พิมพ์หน้านี้
|
คอลัมน์ มองโลก มองคน ความซับซ้อนบนคาบสมุทรมาลายู (ตอนที่ 31) : รัฐสุลต่านในมาเลเซีย อดีต-ปัจจุบัน ดร. ขอบคุณ : ภาพจากอินเตอร์เน็ต ช่วงทศวรรษ 1950s สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจและมีบทบาทในการเป็นผู้นำสำคัญในการพัฒนาและสร้างสันติภาพในโลก เป็นช่วงของการจัดระเบียบโลกใหม่โดยมี องค์การสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานระหว่างรัฐ (Inter-governmental Body) เป็นตัวกลางในการส่งเสริมและพัฒนาในทุกๆ ภูมิภาคของโลก เป็นระยะที่เกิดสนธิสัญญาและรวมกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่างๆ อย่างขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ, สังคม, การเมือง, วัฒนธรรม, และการทหาร โลกเกิดสันติภาพ แต่ความขัดแย้งในระยะนี้เปลี่ยนเป็นสงครามรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า สงครามเย็น หรือ The Cold War อันเป็นช่วงที่โลกเข้าสู่ยุคของความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และความขัดแย้งในเรื่องของแบบแผนการพัฒนาประเทศ ระหว่างแบบแผนทุนนิยมเสรี (liberalist capitalist model) และ แบบแผนสังคมนิยม (socialist model) โดยแบบแผนทั้งสองนี้เผยแพร่และกระจายไปทั่วโลกในรูปแบบต่างๆ แบบแผนแรก เป็นระบบการวางแผนตามแนวทฤษฎีการพัฒนา (development theory) ที่มีการพัฒนาขึ้นมาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950-60 และได้แพร่หลายไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยทฤษฎีดังกล่าวเป็นผลมาจากแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญๆ ในยุคนั้นที่มีส่วนในการนำเสนอแนวทางในการเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตความเป็นอยู่เพื่อความผาสุกของมวลมนุษย์ เช่น Albert O. Hirschman ในงานเขียนชื่อ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ" (1964), Gunnar Myrdal ในงานเขียนชื่อ "ทฤษฎีเศรษฐกิจและประเทศด้อยพัฒนา"(1959), François Perroux ในงานเขียนชื่อ "เศรษฐกิจของศตวรรษที่ 20" (1955), และ Walt Witman Rostow ในงานเขียนชื่อ "ขั้นตอนของการเติบโตทางเศรษฐกิจ" (1960) โดยระบบการวางแผนของการพัฒนาแบบแรกนี้จะเน้นในเรื่องของการจัดทำแผนแม่บทเพื่อชี้นำทิศทางการพัฒนาประเทศ หรือที่เรียกว่า Indicative Planning System แนวคิดทฤษฏีการพัฒนาของนักเศรษฐศาสตร์คนหลังสุดนี้ ได้รับความสนใจและนำไปอ้างอิงและเป็นกรอบในการวิเคราะห์ อธิบายและทำความเข้าใจสภาพเศรษฐกิจและสังคมในประเทศต่างๆ เพื่อกำหนดเป็นแผนและยุทธศาสตร์ของการพัฒนา โดยการสร้างความสำเร็จของพัฒนาตามแนวคิดในประเทศหนึ่งๆ นั้น ก็คือการเอาชนะภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ในขณะเดียวกัน การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหนึ่ง จะต้องดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับกระบวนการและวิถีการพัฒนาทางการเมือง นั่นคือ ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองจะเป็นตัวแปรในซึ่งกันและกันนั่นเอง ตามแนวคิดนี้ ภารกิจของรัฐจึงต้องมุ่งในการตอบสนอง ความต้องการพื้นฐาน ที่มนุษย์มักแสวงหาอย่างไม่จบสิ้น 3 ประการ ก็คือ ความปลอดภัย (security), ความอยู่ดีกินดีและความเจริญเติบโต (well-being and growth), และการอยู่ในสังคมที่มีการจัดระเบียบกฎเกณฑ์ (constitutional order) ที่ประกันสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล [1] ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่า ความอยู่ดีกินดีและความเจริญเติบโต ณ ที่นี้หมายรวมถึง โอกาสในการเข้าถึง (accessibility) และการได้รับตอบสนอง (satisfaction) ซึ่ง ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ที่จะสามารถสร้างหลักประกันในการมีชีวิตอยู่ในอนาคต แบบแผนที่สอง เป็นระบบที่ใช้ในประเทศที่มีการผูกขาดอำนาจรัฐโดยคนกลุ่มเดียวหรือระบบพรรดเดียว ซึ่งโดยทั่วไประบบการวางแผนแบบนี้มักใช้ในประเทศสังคมนิยม เช่น ประเทศ (อดีต) สหภาพโซเวียตรัสเซีย และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีทฤษฎีมาร์กซิสต์ ที่ประกอบด้วยแนวคิด อุดมการณ์ และแนวนโยบายของการสร้างชาติ (national construction) ไปสู่การเป็นรัฐสังคมนิยม การวางแผนการพัฒนาในแบบแผนนี้จะเน้นระบบการรวมศูนย์และระบบการวางแผนแบบสั่งการโดยอำนาจรัฐ หรือ Imperative Planning System ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นส่วนใหญ่ของสังคม คือชนชั้นผู้ใช้แรงงาน หรือชนชั้นกรรมาชีพนั่นเอง แบบแผนทั้งสองนี้ เข้าไปมีอิทธิพลและบทบาทอยู่ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศต่างๆ ในยุคที่เข้าสู่แห่ง การพัฒนา ในช่วงทศวรรษ 1960s เป็นต้นมา (โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)
[1] W.W.Rostow, Stage of Political Change,
|
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |