พิมพ์หน้านี้
|
ไม่ใช่เรื่องที่ว่าท่านผู้ว่าการจะโดนย้ายหรือไม่ เพราะนั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านผู้ว่า เรื่องที่สำคัญกว่า คือ มาตรการการใช้เงินบาทซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐ เป็นมาตรการที่ธนาคารชาติดำเนินการในการปกป้องค่าเงินบาท ไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกินกว่าเป้าหมายที่ธนาคารวางไว้ ผมคุยเรื่องนี้ให้ฟังไว้หลายครั้ง หลายโอกาส ส่วนหนึ่งก็ด้วยความเป็นห่วง แต่ที่สำคัญกว่าคือต้องการให้ท่านผู้อ่านได้มีข้อมูลที่ครบถ้วน ผมนำตัวเลขที่บ่งบอกแก่เราว่า ธนาคารชาติได้นำเงินบาทมาซื้อเงินดอลล่าร์ สะสมไว้แล้วเป็นจำนวนเท่าใด เป็นตัวเลขระหว่าง เดือน กันยายน - เดือนมกราคม ของปี ๒๕๕๐ และ ๒๕๕๑ นำมาให้ดูเพื่อจะได้เปรียบเทียบให้ได้เห็นชัดๆว่า การแทรกแซงค่าเงินในวันนี้ ไม่ปกติ แตกต่างจากการแทรกแซงในอดีตอย่างสิ้นเชิง ตารางที่ ๑ ปี ๒๕๕๑ ดูจากบรรทัดสุดท้าย ตัวเลขซื้อล่วงหน้าสะสม เกือบ ๒๒,๐๐๐ ล้านเหรียญ หรือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
สรุปได้ว่าใช้เงินมากกว่าที่เคยถึง ๓ เท่า และก็ไม่ใช่สาเหตุจากการยกเลิกมาตรการ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นก่อนมีรัฐบาลใหม่ เป็นการแทรกแซงโดยใช้เงินกว่า ๘ แสนล้านบาทในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน ( ตัวเลขไม่รวมที่ได้ซื้อดอลล่าร์สะสมไว้ก่อนหน้านี้ ) อยากรู้ว่าเงิน ๘ แสนล้านมากแค่ไหน เปรียบเทียบได้ว่าเงินจำนวนนี้ใช้สร้างรถไฟฟ้าใต้ดินได้ ๑๐ สาย เงินกว่า ๘ แสนล้านนี้ธนาคารชาติต้องกู้มา เสียค่าดอกเบี้ยเท่าไหร่ เงินกว่า ๘ แสนล้านนี้นำไปซื้อเงินดอลล่าร์ขณะที่ ๑ เหรียญดอลล่าร์มีค่าประมาณ ๓๔ ๓๕ บาท วันนี้เงินเหรียญสหรัฐมีค่าเหลือเพียง ๓๑-๓๒ บาท ขาดทุนไปแล้วเท่าไหร่ น่าใจหายว่า ในวันหนึ่งข้างหน้า ธนาคารชาติจะมีผลประกอบการที่ขาดทุนมหาศาล ถ้าเป็นสถาบันการเงินธรรมดา เจ็งสนิทไปแล้ว เมื่อถึงวันนั้นหนีไม่พ้นที่รัฐบาลจะต้องนำเงินภาษีที่เก็บจากพวกเราเข้าโอบอุ้มอีกครั้ง ที่ร้ายกว่านั้นก็คือหนี้เก่า๑.๓ ล้านล้านบาทที่เกิดจากการปกป้องค่าเงินครั้งรัฐบาลพ่อใหญ่ชวลิตยังคาราคาซัง ไม่ได้มีการชำระคืนเงินต้น ได้แต่เพียงให้กระทรวงการคลังใช้เงินภาษีชำระดอกเบี้ยไปก่อน โล่งอกที่คนเก่งจากลอนดอนกลับมาแล้ว หมอสุรพงษ์ควรจะรีบเข้าพบโดยด่วน ตั้งคนเก่งให้เป็นที่ปรึกษากระทรวง ช่วยแก้ปัญหาโดยเร็วครับผม |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||