พิมพ์หน้านี้
|
ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดอ่านหนังสือจบไปหลายเล่ม เป็นหนังสือที่ซื้อเก็บไวับนหิ้งนานแล้ว หาเวลาอ่านไม่ได้เพราะมัววุ่นอยู่กับการหาเสียงของพรรค ขนาดไม่ได้เป็นผู้สมัครแต่ก็มีเรื่องให้ได้คิด ได้ทำกันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ติดใจหนังสือชื่อ " The Conscience of a Liberal " โดย Paul Krugman ท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตั้นครับ ที่ว่าติดใจถึงขนาดต้องนำมาเล่าให้ฟังเพราะท่านเขียนเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐ คล้ายหรือเหมือนกับปัญหาของประเทศไทยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ จะต่างกันก็ที่ช่วงของเวลาเท่านั้น อาจารย์ Krugman เล่าให้ฟังถึงการซื้อเสียงในสหรัฐที่มีวิธีการที่แยบยล ในปี ค.ศ. 1888 New York Timesได้นำจดหมายของเหรัญญิกพรรครีปับพริคกันที่เขียนถึงลูกทีมว่า " ........put a trusted man with the necessary funds....make him responsible that none get away and that all will vote our ticket" แปลได้ว่า "....หาคนที่ไว้ใจได้พร้อมเงินให้พอ...ให้เขารับผิดชอบว่าไม่ให้เสียงขาดและให้ทุกคนเลือกเบอร์เรา" มีหลักฐานชัดด้วยว่าในเขตที่มีการแข่งขันสูงเช่นที่นิวเจอร์ซี่ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมักจะรับเงินเพื่อแลกกับคะแนนที่ลงให้เท่านั้น เทียบกับการซื้อเสียงของประเทศไทยแล้ว ของเราล้าหลังสหรัฐ 120 ปีครับ ที่น่าสนใจกว่าคือปัญหาช่องว่างระหว่างเศรษฐีกับคนชั้นกลางของสหรัฐ อาจารย์ Krugmanได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันช่องว่างห่างกันมากขึ้นจนใกล้เคียงกับสมัยปีค.ศ. 1920 คล้ายๆกับจะบอกว่าประเทศสหรัฐกำลังถอยหลังกลับไปเหมือนที่เคยเป็นในอดีตคือมีคนรวยที่รวยมากขึ้น ขณะที่จำนวนของคนชั้นกลางลดน้อยลง เพราะคนชั้นกลางส่วนหนึ่งจนลง อาจารย์ Krugman ได้เสนอแนวคิดการบริหารการคลังของประเทศโดยการจัดงบประมาณเพื่อให้มีการใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการเพิ่มขึ้น การปรับระบบการจัดเก็บภาษีใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าที่สูงขึ้น (เก็บภาษีคนรวยมากขึ้น) ทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้สังคมได้มีการดำรงชีวิตที่ทัดเทียมกัน หนังสือเล่มนี้พูดถึงแนวคิดการดำเนินนโยบายของสหรัฐให้เป็นรัฐสวัสดิการ เช่นเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพและรัฐให้หลักประกันสุขภาพกับประชาชนทุกคน รายละเอียด เหตุและผลมีมาก ยากที่จะนำเสนอให้ครบถ้วน มีทั้งหมด 273 หน้า ท่านที่สนใจคงต้องเสาะแสวงหาอ่านดูครับ ผมเริ่มต้นไว้ว่าอยากจะให้เรามองไปข้างหน้า ไม่ถึงกับจะบอกว่าให้ลืมความขมขื่นที่เกิดกับบ้านเมืองเราหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมเชื่อว่าเราไม่มีทางเลือกครับ มัวแต่มองย้อนหลัง นั่งเจ็บใจ เจ็บแค้น คงจะไม่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐบาลใหม่ ถ้าเป็นรัฐบาลที่ไม่โกงกิน เป็นรัฐบาลที่รู้จักหน้าที่ เป็นรัฐบาลที่เคารพสิทธิของประชาชน เป็นรัฐบาลที่รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ถ้าทำได้จริง ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะสนับสนุน จะเป็นใครมาจากซีกไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ จริงไหมครับ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขีดเส้นไว้ชัดเจนว่ารัฐฯต้องดูแลพลเมืองของประเทศอย่างเท่าเทียมกัน แนวความคิดรัฐสวัสดิการนี้ไม่ต่างไปจากสิ่งที่อาจารย์ Krugman กำลังเรียกร้องจากนักการเมืองสหรัฐ (ช่วงปีเลือกตั้งประธานาธิบดี) เพราะเชื่อว่าแนวนโยบายดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง "คนมี" กับ "คนไม่มี" ให้ลดน้อยลง สังคมจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข งานของรัฐบาลใหม่จึงเป็นงานหนักและยากยิ่ง นโยบายประชานิยมขนานแท้และดั่งเดิมที่ได้ประกาศไว้ ว่าจะทำเพิ่ม จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ท่านจะต้องเจอกับปัญหาที่รัฐหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ไม่นับปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจชงักชงัน หรือปัญหาราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก และปัญหาด้านพลังงานที่ท้าทายกึ่นของผู้บริหารว่าจะกล้าตัดสินใจอย่างไร ไม่นับปัญหาความไม่สงบสุขในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัญหาความมั่นคงที่กระทบกับเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง รัฐบาลใหม่จะมัวแต่ดำเนินนโยบายประชานิยมที่สิ้นเปลืองและผลตอบแทนต่ำเหมือนที่เคยทำมาในอดีตไม่ได้แล้ว รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนมีและคนไม่มีให้น้อยลงโดยเร็ว ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย เป็นการมองไปที่อนาคตปี 2551 และปีต่อๆไป เป็นอนาคตที่ท้าทายความสามารถของผู้นำ ประชาชนได้ใช้สิทธิในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มีการสรรหาผู้นำตามขบวนการประชาธิปไตยแล้ว จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ ของท่านผู้นำ ที่จะแสดงความสามารถนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าตามที่ได้หาเสียงไว้ อย่าให้เวลาของประชาชนที่อุตส่าห์อดหลับอดนอน เฝ้าดูท่านถกเถียงนโยบายของพรรคหน้าจอทีวีก่อนวันเลือกตั้ง ต้องสูญเปล่านะครับ
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||