กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ www.korbsak.com
กล่าวกันว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากในขณะนี้เกิดจากเงินดอลล่าร์ที่ได้อ่อน ค่าลงมามาก คงไม่ผิดหรอกครับ ลองดูกราฟที่ผมดึงมาจากเว็บ economist.com จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เงินดอลล่าร์ต่ำค่ากว่าทุกครั้งในรอบสิบปีที่ผ่านมา

เชี่ยวชาญให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจว่า ช่วงไหนที่น้ำมันราคาแพง ค่าเงิน ดอลล่าร์จะวิ่งสวนทาง คืออ่อนค่าลง สาเหตุเพราะคนอเมริกันใช้น้ำมันมากกว่าชาว บ้านเขาทั้งหมด ส่วนพวกที่ขายน้ำมัน ได้เงินเป็นภูเขาเลากาเพราะราคาน้ำมันที่สูง ก็มักจะนำเงินที่ได้ไปจับจ่ายใช้สอยโดยการนำเข้าสินค้าจากยุโรปมากกว่าซื้อจาก อเมริกา เงินยูโรจึงมีแต่จะขยับขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ ถ้าเชื่อทฤษฎีนี้แปลว่าเงินบาทน่าจะแข็งต่อไป เพราะราคาน้ำมันไม่น่าจะ ถูกลง และเงินดอลล่าร์คงจะอ่อนตัวต่อเนื่องไปอีก อีกผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ประเทศ แถบเอเซียได้ตรึงค่าเงินของตัวเอง โดยการแทรกแซงเป็นผลให้มีดอลล่าร์สะสมไว้ มากมาย (รวมทั้งพี่ไทยของเราด้วย ) และชอบปล่อยข่าวอยู่เสมอว่าจะเปลี่ยนการถือ ครองเงินสำรองที่เป็นดอลล่าร์ไปเป็นเงินสกุลอื่นแทน นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ ทำให้ค่าของดอลล่าร์อ่อนตัวลง สารพัดเหตุผลงัดกันขึ้นมาทำให้พวกอยากรู้อย่างผม ไม่ต้องหลับต้องนอน นั่งอ่านกันแต่บทความบทวิเคราะห์ ด้วยความอยากรู้ ท้ายที่สุดบอกตัวเองว่า ฟังหูไว้หู น่าจะดีกว่า ขอนินทานักเศรษฐศาสตร์หน่อยครับ หายากเหลือเกินที่จะมีความเห็น ตรงกัน สู้วิศวะไม่ได้!! วันนี้แบ็งก์ชาติของพวกเราเริ่มมีแนวความคิดว่าจะบริหารเงินสำรองที่มี มากมายถึงกว่า 7 หมื่นล้านดอลล่าร์ หรือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาทได้อย่างไร ที่เริ่มคิดเพราะตัวเลขขาดทุนสูงขึ้นทุกวัน ผมได้เคยแสดงความเห็นไว้แล้วว่าต้อง รีบดำเนินการ ผ่านมา 3-4 เดือนแล้ว เพิ่งตีโจทย์แตก ผมขอเสนอแนวความคิดแบบกล้าคิดกล้าทำอีกสักครั้ง สุดขั้วหน่อย ไม่ใช่ ผมฝันขึ้นมาเอง แต่ได้จากการหารือกับผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือหลายท่านด้วยกัน ผมเสนอให้เราเลิกแนวคิดแทรกแซงค่าเงินครับ ( guardian of currency.... no more) เพราะเราจะไม่มีวันชนะ ทำไม่ได้แล้วในโลกปัจจุบัน เมื่อเราปล่อยให้ เงินไหลเข้าได้โดยอิสระ เราก็ต้องกล้าที่จะปล่อยให้เงินไหลออกได้โดยอิสระเช่น กัน ถ้าเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า เพราะเราค้าขายไม่เก่ง เงินบาทก็จะอ่อน แต่ถ้าเราค้าขายเก่ง ไปได้ดี เงินไหลเข้า มากกว่าเงินไหลออก บาทของเราก็จะแข็ง ทุกอย่างปล่อยให้เป็นกลไกตามที่ควรจะเป็น จะแทรกแซงเฉพาะช่วงที่มีความ ผันผวนผิดปกติเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น ถ้ากล้าทำ แบ็งก์ชาติก็ไม่ต้องเสียเวลาไปวันหนึ่งๆ กับการแทรกแซงค่าเงิน หรือกังวลกับการวางแผนการลงทุนเงินสำรองที่ได้มาจากการแทรกแซงและมีมาก เกินความเป็นจริง แถมขาดทุนอย่างย่อยยับอีกต่างหาก ( ขาดทุนไปมูลค่าเท่ากับสร้าง รถไฟใต้ดินได้สองสายแล้ว ) นักธุรกิจเองเมื่อทราบกติกาแล้ว เขาจะปรับตัวเองได้ ช่วงแรกรัฐอาจต้อง ช่วยอย่างเต็มที่ไปก่อน หลังจากนั้นเขาก็จะเดินได้เอง วันนี้โลกแบน ธุรกิจไม่ได้ แข่งกันเฉพาะบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น ทุกคนจากทุกมุมโลกมีโอกาสในการค้า การขายเท่าเทียมกันหมด พวกเราต้องเลิกเป็นลูกแหง่ได้แล้ว พูดถึงเรื่องกล้าคิดกล้าทำ ชอบใจสมัยท่านนายกอานันท์ ท่านกล้าปล่อย ให้มีการเปิดโรงเรียนต่างชาติอย่างเสรี วันนี้ผู้ปกครองที่มีฐานะ ดีอกดีใจไม่ต้อง ส่งลูกไปเรียนไกล อยู่กันที่นี่แหละ เราจึงเห็นเด็กรุ่นใหม่ พูดสองภาษา ไทย อังกฤษคล่องเท่ากัน ไม่ต้องไปถึงเมืองนอกเมืองนา เดินกันเต็มสยามสแควร์ ไปหมด ผลพวงไปไกลถึงบางมหาวิทยาลัยมีภาคภาษาอังกฤษแล้ว วันนั้นถ้าไม่มี ท่านอานันท์ การศึกษาของเราก็คงไม่มีความทันสมัย อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาล ที่ต้องเริ่มก่อน วางกติกาให้ชัดเจน ช่วย นักธุรกิจให้เขามีปัญหาในการทำธุรกิจน้อยที่สุด ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น ประโยชน์ในการลดต้นทุน วางโครงสร้างภาษีไม่ให้ยุ่งยาก ไม่ต้องถูกค่าน้ำร้อน น้ำชาตอนนำสินค้าเข้าหรือส่งสินค้าออก ทำได้เท่านี้นักธุรกิจจะแฮปปี้กันถ้วน หน้าและพร้อมที่จะลุยในเวทีตลาดโลกอย่างแน่นอน โดยไม่ต้องมัวพะวักพะวน มากเกินไปว่าบาทควรจะอยู่ในระดับไหน ถามจริงเถอะ พวกที่เสนอว่าบาทควร เป็น 35 หรือ 36 หรือ 34 นะ ท่านแน่ใจหรือ!!
|