พิมพ์หน้านี้
|
The Ballad of the columnist : หรือจะเป็นบันทึกบทสุดท้าย... วานิช สุนทรนนท์ งานเขียน ปี 2549 1.) หญิงสาว... ยังจำได้ไหม ในวันคืนเก่า ๆ ที่เราเริ่มคุยกันทางโทรศัพท์ สิ่งหนึ่งที่มักจะนำมาพูดถึงกันอย่างสม่ำเสมอก็คือ เรื่องของหนังสือ หรือการเขียนหนังสือ ผมดีใจที่ห้วงเวลาเป็นสุขเหล่านั้น เธอตั้งใจเหลือเกินที่จะให้ผมเขียนหนังสือให้มากขึ้น ผมอมยิ้มทุกครั้งที่นึกถึงวินาทีที่เผลอไผลไปรับปากเธอตั้งแต่คืนแรก ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มต้นตรงไหน และอย่างไรดี จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เวลาผ่านไปกว่าครึ่งค่อนปีแล้ว แม้ผมจะไม่มีความสามารถพอที่จะเขียนหนังสือเพื่อก่อให้เกิดเป็นรายได้ให้กับตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เจ็ดเดือนที่ผ่านพ้น ผมเขียนหนังสือมากกว่าในช่วงต้นๆ ทั้งหมดของชีวิต นอกจากจะแอบเขียนถึงเธอเป็นการส่วนตัวแล้ว ผมยังเขียนคอลัมน์อีกมากมายให้กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จากหนังสือพิมพ์รักษ์ตรังที่เริ่มต้นเขียนเมื่อกว่าห้าปีก่อน เมื่อกลางปีที่แล้ว ผมได้ทุ่มเทแรงเขียนให้กับหนังสือพิมพ์อันดามัน ไทม์ อีกมากพอสมควร ทั้งนี้ รวมถึงข้อเขียนที่ใช้ชื่อจริง ชื่อปลอม และไม่ได้ใส่ชื่ออีกหลายบทความ ความตั้งใจที่มีแรงหนุนเอื้อจากเธอเช่นนี้ ก่อให้ผมเกิดความเชื่อมั่น และเพิ่มประสบการณ์ในการเขียนได้มากขึ้น... 2.) หญิงสาว... การเขียนบทความ ให้กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นส่วนใหญ่แล้ว ผมจะเขียนในความยาวประมาณหนึ่งหน้ากระดาษ A4 มีเพียงบางคอลัมน์เท่านั้นที่อาจจะยาวถึงสองหน้า ถามว่ายากไหมที่จะเริ่มต้น ผมว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่บุคคลนะ หากใครเคยขีดๆ เขียนๆ มาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หรือบันทึกประจำวันที่หัดจับปากกามาตั้งแต่วัยเด็ก ก็คงไม่ยากนัก แต่หากไม่เคยเขียนอะไรมาก่อนเลยแม้แต่สักสองบรรทัด ก็ไม่ง่ายที่จะเริ่มต้นจริงๆ ครับ ผมเอง เมื่อกลับมาเขียนใหม่ๆ กว่าจะได้บทความสักบท หรือกว่าจะได้ความยาวสักหน้าหนึ่ง ต้องใช้เวลาไปถึง 2 หรือ 3 ชั่วโมง และต้องตรวจแล้วแก้อีกเป็นสิบๆ เที่ยว มาระยะหลังนี้เอง ที่ค่อยดีขึ้นมาหน่อย บางบทความที่ไม่ซับซ้อนหรือต้องเตรียมตัวมากมายนัก ผมใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว มีคนเคยถามเหมือนกันว่า ผมเขียนหนังสือตอนไหน เป็นคำถามที่ดีและน่ารักครับ เพราะความจริงแล้ว การเขียนหนังสือ ไม่ใช่นึกจะเขียนก็เขียนได้ทันทีเสมอไป สำหรับผมแล้ว อย่างน้อยที่สุดต้องมีสมาธิ เงียบและสงบพอสมควร ฉะนั้น เมื่อเริ่มต้นเขียนผมจึงต้องปิดโทรทัศน์ ฟังได้แต่เพียงเสียงของเพลงบรรเลงเท่านั้น หรือถ้าเป็นไปได้ ต้องอยู่ในห้องคนเดียว เพราะตอนนั้นความคิดผมจะแล่นได้อย่างเรียบและลื่นมากกว่า จึงเข้าใจได้ที่รู้ว่า มีคนเขียนหนังสือหลายคนที่ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เหงา และบางคนถึงกับเศร้าที่ถูกใครๆ ทอดทิ้งอยู่นั่นแล้ว... 3.) หญิงสาว... เมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากร้านหนังสือซีเอ็ดที่สิริบรรณ เปิดได้ไม่นานนัก ผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือเล่มเล็กที่มีปกสวยมาก ชื่อว่า The Ballad of the columnist วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ผู้เขียนใช้ชื่อเป็นภาษาไทยกำกับไว้ว่า คู่มือแหกคอก! สำหรับการใช้ชีวิตเป็นคอลัมนิสต์ บนปกพื้นสีขาว มีตัวอักษรสีดำ-แดง โปรยไว้ด้านล่าง... หนังสือเล่มเดียวที่บอกเล่าชีวิตจริงของการทำอาชีพซึ่งคนรุ่นใหม่ใฝ่ฝัน... อาชีพ คอลัมนิสต์ โดยคนเขียนหนังสือ ที่มีผลงานเขียนคอลัมน์ต่อเดือนมากที่สุดในประเทศไทย หากข้อความในท้ายประโยคดังกล่าว เป็นจริง ก็น่าจะเป็นการรับประกันถึงคุณภาพของหนังสือเล่มนี้ได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คนอ่านหนังสือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่ๆ อาจจะร้องอ๋อ... ถ้าบอกว่า คนเขียนคนนี้เป็นคนๆ เดียวกับที่ใช้นามปากกาว่า ญามิลา วนาโศก และ ปลาอ้วน ที่มีผลงานอยู่ในนิตยสารหลายๆ เล่ม และมีหนังสือรวมผลงานอีกนับไม่ถ้วน ในหนังสือที่หนากว่า 200 หน้า ที่ครั้งหนึ่งเคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ระหว่างปี 2547-2548 นี้ วิรัตน์ได้เล่าเรื่องราวของการใช้ชีวิตเป็นคอลัมนิสต์ไว้อย่างน่ารับฟัง เหมาะสำหรับใครๆ ที่สนใจจะเข้ามาสู่วงจรน้ำหมึกได้ศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนบอกว่า การใช้ชีวิตเป็นคอลัมนิสต์นั้น ต้องเริ่มต้นที่การอ่าน นั่นคือ ต้องอ่านหนังสือมามาก มีความรู้ ความเข้าใจต่อประเด็นที่จะเขียนถึงได้พอสมควร ต้องเป็นนักวิจารณ์ที่มีความกล้า มีสไตล์เป็นของตัวเอง ถึงแม้จะเจ็บจะป่วย ไม่มีอารมณ์ หรือจะเสียใจแค่ไหนที่คนรักจากไป ก็ไม่มีวันจะยื่นใบลากับใครได้ เพราะต้องรับผิดชอบต่องาน และคนอ่านที่รอคอย จริงอยู่ การเขียนคอลัมน์เป็นงานอิสระที่สามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้ แต่นักเขียนต้องมีเพื่อน ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นก็อาจจะไม่มีวัตถุดิบให้นำมาหากินเอาง่ายๆ ประเด็นนี้ทำให้ผมไม่รู้สึกแปลกใจที่เคยรับรู้มาตลอดว่า เมื่อเสร็จงานแล้วคนเขียนหนังสือ(บางคน)มักจะตั้งวงกินเหล้ากันเป็นประจำ มีอยู่ตอนหนึ่ง วิรัตน์ได้บอกกับเราว่า คุณไม่มีทางสร้างความร่ำรวย จากการเป็นคอลัมนิสต์ได้แน่นอน อย่างดีก็แค่พอมีกินมีใช้ ไม่ขัดสน... อันนี้ คนเขียนคงไม่รู้จักคอลัมนิสต์ต่างจังหวัดอย่างพวกเราที่เขียนฟรี แต่รวยเพื่อนแน่ๆ เลยครับ... 4.) หญิงสาว... ผมดีใจ ที่ได้รับกำลังใจจากเธอเป็นอย่างดีมาตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านแล้ว บางครั้งก็อดอมยิ้มอีกไม่ได้ที่เคยได้ยินเธอพูดจาหยอกเย้าผมอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่รู้ว่าจะหลงรักในตัวหนังสือ หรือคนเขียนกันแน่... นึกขึ้นมาทีไรก็มีความสุขในหัวใจทุกที แม้วันนี้อะไรๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกทิศทางหนึ่งแล้วก็ตาม... ช่างเถอะครับ... แม้ ความรู้สึกดีๆ ที่เริ่มต้นและสิ้นสุดลงในฤดูฝน จะมาถึงตอนอวสาน แต่ตราบใดที่ยังไม่ตาย ก็คงจะต้องทำหน้าที่กันต่อไป... ไม่เป็นไรครับ... เพราะ คอลัมนิสต์ ไม่มีสิทธิ์จะยื่นใบลา... หมายเหตุ : งานเขียนชิ้นนี้ น่าจะเป็นชิ้นสุดท้ายในชุดเก่า ความต่อเนื่องจากชิ้นนี้... ขณะนี้ ผมเขียนบทความให้กับ นสพ.ท้องถิ่นในจังหวัดตรัง 6 ฉบับ จากทั้งหมดที่มีอยู่ 10 ฉบับ ทั้งนี้ รวมทั้ง นสพ.ฅนตรัง ของผมเองด้วย |
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |