• ครูแก้ว
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-02-25
  • จำนวนเรื่อง : 86
  • จำนวนผู้ชม : 21150
  • จำนวนผู้โหวต : 54
  • ส่ง msg :
กระดาษ Idea Green รักษาสิ่งแวดล้อมมี EcoFiber 30%

หนังโฆษณา กระดาษ Idea Green มีแม่เป็ดและลูกเป็ดที่น่ารักม๊าก ม๊าก

View All
<< มิถุนายน 2008 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



วันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน 2551
ผลสำรวจสถานการณ์ผู้บริโภคกรุงเทพฯ ในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงทุกวัน
Posted by ครูแก้ว , ผู้อ่าน : 217 , 19:41:17 น.   | หมวดหมู่ : เขาเล่ากันว่า  
พิมพ์หน้านี้


ที่นี่กรุงเทพฯ จากกระแสการสร้างแบรนด์ด้วยแนวคิดและเทคนิคใหม่ๆ ช่วยให้การเปิดตัวอย่างเป็นทางการกว่า 6 เดือนที่ผ่านมาของ ENERGY หน่วยงานที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์ (Brand Communications Consultants) ของกลุ่มบริษัท ยังก์ แอนด์ รูบิแคม แบรนด์ จำกัด (วายแอนด์อาร์) ได้รับความสนใจและความไว้วางใจจากบริษัทฯ ชั้นนำหลายบริษัท ในการเข้าไปช่วยดูแลและวางกลยุทธ์ให้แบรนด์เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ การตอบรับดังกล่าวเกินความคาดหมายที่บริษัทฯ ตั้งไว้อย่างมาก ทำให้บริษัทฯ ไม่หยุดนิ่งในการค้นคว้าข้อมูลวิจัยเพื่อนำมาใช้ในการบริการลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดหลังจากที่บริษัทฯ นำเครื่องมือการวิจัยตลาด BAV (Brand Asset Valuator) เครื่องมือวิจัยและศึกษาและตรวจสุขภาพความแข็งแกร่งของแบรนด์แล้ว บริษัทฯ ยังทำการสำรวจวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค Y&Reflector ในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา โดยเป็นการทำวิจัยเกี่ยวกับความสนใจ, ทัศนคติ และความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ รวมทั้งช่วยหาคำตอบในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยในการวางแผนให้กับลูกค้าอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้เก็บข้อมูลจากคนกรุงเทพฯ จำนวน 300 คน และจะทำการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการอัพเดทข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ

Y&Reflector สถานการณ์ผู้บริโภคกรุงเทพฯ

เพราะโลกไม่เคยหยุดนิ่ง กลยุทธ์การตลาดจึงจำเป็นต้องปรับให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นไปของสังคมที่เราอยู่ ด้วยเหตุนี้ เอเนอร์จี้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์ของบริษัท Y&R จึงได้จัดตั้งโครงการ วายแอนด์อาร์รีเฟกเตอร์ (Y&Reflector) เพื่อทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจ และความเป็นไปของคนในสังคม โดยจะทำการศึกษาผู้ที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ทุกๆ 3 เดือน จำนวน 300 ตัวอย่างต่อหนึ่งรอบของการเก็บข้อมูล โดยผลการวิจัยรอบล่าสุด ซึ่งเก็บข้อมูลในช่วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 นั้น มีรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพความพึงพอใจ ความกังวล ความปรารถนา ตลอดจนข้อมูลด้านโฆษณาจากมุมมองของผู้บริโภคในกรุงเทพฯ อันพอสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

ความพึงพอใจ ความกังวล และความปรารถนา จากผลวิจัยในช่วง ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ค่อนข้างมีความพึงพอใจกับสภาพชีวิตในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับยังคงมีความกังวลต่างๆ อยู่ในใจ ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเขาก็ยังจะพอมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ผลสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯ กว่า 70 % รู้สึกพอใจกับชีวิตในปัจจุบัน โดยกลุ่มนักเรียน นักศึกษา (ช่วงอายุ 13-22 ปี) และกลุ่มผู้ใหญ่ตอนปลาย (ช่วงอายุ 40-59 ปี) ค่อนข้างพึงพอใจกับชีวิตในปัจจุบันมากกว่ากลุ่มวัยเริ่มทำงานถึงวัยกลางคน (ช่วงอายุ 23 – 39 ปี) นอกจากนี้ ผลวิจัยชี้ว่า ในกรุงเทพฯ ผู้ชายมีความรู้สึกพอใจกับชีวิตในปัจจุบันน้อยกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะแรงกดดันภายใต้สถานการณ์แวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ส่งผลต่อความรู้สึกพอใจในชีวิตของคนวัยทำงานและผู้ชายกรุงเทพฯ มากกว่าผู้บริโภคกลุ่มอื่น

แม้ว่าผลที่ได้จากการศึกษาจะชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ค่อนข้างมีความพึงพอใจกับชีวิตในทุกวันนี้ แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปกลับพบว่า คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังเผชิญกับความกังวล พร้อมๆ ไปกับยังมีความปรารถนาที่จะเห็นชีวิตของตนเองดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ผลวิจัยแสดงให้ว่า ปัญหาทางด้านการเงินเป็นปัญหาสำคัญอันดับแรกที่สร้างความกังวลแก่คนกรุงเทพฯ เนื่องจากพวกเขาไม่มั่นใจว่าตนเองจะมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่าย รวมไปถึงการวิตกต่อรายได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอน ตลอดจนปัญหาหนี้สินที่อาจจะไม่สามารถชำระคืนได้ตามสัญญา

ตามมาด้วยความกังวลอันดับที่ 2 ก็คือ ความกังวลด้านปัญหาสุขภาพ ความเจ็บป่วยต่างๆ

โดยความกังวลอันดับที่ 3 คือ ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองและสภาวะทางเศรษฐกิจ โดยผลวิจัยพบว่า ปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัญหาหลักที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภค ตามมาด้วยความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง โดยรวมถึงเรื่องการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดใหม่ที่หลายฝ่ายต่างเฝ้ารอการแก้ปัญหาอยู่

ในอันดับที่ 4 คือ ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องลูกและปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัว จากผลวิจัยพบว่า เรื่องลูกและอนาคตของลูกเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองรวมทั้งตัวเด็กค่อนข้างมาก

และความกังวลอันดับที่ 5 คือ ความกังวลเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ โดยความกังวลนั้นมาจากความเสี่ยงที่จะตกงานและการหางานทำที่ยากขึ้น ตลอดจนปัญหาในที่ทำงาน ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความกดดันในการทำงานที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น เป็นไปตามความรุนแรงของการแข่งขันในตลาด อันมีผลกระทบมาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหลายองค์กรต้องพยายามมากขึ้นเพื่อให้สามารถที่จะแข่งขันกับคู่แข่งได้ ส่งผลให้พนักงานในองค์กรต้องเผชิญกับภาวะกดดันเพิ่มขึ้น จนมีความรู้สึกไม่มั่นคงในหน้าที่การงานของตน

จากประเด็นความกังวลในชีวิตของคนเมืองหลวง พบว่า ความกังวลใจส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม โดยหากมองจากสถานการณ์ของประเทศและของโลกในปัจจุบัน ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงได้ยากและจำเป็นต้องเตรียมตัวที่จะรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป

นอกจากนั้น ประเด็นความปรารถนาภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า มีคนกรุงเทพฯ เพียง 6.7% ไม่มีความต้องการอะไรเพิ่มในชีวิต ในขณะที่อีก 93.3% กลับมีความต้องการอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการส่วนใหญ่เป็นความต้องการในการแก้ปัญหาความกังวลใจในสิ่งที่เผชิญอยู่ข้างต้น

ความปรารถนาประการแรกของคนกรุงเทพฯ ยังคงเป็นเรื่องความต้องการในด้านของการเงินและวัตถุ ซึ่งกว่า 50% ต้องการที่จะมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น เพื่อที่จะใช้ซื้อที่อยู่อาศัย ซื้อรถยนต์ หรือเพื่อใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และใช้ชำระหนี้สินที่ค้างอยู่ ตามมาด้วยความต้องการที่จะให้ตนเองและคนในครอบครัวมีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย และมีอายุที่ยืนยาว อีกประการหนึ่งคือความต้องการที่จะเห็นครอบครัวมีความสุข รักใคร่กัน และไม่มีทะเลาะเบาะแว้ง นอกจากนั้น คนกรุงเทพฯ ยังมีความหวังต่อสังคม เศรษฐกิจ และ การเมืองไทย โดยหวังที่จะเห็นความความสงบสุขภายในประเทศ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การบริหารจัดการปัญหาต่างๆของรัฐบาล และการพัฒนาสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมไปถึงความปรารถนาที่จะมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคงและประสบความสำเร็จในงานและธุรกิจที่ทำโฆษณากับผู้บริโภค

