม่น้อย ประมาณ ๐๐.๓๐ น. รถด่วนพิเศษบัตเตอร์เวิร์ต เข้าสู่สถานีสุราษฎร์ในชานชาลารางที่สาม ประมาณ ๐๑.๓๐ น. รถเร็วสุไหงโกลก-กรุงเทพฯ เข้าสู่ชานชาลารางที่สามเช่นเดียวกับขบวนที่ผ่านมา คราวนี้อารมณ์ฉันยิ่งเดือดพล่าน เพราะ "ยังไม่มีพนักงานคนใดมาบอกผู้โดยสารเลยว่า รถสุไหงโก-ลกเป็นขบวนสุดท้ายขาขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าเราอาจต้องตกค้างอยู่ที่สถานีจนถึงเช้า!" และถ้ารู้ตั้งแต่ต้น ผู้โดยสารหลายคนคงเลือกเสียเงินเพิ่มเพื่อโดยสารไปกับรถขบวนที่ออกไปล่วงหน้า ความผิดพลาดครั้งนี้เป็นความตั้งใจของพนักงานหรือ? ก็คงไม่ใช่ แต่ความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้ความตั้งใจของคนโดยสารรถไฟผิดหวัง? แน่นอน! ฉันรีบเดินไปถามพนักงานอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมรถไฟจึงไม่สามารถแล่นต่อไปได้ พนักงานที่ให้บริการอยู่ที่สถานีตอบว่า "หัวรถจักรอยู่ที่เขาใกล้ๆ อีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว" ด้วยความดีใจ ฉันรีบกลับมาที่รถไฟ ตั้งใจจะไปบอกพี่ๆ แต่มีผู้โดยสารชายประมาณ ๓ คน เรียกฉันเพื่อถามข่าวเสียก่อน ฉันบอกว่า "อีกครึ่งชั่วโมงค่ะ" ทั้งสามคนบอกกลับมาว่า "เมื่อชั่วโมงก่อนผมไปถาม พนักงานก็ตอบแบบเดียวกันว่าอีกครึ่งชั่วโมง จะมีหัวใหม่มาเปลี่ยน" ใจฉันแทบคลั่งอีกครั้ง แต่ก็ยังเก็บอารมณ์ รักษาภาพคนขี้โวยวายเอาไว้ แล้วผู้โดยสารกลุ่มนั้นก็บอกฉันต่อไปว่า "ผมมีประชุมที่กรุงเทพฯ พรุ่งนี้ ๑๐ โมงเช้า นี่ก็โทรไปเลื่อนแล้วว่าขอเข้าบ่าย ไม่รู้จะทันหรือเปล่า" ที่สำคัญ ผู้ชายคนหนึ่งให้ความเห็นว่า "การรถไฟต้องรู้ว่าคนที่เลือกโดยสารรถไฟเพราะมีเหตุจำเป็นทั้งนั้น เราไม่ได้มีเวลามานั่งรถไฟเล่นๆ กันได้บ่อยนัก อย่างนี้เราเสียงาน เสียหายกันหมด" หลังจากฟังคำตัดพ้อและดูสิ้นหวังของพวกเขา ฉันขอตัวไปปรึกษากับพี่ๆ ที่เดินทางมาด้วยกัน พี่ๆ บอกฉันว่า "ตอนที่พี่ไปถามเค้าก็บอกว่าอีกครึ่งชั่วโมง" ฉันไม่พอใจอย่างมาก จึงรีบขอตัวไปคุยกับพนักงานอีกครั้ง คราวนี้ได้คุยกับตำรวจรถไฟซึ่งให้ความเห็นกับฉันว่า "รถไฟเก่ามากแล้ว หัวเลยเสียบ่อย แต่อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง หัวใหม่คงมาถึง" คราวนี้เราสามคนไม่หวังพึ่งพิงอะไรอีกแล้ว เราตัดสินใจพักค้างคืนที่สุราษฎร์ ไม่ไปงานศพ ถือเสียว่าความพยายามเกิดขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว และเหตุสุดวิสัยคราวนี้ก็จะไม่มารบกวนจิตใจเราอีก ฉากสุดท้ายของการติดอยู่ในรถไฟนาน ๗ ชั่วโมงของเรา สร้างความเจ็บปวดให้เราอีกครั้งเมื่อหญิงวัยกลางคนบนรถไฟตะโกนมาว่า "น้อง น้อง คืนตั๋วได้เต็มราคานะ!" ตั้งแต่ฉันโดยสารรถไฟมาและรถไฟเสียระหว่างทางจนฉันต้องเปลี่ยนการเดินทาง ยังไม่เคยมีพนักงานคนใดมาบอก "สิทธิประโยชน์ที่ผู้โดยสารควรจะได้รับ" อย่างที่เป็นอยู่นี้เลย นี่แหละคือน้ำใจของคนที่ร่วมทุกข์ด้วยกัน... ถ้าพนักงานที่คอยขับเคลื่อนรถไฟได้ยินเสียงจากพวกเรา โปรดรับรู้ด้วยว่าเราไม่ได้เคืองแค้นจนไม่ยอมขึ้นรถไฟเลย แต่เราปรารถนาให้เกิดการดูแลช่วยเหลือกันในยามร่วมทุกข์และยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว แม้มันจะเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเวลาแต่มันก็เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในช่วงเวลาอีกยาวนานทั้งหมดของเรา... |
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||