พิมพ์หน้านี้
|
นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ว่า ในการประชุมคณะแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งมีคณบดีจากคณะแพทยศาสตร์ของสถาบันการศึกษาทุกแห่งของไทยเข้าร่วม รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และแพทยสภา ฯลฯ สธ.จะเสนอหลักการในการหารือ เรื่องการขอเพิ่มเงินค่าปรับชดเชยแทนการใช้ทุนของนักศึกษาแพทย์ ในกรณีที่ลาออกจากราชการก่อนการใช้ทุนหมด 3 ปี จากเดิมที่ต้องเสียค่าชดเชยจำนวน 4 แสนบาท แต่ข้อเสนอใหม่ขอปรับเพิ่มเป็น 4-10 ล้านบาท แล้วแต่ที่ประชุมพิจารณาค่าชดเชยตามความเหมาะสม "การปรับค่าชดเชยนี้เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับงบประมาณที่รัฐได้สนับสนุนในการเรียนแพทย์ และนักศึกษาแพทย์ได้คิดไตร่ตรองก่อนจะออกจากระบบไปสู่ภาคเอกชน เชื่อว่าหน่วยงานอื่นๆ จะเห็นด้วยกับข้อเสนอของ สธ. เนื่องจากภาครัฐต้องลงทุนสนับสนุนเงินให้นักศึกษาแพทย์คนละ 3 แสนบาทต่อปี หลักสูตรแพทย์ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปี เท่ากับรัฐต้องเสียงบฯไป 1.8 ล้านบาทต่อแพทย์ 1 คน ขณะที่ค่าชดเชยเดิมที่นักศึกษาแพทย์ต้องจ่ายให้รัฐ 4 แสนบาท เมื่อเทียบกับรายได้ที่แพทย์จบใหม่เหล่านี้ไปอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนใช้เวลาเพียงแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น ก็สามารถหาเงินมาจ่ายค่าชดเชยได้แล้ว ทำให้หมอใหม่ไม่คิดมาก จึงเกิดภาวะสมองไหลออกจากระบบไปอยู่ที่ภาคเอกชนกันมากขึ้น โดยเฉลี่ยจะมีแพทย์ลาออกจากระบบ 400-500 คนต่อปี ในจำนวนนี้ร้อยละ 40 เป็นแพทย์ที่ใช้ทุนยังไม่ครบ 3 ปี ส่วนอีกว่าร้อยละ 60 เป็นแพทย์ที่บรรจุเป็นข้าราชการแล้ว" นพ.ปราชญ์กล่าว ปลัด สธ.กล่าวว่า นอกจากนี้ ขณะนี้แนวโน้มความนิยมการเรียนแพทย์ของนักศึกษาลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ออกมาเพื่อให้แพทย์จบใหม่คงอยู่ในระบบมากที่สุดเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดค่ายกิจกรรมให้นักศึกษาแพทย์ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันหลอมใจให้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้เกิดแรงจูงใจให้แพทย์จบใหม่ยินดีที่จะใช้ทุนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งในอดีตมักไม่มีแพทย์จบใหม่สมัครใจไปใช้ทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อมีกิจกรรมนี้ขึ้นทำให้มีแพทย์จบใหม่สมัครใจลงพื้นที่ถึง 26 คน จากทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน "ปัญหาที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องคือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่อาวุโส ซี 6-8 มีแนวโน้มถูกซื้อตัวมากกว่าการซื้อตัวของแพทย์จบใหม่เสียอีก ทำให้ สธ.ต้องให้ความสำคัญใน 2 ส่วนคือ ค่าตอบแทน ที่ต้องเพิ่มมากขึ้น แม้จะได้ไม่เท่าภาคเอกชนก็ตาม และเรื่องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี เมื่อแพทย์อาวุโสปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังไม่ได้ตำแหน่งระดับ 9 ทำให้ขาดแรงจูงใจ ขาดเกียรติยศและศักดิ์ศรี ซึ่ง สธ.จะเร่งผลักดันเพื่อรักษาจำนวนแพทย์ในระบบให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่" นพ.ปราชญ์กล่าว ด้าน นพ.สมศักดิ์ โลห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเพิ่มค่าปรับแทนการใช้ทุน เพราะที่ผ่านมาการบังคับแพทย์ให้ทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาลไม่ได้ผล การบังคับคนให้ทำงานโดยความไม่เต็มใจ เมื่อทำหน้าที่เสร็จก็หนีทันที ดังนั้น สธ.ควรแก้ปัญหาที่ระบบ ด้วยการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้เงินเดือนสูงขึ้น ฝึกอบรมความรู้ต่างๆ ช่วยให้ภาระของแพทย์ไม่มากจนเกินไป ในทางกลับกันการเพิ่มเงินค่าปรับในอัตราที่สูงขึ้นนั้น จะทำให้ค่าตัวแพทย์เพิ่มสูงขึ้นไปอีก นำไปสู่การถอนทุนคืน และถือเป็นการลงโทษแพทย์มากกว่าการแก้ปัญหา ที่สำคัญแนวคิดนี้ เป็นการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการลบ มากกว่าทางบวก "เงินไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้แพทย์หันไปทำงานในภาคเอกชน แม้ได้เงินเยอะแต่ทำงานอย่างไม่มีความสุข เขาก็ไม่อยู่ แต่ปัญหาน่าจะมาจากแพทย์ต้องใช้ทุนต่างจังหวัดมีสภาพความเป็นอยู่ลำบาก บางแห่งบ้านก็ไม่มีอยู่ ไม่มีมุ้งลวด มีแต่เสียกำลังใจ แถมต้องทำงานหนัก อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่พร้อม บุคลากรไม่เพียงพอ ต้องอยู่เวรตลอด 24 ชั่วโมง และยังเกรงว่าจะถูกร้องเรียนจากคนไข้ ขณะที่ภาคเอกชนแพทย์มีการทำงานเป็นทีมได้รับการอำนวยความสะดวกทุกสิ่งอย่าง ดังนั้น หากจัดระบบงานให้เหมาะสม แก้ระบบใหม่ ไม่ใช่แค่ปรับเงินเพิ่มขึ้น จึงจะเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีกว่า" นพ.สมศักดิ์กล่าว ที่มา : มติชนออนไลน์ |
| พืชคลุมดิน | ||
การปลูกพืชคลุมดิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน ช่วยป้องกันการชะล้าง อนุรักษ์ดินและรักษาความชุมชื้นให้กับหน้าดิน |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||