ด้วยผลวิจัยความสนใจในโฆษณาของผู้บริโภคกรุงเทพฯ พบว่า คนกรุงส่วนใหญ่มองว่าโฆษณาในปัจจุบันมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยผลวิจัยพบว่า 65% ของคนกรุงเทพฯ เห็นว่าโฆษณาในปัจจุบันมีความน่าสนใจกว่าแต่ก่อน เนื่องจาก เนื้อหาของโฆษณามีความตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์และแปลกใหม่ และมีเนื้อเรื่อง เนื้อหาที่เข้าใจง่าย ในขณะที่อีก 22.3% ของคนกรุงเทพฯ เห็นว่าโฆษณาในปัจจุบันมีความน่าสนใจน้อยลงกว่าแต่ก่อน เนื่องมาจากเนื้อเรื่องเกินจริง เป็นเรื่องราวที่ไร้สาระ และ เนื้อเรื่อง เนื้อหาที่เข้าใจยาก 13.4%

โดยเมื่อศึกษาถึงปัจจัยที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสนใจกับชิ้นงานโฆษณานั้น องค์ประกอบที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ คือ เนื้อเรื่องที่เน้นความตลกขบขัน มีเนื้อหาเรื่องราวส่งเสริมสังคม มีวิธีการนำเสนอที่ใหม่และแตกต่าง และเนื้อเรื่องเข้าใจง่าย ตามลำดับ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าโฆษณาในปัจจุบันสามารถนำเสนอเรื่องราวที่ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้พวกเขารับรู้ว่าโฆษณาในบ้านเราดีขึ้นกว่าแต่ก่อน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลในภาพรวมชี้ว่า โฆษณาที่มีเนื้อหาตลกขบขันสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้มากกว่าปัจจัยอื่น แต่เมื่อแบ่งแยกการศึกษาเป็นช่วงอายุพบว่า ความสนใจในโฆษณาที่มีเนื้อหาตลกขบขันกลับลดลงตามระดับอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในช่วงอายุที่ต่างกัน นอกจากนี้ จากผลวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า กลุ่มคนที่อายุมากมีความสนใจในโฆษณาน้อยกว่ากลุ่มคนอายุน้อย

สำหรับการใช้พรีเซ็นเตอร์ในโฆษณา คนกรุงเทพฯ ชื่นชอบพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ น่าเชื่อถือ พอๆ กับ ผู้ที่ชื่นชอบพรีเซ็นเตอร์ที่มีรูปร่างและหน้าตาดี รองลงมา คือ พรีเซ็นเตอร์ที่มีชื่อเสียง และ พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ตามลำดับ โดยพบว่าพรีเซ็นเตอร์ที่มีรูปร่างหน้าตาดีและพรีเซ็นเตอร์ที่มีชื่อเสียงสามารถดึงความสนใจใจจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุน้อย มากกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่อายุมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี สนใจโฆษณาที่ใช้คนทั่วไปเป็นพรีเซ็นเตอร์น้อยกว่ากลุ่มอื่น

Y&Reflector แบบสำรวจสถานการณ์ผู้บริโภคกรุงเทพฯ


หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
คุณ กิตติพงษ์ วีระเตชะ
Vice President, Director of Idea Strategy & Brand Consultant
ENERGY - A Division of Young & Rubicam Brands
Strategic Brand Communications Consultants
989 Siam Tower, 17th Floor, Rama 1 Road
Patumwan, Bangkok 10330, Thailand
Tel : +662.658.0999 ext 550
Fax : +662.658.0995

KrungThep KrungThep - Nursery Sound



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
Ch.Minivet วันที่ : 09/06/2008 เวลา : 19.11 น.
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet
Ch.Minivet @ OK NATURE Save Nature Save Life 

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ .. กับข้อมูลที่นำเสนอ ..

Ch.Minivet ก็ชอบดูโฆษณา เพราะเนื้อหา .. ทุกวันนี้ บางครั้งดูมากกว่าละครซะอีก
ความคิดเห็นที่ 1
lovecondo3 วันที่ : 09/06/2008 เวลา : 18.35 น.
http://www.oknation.net/blog/lovecondo3
ขอให้ทุกรูปภาพทุกเรื่องราวเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้สู่สังคมไทย

ข้อมูลเยี่ยมมาก อยากถามด้านการศึกษา ว่าทำไมในแต่ละปีม.ทั้งรัฐและเอกชน ถึงลงทุนการลงโฆษณามากขึ้นนะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน