พิมพ์หน้านี้
|
ล่องแม่น้ำตรัง : อธิบายอดีต เข้าใจปัจจุบัน พัฒนาอนาคต (3-จบ) เรื่อง : ธิดารัตน์ ธนานันท์ ขอบคุณ : ภาพปากแม่น้ำตรัง จากอินเตอร์เน็ต ที่ตรังผมสนับสนุนเพราะมีศักยภาพพร้อม คำกล่าวของ รศ. ตรังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างน้อยสองร้อยปี ยืนยันได้จากหนังสือ Royal Siamese Maps ซึ่งเป็นแผนที่ยุทธศาสตร์และการค้าในสมัยรัชกาลที่ 1-3 ระบุชื่อเมืองระหว่างเมืองนครกับเมืองถลาง (ภูเก็ต) ว่าลำภูรากับท่าจีนอย่างชัดเจน แถมฝีพายกู (ไม่) รู้ยังตื่นเต้นกับข้อมูลที่ว่าตรังเป็นเมืองข้ามคาบสมุทรจากทะเลตะวันตกไปตะวันออกอีกด้วย แต่ที่พอจะรู้อยู่ก็เรื่องสภาพภูมิประเทศของตรังที่มีครบทั้ง เขา เมือง นา เล ซึ่งบ่งบอกอยู่แล้วว่าเมืองตรังมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่หลากหลายเพียงใด หลังจากลงเรือเพรียวชมนกชมไม้มาได้สักพักก็เริ่มจะสำนึกรักบ้านเกิดว่าเมืองตรังของเรานี่มีของดีถึงเพียงนี้ แถมอาจารย์ศรีศักรฯ ยังเสริมอีกว่านอกจากจะมีรุ่นปลาเก๋าแล้วยังมีรุ่นปลาตูหนา (หมายถึงพวกฝีพายอ่อนหัดที่มีใจและหายาก) ที่จะเป็นทัพหน้าตะลุยไปหาข้อมูลในพื้นที่ต่างๆ แต่ปัญหาที่เรายังมืดมนกันอยู่คือ ทำอย่างไรเรือเพรียวเราจะวิ่งฉิวกินลมบนไม่วนไปวนมาล่ะคะ อาจารย์เลยชี้ทางสว่างว่าให้เริ่มศึกษาจาก ภูมิวัฒนธรรม (Cultural Landscape) ก่อน (เอ่อ... เจอคำแรกก็...) หมายถึง ให้คนที่ศึกษารู้จักพื้นที่เสียก่อน เป็นต้นว่ามี โคก เขา นา ควน ดอน ลุ่ม ป่าแก่ อยู่ตรงไหน มีตำนาน เรื่องเล่าอย่างไร เชื้อสายตระกูลใครมาจากไหน เพราะถ้าไม่รู้เรื่องนี้เวลาคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า เริ่มแรกปู่ทวดไปเบิกสวนที่ตีนเขานั้น พ่อแก่เดินไปหาปลาที่วังนี้ ยายวิ่งผ่านดงเสือไปเรียนหนังสือที่วัดนั้น ก็จะไม่รู้ว่าสถานที่เหล่านั้นนะอยู่ตรงไหน หรือใครเป็นใคร แหะๆ ไม่อยากบอกว่าตอนลงเก็บข้อมูลก็เจอปัญหาแบบนี้แหละ ได้แต่พยักหน้าตาใสกับอาศัยว่าไม่อายที่จะถามเลยพอกล้อมแกล้ม แถมคนแก่ก็ใจดีมีเมตตาทั้งนั้น ขั้นต่อไปเราก็ดูว่าการทำมาหากินของชาวบ้านเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งเป็นการปรับตัวของคนให้เข้ากับระบบนิเวศอย่างไร เรียกว่า นิเวศวัฒนธรรม (Cultural ecology) จะสะท้อนออกมาจากอาชีพ การทำมาหากิน เช่น การทำไร่ ทำนา หาของป่า ใช้สมุนไพรเป็นยารักษา ทำจั่นดักเสือ ทำส้อนดักปลา เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดสู่ลูกหลาน สุดท้ายคือเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดที่ต้องค้นลึกลงไปถึงความเชื่อ อันสะท้อนเป็นพิธีกรรม ประเพณี ต่างๆ ที่บ่งบอกถึงระเบียบ กฎเกณฑ์ บรรทัดฐานที่ชุมชนถือปฏิบัติร่วมกัน เหล่านี้เป็นชุดความรู้ของชุมชนที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็ง (Empowerment) ในการปรับตัวของชุมชนท่ามกลางกระแสการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจากภายนอก อย่างไรก็ดี ยังมีข้อท้วงติงว่าการศึกษาที่แบ่งเป็นตำบลยังขาดการเชื่อมโยงทั้งจังหวัด และไม่เห็นภาพความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และเห็นได้ชัดว่าฝีพายต่างพื้นที่หาได้รู้ถึงร่องน้ำ วัง คุ้ง โค้ง อย่างแท้จริงไม่ ถึงมีใจจะเรียนรู้คงต้องใช้อีกเวลานาน และคนในพื้นที่ได้เป็นผู้บอกข้อมูลหรือระบุแหล่งข้อมูลนั้นเพียงพอแล้วหรือ? ทั้งๆ ที่แต่ละพื้นที่สามารถที่จะเป็นผู้เล่า ผู้เขียน ผู้บันทึก ประวัติศาสตร์เหล่านั้นด้วยตัวเอง โดยมีทีมที่ปรึกษา แหล่งทุน พี่เลี้ยง ที่จะร่วมเคียงข้าง ร่วมเรียนรู้ ร่วมแลกเปลี่ยนและเป็นกำลังใจให้อย่างพร้อมเพรียง หากท่านสนใจแต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มอย่างไร เราขอเชิญให้เข้าร่วมฟังสรุปผล โครงการจัดทำฐานข้อมูลชุมชนตามแนวแม่น้ำตรังเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ และการขยายผลของพื้นที่อย่างตำบลลำภูราและตำบลนาพละ ที่จะมาเล่าถึงการทำงานร่วมกับโครงการฯ และแนวทางการทำงานต่อในพื้นที่ให้ท่านฟัง ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 นี้ ซึ่งเราจะจัดเวทีร่วมกับงาน มอ.วิชาการ เขตการศึกษาตรัง และแน่นอน รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม จะมาร่วมเวทีกับเราด้วย... แล้วเจอกันนะคะ ............................................................ ย้อนกลับไปอ่าน... ตอนที่ 1 http://www.oknation.net/blog/kontrangnews/2008/09/15/entry-3 ตอนที่ 2 http://www.oknation.net/blog/kontrangnews/2008/09/28/entry-2
|
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |