• ความทรงจำเก่าๆ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mr.tee20@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2007-06-02
  • จำนวนเรื่อง : 171
  • จำนวนผู้ชม : 146648
  • จำนวนผู้โหวต : 242
  • ส่ง msg :
เพลง นักสู้ตีนเปล่า / ศุ บุญเลี้ยง

เหมาะกับบรรยากาศฟุตบอล3เส้ายิ่งนัก

View All
<< สิงหาคม 2007 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  



ปกติคุณชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตบ้างไหมครับ ?
ฟังสม่ำเสมอ เพราะมันอยู่ในสายเลือดแล้ว และเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาให้ความหมายดีๆ
112 คน
ได้ฟังบ้างในบางเพลงที่ชื่นชอบ
29 คน
ไม่ฟังเลย...ยี้..เพลงเพื่อชีวิต..ฟังแล้วง่วงนอน
4 คน

  โหวต 145 คน
วันจันทร์ ที่ 6 สิงหาคม 2550
เรื่องเล่า...จากเพลง (เพลง..เขาพระวิหาร ...- อินโดจีน )
Posted by ความทรงจำเก่าๆ , ผู้อ่าน : 6701 , 04:52:50 น.   | หมวดหมู่ : เรื่องเล่า...จากเพลง  
พิมพ์หน้านี้


เรื่องเล่า..จากเพลง

เพลง..เขาพระวิหาร...-  อินโดจีน

( เพื่ออรรถรสในการอ่านข้อมูล..แนะนำเปิดเพลงนี้ที่อยู่ใน VDO Clip

พร้อมอ่านข้อมูล..ไปด้วยนะครับ...)

*  เขาพระวิหาร  ทางขึ้นต้องผ่าน  ด่านศรีสะเกษ

   ศรีสะฝรั่งเรียกว่าเฮด  ศรีสะเกษติดกับเขมร

   คนไทยหรือคนเขมร  ต่างก็มองเห็น  ตั้งอยู่บนหน้าผา

   ปราสาทเขาพระวิหาร  ยิ่งใหญ่โอฬาร  ตั้งอยู่บนหน้าผา

   ปราสาทหินมหึมา  มรดกล้ำค่าของบรรพชน

ดนตรี : .......................................................

   นกกาบินมาบินไป  ได้พักอาศัยร่มไม้ชายคา

   แขกไปไทยมา  ได้เห็นคุณค่าของความงดงาม

   ปราสาทเขาเขาพระวิหาร  เยี่ยมเฆมตระง่านค้ำฟ้าสีคราม

   ใครเห็นใครก็ไถ่ถาม  ชื่นชมความงามอยากรู้ความเป็นมา

   ซอนซานสมเด็จสีหนุ  สาธุ  สาธุ  อย่ายิงปืนมา

   เขียวสัมพันธ์ถึงท่านฮุนเซ็น  ได้โปรดยกเว้น  อย่ายิงปืนมา

   มรดกทางประวัติศาสตร์  มนุษย์ทุกชาติต้องช่วยกันรักษา

   ลูกหลานได้รู้ความเป็นมา  มรดกล้ำค่า  ของบรรพชน

................................( ซ้ำ *  )...................................

ดนตรี :....................................................................

   ซอนซาน  ลูสะเด็กสีหนุ  สาธุ  สาธุ  กะไมแบ็ง  กำหรือโม

   เขียวสมพร  น่องท่านฮุนเซ็น  ซมพองเนอ  กะไมแบ็ง  กาหรือโม

   มรดกน็องประวัติเจียด  มนึทุกเชีนด  ร่วมขะเมียดรักษา

  โกนกะเม็ก  เด็กเรืองเกิดโม  ระเบาะเมียนราคา  แมะเอามองปะโอน

.....................................( ซ้ำ * )..............................................

เพลงนี้ แต่งโดยน้าทวีศักดิ์ สุทาวัน (น้าวี อินโดจีน)

ชาว อ. ราษีไศล จ. ศรีสะเกษ

ซึ่งต้นฉบับเดิมน้าแดง อินโดจีนเป็นคนร้องเอาไว้...

วงอินโดจีนห่างวงการไป 15 ปี กลับมาอีกครั้งในปลายปี 2549

ในชุด“อินโดจีนคัมแบ็ค”มีเพลง เขาพระวิหาร

ในเวอร์ชั่นน้ำเสียงนักร้องคนใหม่ด้วย

...ผมเคยคุยกับน้าบวด วิชัย  นราไพบูลย์ มือเบสยุคแรกของอินโดจีน นานมาแล้ว

ถึงเบื้องหลังมิวสิควีดีโอเพลง เขาพระวิหาร เมื่อครั้งอยู่กับค่าย RS ว่า...สนุกสนานมาก

 ผู้กำกับเพลงนี้บอกว่ามีลูกเล่นมากมายให้เล่น เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้กำกับยิ่งนัก...

   (เนื้อเพลงฉบับนี้..เป็นฉบับดั้งเดิม...ครับ มีภาษาเขมร..ร่วมด้วย..)

ภาพจากธนบัตร(รูปบน)

ศรีสะเกษ (ศก.)


"ศรีสะเกษแดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี

มีสวนสมเด็จ เขตดงลำดวน

หลากล้วนวัฒนธรรม เลิศล้ำสามัคคี"

ผมพึ่งไปเขาพระวิหารเมื่อวันเสาร์ที่28 กค.2550 มา ...

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม..เลยค้นหาและนำมาฝากทุกๆท่าน ครับ

(จากลูกหลานชาวศรีสะเกษ โดยตรงครับ..

ที่มีความเสียดายอย่างยิ่ง..ครับ...)

@ ปราสาทเขาพระวิหาร (เขมร: PrasatPreahVihear, ปฺราสาทพฺระวิหาร อังกฤษ: Prasat Preah Vihear) เป็นปราสาทหิน อยู่บริวณเทือกเขาพนมดงรัก ในจังหวัดพระวิหาร ของกัมพูชา ติดชายแดนไทย ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร นับเป็นปราสาทขอมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์การก่อสร้างเทวสถานของฮินดู ประวัติศาสตร์การเรียกร้องเขาพระวิหาร และยังเป็นแห่งท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งของไทยและกัมพูชาด้วย

เทวาลัยหรือปราสาทหินแห่งแรกในบริเวณนี้ สร้างขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ทั้งหมดสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ อย่างไรก็ตาม ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 ครั้นเมื่อนครหลวงของอาณาจักรขอมอยู่ใกล้ เมื่ออยู่ที่นครวัด นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบบางประการในรูปแบบศิลปะของปราสาทบันทายศรี แต่โครงสร้างส่วนใหญ่ของปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ สุริยวรมันที่ 2 ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 11 และศตวรรษที่ 12 ตามลำดับ

 @ เดิมปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตการปกครองของประเทศไทย ขึ้น
อยู่กับบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

@ (ค.ศ.1899,ร.ศ.-118 เมื่อ พ.ศ. 2442) พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้ทรงค้นพบ พระองค์ได้จารึก ร.ศ. และพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผา
เป้ยตาดีว่า 118 สรรพสิทธิ

@ อันเนื่องมาจากสนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำกับฝรั่งเศสเมื่อปี 2447 (ค.ศ.1904) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้เขียนแผนที่ขีดเส้นพรมแดนขึ้น และจากเส้นแบ่งพรมแดนนั้น ปราสาทเขาพระวิหารจะอยู่ในอาณาเขตของไทย แต่เมื่อมีการทำสนธิสัญญาเพิ่มเติมในปี 2450 ก็มีการกำหนดเขตแดนขึ้นใหม่อีก คราวนี้ทำให้ปราสาทเขาพระวิหารต้องตกไปอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา แต่ไทยก็ไม่ได้ทักท้วงแต่ประการใด เพราะจำเป็นต้องยอมทำตามมหาอำนาจฝรั่งเศสในขณะนั้น จึงเท่ากับเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย

@ ต่อมา เกิดสงครามเรียกร้องดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปี 2483 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำให้ไทยได้ดินแดน 4 จังหวัด คือ ไชยบุรี จำปาศักดิ์ เสียมราฐ และพระตะบอง มาจากกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหารก็อยู่ในเขตดินแดนที่ไทยได้มาในยุคปลุกกระแสชาตินิยมครั้งนั้นด้วย

@ แต่ภายหลังเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยจำเป็นต้องปรับสภาพตัวเองไม่ให้เป็นผู้แพ้สงครามตามญี่ปุ่น จึงต้องยอมยกดินแดนที่ได้มาทั้ง 4 จังหวัดนั้นให้กับฝรั่งเศสไป

@จนเมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามอินโดจีนเมื่อปี 2497 ไทยจึงได้ส่งทหารเข้าไปครอบครองพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ

@ ปี 2502 เจ้านโรดม สีหนุ กษัตริย์กัมพูชา ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2502 ว่าประเทศไทยรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

@ ซึ่งวันนั้นทำให้ คนไทยเริ่มรู้จักเขาพระวิหารเป็นครั้งแรก และยังช่วยกันบริจาคเงินคนละ 1 บาท เป็นค่าใช้จ่ายให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นำคณะทนายความไปต่อสู้ในศาลโลก

@  กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice)

ศาลโลกกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ไตร่สวน 73 ครั้ง ในระยะ 3 ปี 

ก็ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และท้ายที่สุดก็ตกเป็นของกัมพูชาด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียง โดยใช้หลักการจากสนธิสัญญาปีค.ศ.1907ตรงกับสมัย ร.5 ที่ฝั่งเศสได้ขีดพรมแดนให้เขาพระวิหารอยู่อินโดจีน การกำหนดพรหมแดนดังกล่าว รัฐบาลสยามในสมัยนั้น ได้ยอมรับไปโดยปริยายโดยมิได้มีการท้วงติงดังนั้น การนิ่งเฉยก็เท่ากับเป็นการยอมรับ หรือ " กฏหมายปิดปาก "นั่นเอง

@ หลักฐานอย่างหนึ่งที่เขมรนำมาเป็นหลักฐานสำคัญ....

...ดังเช่น..เมื่อครั้งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในสมัยที่ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรีในสมัย ร. 7 เมื่อปี พ.ศ.2472 ที่เสด็จตรวจโบราณวัตถุสถานมณฑลนครราชสีมา

(ลาวกลาง)ได้เสด็จไปยังเขาพระวิหารด้วยและก็ได้ทรงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ข้าราชการอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งก็ได้มาถวายการต้อนรับอย่างเป็นทางการ มีการประดับธงทิวฝรั่งเศสเหนือปราสาทนั้น และมีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานพร้อมมีสมุดให้ลงนามว่าพระองค์ได้เสด็จขึ้นเขาฯ จริง  หลักฐานทั้ง 2 อย่างนี้ก็ได้กลายเป็นหลักฐานอย่างดีที่เขมรจะนำมาใช้ในการต่อสู้กับไทยในปี 2505 ว่า.....

...สยามยอมรับว่าเขาพระวิหารขึ้นอยู่กับอธิปไตยของอีกฟากหนึ่งของพรมแดน...

@ ผลการตัดสินของศาลโลก มีข้อกำหนด 3 ประการ คือ


   1. ให้คืนเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่
   2. ให้คืนวัตถุโบราณจำนวน 50 ชิ้น
   3. ให้ถอนทหารและตำรวจออกจากพื้นที่

@ แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นภายในประเทศ ปราสาทหินแห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 2535 แต่ปีต่อมาก็ถูกเขมรแดงเข้าครอบครอง จากนั้นก็เปิดอีกครั้งจากฝั่งประเทศไทย เมื่อปลายปี พ.ศ. 2541 และเมื่อ พ.ศ. 2546 กัมพูชาก็ได้ตัดถนนเข้าไปจนสำเร็จสมบูรณ์หลังจากรอคอยเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีการงดอนุญาตให้เข้าเป็นระยะโดยมิได้กำหนดล่วงหน้า

@ หนังสือพิมพ์ของเยอรมันยุคนั้นบางฉบับเขียนไว้ว่า..รัฐบาลฝรั่งเศสหาผลงานให้รัฐบาลเพื่อหาเสียง จึงหาเรื่องโยงใยฟ้องเขาพระวิหารของประเทศไทย...เพื่อเป็นผลงานของรัฐบาล...เขาว่าอย่างนั้น...

@ ..เรามาเริ่มลุย..เดินทางสู่เขาพระวิหาร..กันเลยครับ..

เสียค่าเข้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร คนไทย 20บาทค่ารถยนต์ส่วนบุคคล30บาทฝรั่งน่าจะ 400 บาท

เส้นทางขึ้นเขาพระวิหาร..8 กม. พบกลุ่มวัวตามเส้นทางครับ...

ทางจากผามออีแดง ลงไปดูภาพสลักนูนต่ำ

ภาพสลักนูนต่ำ1500ปี คาดว่าช่างฝึกฝีมือก่อนไปสลักจริงที่เขาพระวิหาร

อีกมุมหนึ่ง ต้องปิดประตูไว้ เพราะเป็นหน้าผา อันตราย

เขาพระวิหาร...มุมมองจากฝั่งไทย (ผามออีแดง)มองจากบริเวณเสาธง

เสาธงประวัติศาสตร์ที่เอามาจากหน้าผาเขาพระวิหาร เมื่อครั้งเสียให้เขมร

ทางเรายกมาโดยไม่เอาธงลงจากยอดเสา ปัจจุบันอยู่ที่ยอดเขาผามออีแดง ฝั่งไทย

เสียค่าด่านออกชายแดนตรงนี้คนละ 5 บาท..ครับ

เดินเท้าไปอีก 1.5กม.

หมดทางยางมะตอย ก็ทางดินทางหินไปอีก

ประตูเหล็กแบ่งเขตไทย-เขมรมีลำห้วยเล็กๆ/

ฝ่ายเขมรบอกว่าแบ่งเขตพรมแดนตรงนี้/

แต่ฝ่ายไทยบอกตรงตีนบันไดทางขึ้นโน้น

ตามมติ 2 ประเทศที่ทำความตกลงกันเป็นเขตแบ่งพรมแดน

...แต่ยังตกลงกันยังไม่ได้ ณ ปัจจุบัน.....

..สมัยนายกทักษิณก็เกือบมีการเจรจากัน..แต่มาโดนคาร์บอมซะก่อนเลยยกเลิกการเดินทางมาที่เขาพระวิหาร

เสียค่าขึ้นเขาพระวิหารของเขมรคนไทยคนละ 50 บาท

 ฝรั่งไม่แน่ใจ200 บาท หรือเปล่า

ตรงนี้แหละที่ฝ่ายไทยว่าเป็นเขตแบ่งชายดน

(ห่างจากประตูเหล็กประมาณ 100 - 200 เมตร) 

...แต่รูปนี้..ช่างบ่งบอกว่าอดีตแบ่งกันตรงขั้นบรร

 ..แล้วไงถึงไปอยู่ตรงห้วยน้ำนั้น

@ ปราสาทเขาพระวิหารมีความยาวประมาณ 800 เมตร ตามแนวเหนือใต้

และส่วนใหญ่เป็นทางเข้ายาว และบันไดสูงถึงยอดเขา จนถึงส่วนปราสาทประธาน ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาทางใต้สุดของปราสาท (สูง 120 เมตรจากปลายตอนเหนือสุดของปราสาท และ 525 จากพื้นราบของกัมพูชา) แต่โครงสร้างปราสาทแห่งนี้ก็ยังแตกต่างอย่างมากจาก สถาปัตยกรรมปราสาทหินของหินโดยทั่วไปที่พบในพระนคร เพื่อจำลองเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่ประทับของเทพเจ้า ตามคติความเชื่อของฮินดู

แบบแปลนของปราสาทเขาพระวิหาร

@ ทางเข้าสู่ปราสาทประธานนั้น มีโคปะรุคั่นอยู่ 5 ชั้น

 (ปกติจะนับจากชั้นในออกมา ดังนั้นโคปุระชั้นที่ 5

จึงเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมจะพบเป็นส่วนแรก)

โคปุระแต่ละชั้นก่อนถึงลานด้านหน้า จะผ่านบันไดหลายขั้น โคปุระแต่ละชั้นจึงเปลี่ยนระดับความสูงทีละช่วง นอกจากนี้โคปะรุยังบังมิให้ผู้ชมเห็นส่วนถัดไปของปราสาท จนกว่าจะผ่านทะลุแต่ละช่วงไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแลเห็นโครงสร้างปราสาททั้งหมดจากมุมใดมุมหนึ่งได้

มุมมองจากข้างบนมองลงข้างล่าง

@ โคปุระชั้นที่ 5 เดินเท้าขึ้นทางบันได 1 เป็นบันไดหินมีลักษณะค่อน
ข้างชัน เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าการที่จะเข้าเฝ้าเทพนั้น จะไปด้วยอาการ
เคารพนพนอบในลักษณะหมอบคลานเข้าไป 
 
เป็นศิลปะแบบเกาะแกร์ ยังมีร่องรอยสีแดงที่เคยประดับตกแต่งตัวปราสาทเอาไว้ แต่ส่วนหลังคากระเบื้องนั้นหายไปหมดแล้ว

ทางเดินจากโคปุระที่5ไปสู่โคปุระที่4

@ สำหรับโคปุระชั้นที่ 4 เป็นศิลปะสมัยหลัง คือ แคลง/บาปวน และมีหน้าบันด้านนอกทางทิศใต้ ถือเป็น "หนึ่งในผลงานชิ้นเอกอุของปราสาทเขาพระวิหาร" (Freeman, p. 162): เป็นภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร

 @ สำหรับโคปุระชั้นที่ 3 นั้นมีขนาดใหญ่สุด และขนาบด้วยห้องสองห้อง ตัวปราสาทประธานนั้นสามารถผ่านเข้าไปทางลานด้าน

@ โคปุระที่ชั้นที่2 (ปราสาทหลังที่ 1) โคปุระชั้นที่ 2ลัง
ที่ใหญ่โตมโหฬาร ที่ยังสมบูรณืที่สุด ลักษณะการสร้างคล้ายกับโคปุระชั้นที่-
5,4ดตรงที่มีฝาผนังกั้นล้อมรอบความใหญ่โตมากว่าเยอะ(ถ้ามีฝาผนัง
กั้นหรือกำแพงแก้วล้อมรอบ) นักโบราณคดีเรียกว่า ปราสาท

มีรูปปั้นกษัตริย์ของเขมรให้กราบไว้บูชาในห้อง โคปุระ ที่

@ โคปุระ ชั้นที่  1 (ปราสาทหลังที่ 2) โคปุระชั้นที่ 1 หลังนี้ผุพังมาก
เนื่องจากกาลเวลาแผ่นดินทรุด โคปุระ ชั้นที่ 1 นี้ ประกอบด้วยหลายส่วน และ
จะมีตัวหนังสือขอมโบราณสลักลงในแผ่นศิลาบริเวณกรอบประตูด้านทิศเหนือ
ของปรางค์ประธาน บริเวณข้าง (ภายใน) จะสร้างบรรณาลัยไว้(หรือบรรณา-
รักษ์) ซึ่งแปลว่าห้องสมุด สร้างไว้เพื่อเก้บคำภีร์ทางศาสนา
 

บริเวณหน้าผาที่มองเห็นเขมรเมืองต่ำอยู่ด้านล่าง

มุมมองลงไปจากหน้าผา (เป้ยตาดี )

     
 @ เป้ยตาดี เป้ยเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ชะง่อนผา หรือโพงผา ตรงยอด
เป้ยตาดีสูงกว่าระดับน้ำทะเล 657 เมตร ถ้าวัดจากพื้นที่เชิงเขาพื้นราบฝั่งประ-
เทศกัมพูชาสูงประมาณ 447 เมตร ตรงชะง่อนผาเป้ยตาดี จะมีรอยสักพระ
หัตย์ของ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

ว่า 118-สรรพสิทธิ  เมื่อปี 2442

 แต่ก่อนมีธงไตรรงค์ของไทยอยุ่ที่ บริเวณผาเป้ยตาดี

ในปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานไตรรงค์ ..

.ส่วนเสาธงยกไปไว้ที่ยอดเขาผามออีแดง ที่ฝั่งไทยแล้ว

( ตามที่กล่าวไปแล้ว..ตอนต้น )

ปืนใหญ่นี้ชี้ไปยังประเทศไทย...

@ รวมภาพศิลปะเขาพระวิหาร

@ สถานการณ์ปัจจุบัน

เขมรตรึงกำลัง "เขาพระวิหาร" ลือทหารไทยจะบุกยึดคืน
เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 30 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.ศรีสะเกษว่า ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ปรากฏว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมปราสาทเขาพระวิหารแต่อย่างใด ทั้งนี้ สาเหตุเกิดจากการที่มีกำลังทหารกัมพูชาประมาณ 200 นาย พร้อมด้วยอาวุธครบมือทั้งอาวุธหนักและอาวุธเบายกกำลังมาตรึงบนเขาพระวิหาร โดยกระจายกำลังอยู่ตามจุดต่างๆ รอบบริเวณเขาพระวิหารด้วย เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าทหารไทยจะบุกยึดเขาพระวิหารคืน ซึ่งนายเปรี๊ยบ ตัน ผวจ.พระวิหาร ประเทศกัมพูชา ได้สั่งการด่วนมายังนายรัวะ เฮง ประธานช่องพระวิหารว่า
ห้ามไม่ให้ทหารพราน ตำรวจ รวมทั้งข้าราชการทุกหมู่เหล่าของไทย
แต่งเครื่องแบบขึ้นไปบนปราสาทเขาพระวิหาร
ไม่มีการยกเว้นไม่ว่ากรณีใด ทั้งสิ้น
(..ซึ่งตอนแรกผมจะใส่กางเกงทหารขาสั้นสามส่วนขึ้นไป...
ดีนะที่ญาติผู้พี่เห็น และแนะนำไว้ก่อน )
นางไล เขาวงศ์ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 2 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ แม่ค้าชาวไทยที่เข้าไปค้าขายในบริเวณเชิงเขาพระวิหาร กล่าวว่า สาเหตุที่มีการนำเอากำลังทหารเขมรมาตรึงกำลังบนเขาพระวิหารนั้น สาเหตุเกิดจากเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีนักศึกษาวิชาทหารรักษาดินแดน (ร.ด.) แต่งเครื่องแบบด้วยชุดร.ด. ประมาณ 50 คน มาจากอ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี พากันขึ้นไปเที่ยวชมบนเขาพระวิหารและถ่ายรูปบนเขาพระวิหารจนกระทั่งค่ำ ทำให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาทั้งทหารและตำรวจที่รักษาการณ์อยู่บนเขาพระวิหาร เข้าใจผิดคิดว่าทางการของไทยส่งกำลังทหารขึ้นไปตรึงกำลังบนเขาพระวิหาร เพื่อที่จะยึดเขาพระวิหารคืน
ทางเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจึงแจ้งให้ชาวศรีสะเกษและนักท่องเที่ยวทั่วไปทราบว่า สถานการณ์บนเขาพระวิหารเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะว่ามีกำลังทหารกัมพูชามาตรึงกำลังเป็นจำนวนมาก หากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศขึ้นไปเที่ยวชมบนเขาพระวิหาร เกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวพากันไปเที่ยวชมบริเวณผามออีแดงแทน ซึ่งทหารของไทยไม่ได้มีการสั่งปิดทางขึ้นเขาพระวิหารแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ของไทยได้ประกาศเตือนชาวบ้านและนักท่องเที่ยวทั่วไปตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันที่ 30 มิ.ย.เป็นต้นมา ทำให้บริเวณเชิงเขาพระวิหารซึ่งมีร้านค้าของชาวกัมพูชาอยู่เป็นจำนวนมากบรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมบนเขาพระวิหาร เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยนั่นเอง
ที่บริเวณจุดผ่านแดนผ่อนปรนชั่วคราว เขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้ถูกปิดห้ามนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมอีกรอบ หลังจากที่มีความไม่เข้าใจกันระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา โดยประเทศกัมพูชานำอุทยานแห่งชาติเข้าสู่ที่ประชุมสมาคมโลก เพื่อยกเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลก แต่ยังไม่ได้ปรึกษาประเทศไทย เพราะประเทศไทยจะต้องเสียดินแดนลึกเข้ามาอีก 5 กิโลเมตร
ทหารกัมพูชา อ้างว่าตั้งแต่ลำห้วย หรือตรงบริเวณประตูลูกกรง เป็นจุดเส้นแบ่งพรมแดน ขณะที่ประเทศไทยเชื่อตามมติของ 2 ประเทศที่ทำกันว่า จุดพรมทแดนอยู่ที่บันไดขั้นแรกทางขึ้นเขา และจนบัดนี้ก็ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างเป็นทางการ ทำให้เป็นจุดอ่อนในการเปิด - ปิด การขึ้นชมเขาพระวิหารมาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวที่มาศรีสะเกษ หายไปบางส่วน เพราะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ยากชม หากเขาพระวิหารปิดอย่างถาวร
จากภาพนี้จะเห็นว่า เส้นสีขาว คือเส้นแบ่งเขตชายแดนไทย - เขมร
 จึงทำให้เขาพระวิหารถูกตัดออกจากฝั่งไทยอย่างน่าเสียดาย
 เรื่องนี้ทางเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษกล่าวว่า ถ้าจะให้เกิดความสมบูรณ์ทางวิชาการและหลักประวัติศาสตร์ กรณีนี้ควรประกาศเป็นพื้นที่มรดกโลกร่วมกัน ระหว่างไทยกับกัมพูชา ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามในการเจรจาทางการทูต แต่กัมพูชาก็ไม่หารือกับไทย แต่ อยู่ๆจะทำเรื่องเสนอเข้าไปอีกครั้ง เราคงไม่ยอมเช่นกัน

รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อองค์การยูเนสโกอีก(ครั้งหนึ่ง หลังจากเคยมีการนำเสนอมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน)ในต้นปีนี้เพื่อขอจดทะเบียนจดทะเบียนเขาพระวิหาร แต่ถูกตีกลับออกมาเพื่อให้กัมพูชานำกลับไปทำแผนบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ใหม่ให้สมบูรณ์
เจ้าหน้าที่ของกัมพูชาที่เดินทางไปดำเนินการเรื่องนี้ในประเทศนิวซีแลนด์เมื่อเดือนที่แล้ว กล่าวว่า ยูเนสโกอาจจะรับเขาพระวิหารเข้าเป็นมรดกโลกได้ในปี 2551
ในการประชุมคณะกรรมการมรดก

โลกสมัยประชุมครั้งที่ 32 ที่ประเทศแคนาดาในปี 2551



สหรัฐประกาศให้การสนับสนุนให้รัฐบาลกัมพูชาจดทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยจะช่วยเหลือเต็มที่ ตั้งแต่การจัดเตรียมแผนการบริหารจัดการที่ยังไม่แล้วเสร็จ รวมทั้งช่วยฟื้นฟูบูรณะด้วย คณะผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐฯ กำลังจะเดินทางเข้ากัมพูชาในเร็วๆ
ล่าสุดนี้มีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ทางประเทศกัมพูชา ได้บรรลุข้อตกลง เซ็นสัญญาให้บริษัท เอกชนในประเทศญี่ปุ่น สร้างกระเช้าไฟฟ้า จาก ยอดเขาพนมฉัตร ลอยฟ้าสู่เขาพระวิหารเรียบร้อยแล้ว และการขึ้นเขาพระวิหารของชาวเขมร คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป นั่งรถมาจากกรุงพนมเปญ มาที่เขาพนมฉัตร ต่อกระเช้าไฟฟ้า ต่อเดียวถึงเลยครับ
เพื่อความสะดวก และแน่ใจในแต่ละวันควร....

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดให้เข้าชมปราสาทเขาพระวิหาร
ได้ที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ โทร. 0 4561 2545
การเข้าชมปราสาทเขาพระวิหาร นักท่องเที่ยวสามารถสามารถเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารที่อยู่ในเขตแดนไทย โดยคนไทยเสียค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานคนละ 20 บาท ชาวต่างประเทศ 200 บาท และ ค่าผ่านแดนออกนอกประเทศคนละ 5 บาท เมื่อจะเข้าชมปราสาทเขาพระวิหาร กัมพูชาเก็บค่าธรรมเนียมชาวไทยคนละ 50 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 200 บาท

เราสูญเสียแผ่นดินสยาม ครั้งที่ 14 คือ เขาพระวิหาร เมื่อปี 2505
แล้วใยเราจะสูญเสีย 3 จังหวัดภาคใต้ เป็นครั้งที่ 15 อีกเหรอ...?