พิมพ์หน้านี้
|
ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ (เช้าที่ 22 มกรา ) ดัชนีตลาดหุ้นของไทยเราล่วงลงไปกว่า 30 จุดแล้วครับ ไม่แน่ใจว่าช่วงบ่ายจะเลวร้ายไปกว่านี้หรือไม่ แต่ที่น่ากังวลมากกว่าคือสภาพตลาดหุ้นของสหรัฐในวันพรุ่งนี้ วันจันทร์เป็นวันหยุดของสหรัฐ ตลาดหุ้นไม่มีการซื้อขาย ( วันระลึกถึงท่านมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ) ตลาดเปิดในวันพรุ่งนี้จะมีสภาพเป็น Black Tuesday หรือไม่คาดเดายาก อย่าลืมว่าตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดกันทั่วหน้าในวันนี้ อังกฤษ ลดลง 5.5% อินเดีย ลดลง 7.4% และ เยอรมันนี ลดลง 7.2% ทั้งหมดจะเป็นแรงกดดันที่สำคัญ ทำให้นักลงทุนกังวลกันมากพอควรทีเดียวครับ
ปัญหาทั้งหมดเริ่มต้นที่สหรัฐมาหลายเดือนแล้ว ผลกระทบค่อยๆเกิดและสะสมมาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่เห็นชัดๆคือความเสียหายที่เกิดจากหนี้เสียของผู้กู้ที่มีเครดิตต่ำ (กู้เพื่อซื้อบ้าน ) ทำให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ลงทุนในตลาดเงินขาดทุนกันอย่างมหาศาล Citi Bank รายงานผลขาดทุนเฉพาะไตรมาสที่ 3 ถึง 3.4 แสนล้านบาท ขณะที่ Merrill Lynch ต้องตัดกำไรลงอีก 1-2 แสนล้านบาทเฉพาะในไตรมาสที่ 4 เช่นกัน ตามมาคือความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังดิ่งเหว เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจทดถอย ( recession ) กังวลถึงขนาดที่สภาสหรัฐและฝ่ายบริหาร พร้อมใจกันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ ( bipartisan ) ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีฝ่ายรัฐบาล เท่านั้นไม่พอ คนสำคัญคือท่านผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ คุณ เบ็น เบอร์นันเค ก็ให้การสนับสนุนเร่งให้มีการออกมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว ที่แปลกก็คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดี จอร์จ บุช เพื่อแก้ไขปัญหากลับไม่ได้รับการตอบรับที่ดี แทนที่ตลาดจะออกอาการโล่งอก เชื่อมั่นว่าสหรัฐแก้ไขปัญหาได้ กลายเป็นต้นเหตุของข่าวร้ายพร้อมความกังวลว่าสถานะการคงจะเลวร้ายจริง ถือได้ว่าเป็นวิกฤติความน่าเชื่อถือของผู้นำอย่างแท้จริง แปลความว่าคุณบุชทำอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ ว่ากันได้ถึงขนาดนั้นเลยทีเดียว ความจริงหัวใจของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้คือการเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน และวิธีการก็ง่ายๆคือใช้วิธีคืนภาษีให้กับผู้เสียภาษีเท่านั้นเอง ( tax rebate ) จะคืนให้ใคร คืนให้เท่าไหร่ ทั้งพรรค democrat และ พรรค republican กำลังเถียงกันอยู่ นอกจากนโยบายการคืนภาษีแล้ว คุณบุชยังขอให้สภาเห็นชอบนโยบายที่คุณบุชได้เคยนำมาใช้ลดภาษีเป็นการชั่วคราว ขอให้เป็นการถาวรเสียเลย ฤดูหาเสียง ทั้งแจกทั้งแถม ไม่ต่างกับบ้านเราเท่าไหร่นัก นโยบายการคืนภาษี ( tax rebate ) เป็นแนวทางที่ดี เป็นการดำเนินการแบบชั่วคราว แต่นโยบายลดภาษีแบบถาวรของคุณ บุช เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเกินกว่าที่ควรทำ ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลคุณบุชใช้จ่ายเงินเกินตัวอย่างมากโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางการ ทหาร ทำให้งบประมาณของแผ่นดินขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง เป็นต้นเหตูของค่าเงินสหรัฐที่อ่อนตัว เมื่อหวนกลับมาดูบ้านเรา วันนี้พวกเราได้เห็นการทำงานของสส.ในสภาเป็นครั้งแรกไปแล้ว นั่นคือการเลือกประธานสภา ได้ประธานแล้วเราก็จะได้นายกรัฐมนตรีกันอีกไม่นานเกินรอ ผมได้แต่นั่งภาวนาว่าขอให้คณะรัฐมนตรีได้มีโอกาศแสดงความสามารถกันอย่างเต็มที่ ส่วนตัวแล้วอยากให้คนที่ลอนดอนกลับมาแสดงฝีมือกันให้เห็นชัดๆว่าเก่งจริงอีกสักครั้ง โดยเฉพาะเวลาเจอมรสุมอย่างนี้ เผลอนิดเดียว อดวกไปเรื่องการเมืองจนได้ มรสุมเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงของบ้านเราคือปัญหาค่าเงินบาท คุณมิ่งขวัญมือเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่เสนอไว้ว่าจะให้ค่าเงินบาทคงที่ พร้อมทั้งชี้แจงว่าเงินบาทควรจะมีค่าอยู่ที่เท่าไหร่ต้องหารือกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เป็นการแถลงนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงการหาเสียง อดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วจะใช้นโยบายนี้หรือไม่ ปัญหาของสหรัฐในวันนี้ทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐต้องลดอัตราดอกเบี้ยอีกภายในเดือนนี้อย่างค่อนข้างแน่นอน ดอกเบี้ยลด ค่าเงินดอลล่าห์จะอ่อนตัวลง กระทบค่าเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธนาคารชาติของเราไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพราะกลัวเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยของเราสูง ค่าเงินบาทจะแข็งเพราะให้ผลตอบแทนดี อนาคตมองออกว่าค่าเงินบาทจะมีทิศทางไปทางไหน การเก็งกำไรในขณะนี้จึงหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นฝีมือทั้งจากพวกเรากันเองและจากนักลงทุนต่างชาติ เศรษฐกิจโลกชลอตัว ส่งออกมีปัญหา ขายของได้น้อยลง ค่าเงินก็แข็งขึ้น รายได้ประเทศมีโอกาศที่จะไม่ขยายตัวเหมือนที่ได้มีการประเมินไว้ ปัญหาร้อยแปดอย่างนี้ รัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาฮันนีมูนแน่นอน
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||