| อัปสรา ปราสาทธรรมานนท์ (THOMMANON) | ||
ปราสาทธรรมานนท์ (THOMMANON) และปราสาทเจ้าสายเทวดา |
||
|
View All |
||
| จังหวัดสุรินทร์ พิธีตักบาตรบนหลังช้าง | ||
วันอาสาฬหบูชา ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ จังหวัดสุรินทร์ ได้จัดพิธีตักบาตรบนหลังช้าง ที่หน้าอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดี ซึ่งครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ ๒ |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
ตอนที่ ๑. ได้ฤกษ์ออกเดินทางเสียที...
ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของบุญ วาสนาและกรรมที่พวกเราได้ร่วมกันทำไว้ในช่วงหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่ชาติปางไหนๆ มิเช่นนั้นแล้ว พวกเรา ทั้งครู นักเรียน คณะผู้ปกครอง รวมถึงพระสงฆ์ องค์เจ้าทุกรูปในวัดไทยลอสแองเจลิส คงไม่ได้กลับมาร่วมสร้างกุศลกันอีกในชาตินี้ ... และเรื่องการไปอเมริกาของผมนั้น อย่างว่าละครับมันเหมือนนิยาย...ยิ่งกว่าละคร โดยที่ผมเองก็ไม่คิดฝันว่าจะมีโอกาสแบบนี้ในชีวิต...บุญคุณของคนหนึ่งคนกับพระสงฆ์หนึ่งรูป...ที่ชาตินี้ผมก็คงใช้ไม่หมด ซึ่งสิ่งที่ผมจะต้องทำหลังจากกลับมา คือ เป็นคนดีของสังคมและจะอุทิศตนเพื่อการศึกษาและพุทธศาสนา จนกว่าชีวิตจะหาไม่...เป็นปณิธานที่ดูเหมือนเพ้อฝัน...แต่มันก็ดูไม่ไกลเกินจริงนักสำหรับผมในตอนนี้... จันทร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๓ พวกเราตื่นกันแต่เช้า เพราะมีโปรแกรมทัวร์ท่องล่องอเมริกาตอนใต้ จาก Los รถที่เราใช้บริการเป็นรถขนาดประมาณ ๒๕ ที่นั่ง คนขับเป็นชาวจีนชื่อบ๊อบ (เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพรถที่เรานั่งมาให้ชมกัน...ทำไมถึงไม่ถ่ายก็ไม่รู้) ก่อนขึ้นรถต้องมีการจับฉลากนั่งตามหมายเลข เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจเกิดการแย่งเก้าอี้ (ปานรัฐมนตรี) ธรรมดาละครับ ใครๆ ก็อยากนั่งที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจน แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้อย่างที่เราคิดเสมอไปผมได้ที่นั่งตรงกลาง...แต่ก็ขอพี่ที่นั่งด้วยกันขอให้ผมนั่งติดหน้าต่าง ความที่ไปกันหลายคน ก็ ๒๕ ชีวิตละครับ ดังนั้นทุกคนจึงต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด และการเดินทางท่องเที่ยวไกลๆ แบบนี้ในบ้านเมืองเขาต่างจากบ้านเราลิบลับ... หากเป็นทัวร์แบบนี้ที่บ้านเราคงสามช่า โป๊งๆ ชึ่ง กันตั้งแต่รถยังไม่ออกจนรถจอดก็ยังไม่หยุด แต่ที่นี่ไม่มีครับ ห้ามยืน ห้ามตะโกนเสียงดัง เพราะคนขับจะไม่มีสมาธิ นั่งมองวิวทิวทัศน์ สวยงาม แปลกตาจากหน้าต่าง ให้นึกเสียดายที่ถ่ายภาพไม่ได้ จนผ่านเมืองที่ฟ้ารุ่งมาฆ่าตัวตายนั่นแหละ (จำชื่อไม่ได้ เดี๋ยวจำได้จะมาแก้ทีหลัง) ผมถึงกล้ามานั่งข้างๆ คนขับ เพราะดูเหมือนไม่มีอะไร ตรงที่นั่งนั้นไม่ใช่เก้าอี้นะครับ เป็นฝาครอบเครื่องเหมือนรถเมล์บ้านเรานั่นแหละ ผมแหมะลงตรงนั้นเลยเล็งกล้อง Pentax K1000 ที่หอบหิ้วไปด้วย ถ่ายถนนหนทางผ่านกระจกด้านหน้านั่นแหละ (จะว่าไปแล้วเพราะกล้องตัวนี้ตัวเดียวที่เปลี่ยนแปลงอนาคตผมจนได้อเมริกานี่แหละ เรื่องมันยาว จนผมก็อดแปลกใจไม่ได้ ว่าเรื่องที่ผมคาดไม่ถึงมักจะเกิดกับชีวิตผมเสมอและเพื่อตอบแทนบุญคุณกล้องตัวนี้ ผมก็เลยเอามาเที่ยวกับผมด้วย แม้จะหนักก็ตาม) สักพัก บ๊อบหันมาบอกว่า ผมไม่สามารถนั่งตรงนี้ได้ เพราะหากตำรวจเห็นแล้ว เขาอาจถูกจับปรับดอลล่าร์ได้ง่ายๆ ผมก็เลยต้องกลับมานั่งที่เดิม...ก็ได้ภาพมาอย่างที่เห็นๆ นะครับ แต่ว่า...มาถึงขนาดนี้แล้ว ผมไม่อยากจะพลาดโอกาสที่อาจหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้ ก็เลยตัดสินใจขอเปลี่ยนที่นั่งกับพี่อู๋ที่นั่งคู่กับบ๊อบ เพื่อเป็นเพื่อนคุยด้วย มีข้อแม้ข้อเดียวคือ ผมจะต้องชวนบ๊อบคุยกันหลับใน ผมก็เออออห่อหมกไปก่อน ขอให้ได้นั่ง...นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเริ่มต้นคุยยังไงดี เพราะบ๊อบเองก็พูดไทยไม่ได้ด้วยสิ... ว่าแต่ว่า ผมก็เอาตัวรอดไปได้ช่วงหนึ่ง มาถึงเมือง Barstow เกือบๆ เที่ยง ตามเวลาที่คาดหมายไว้ . เราแวะจุดแรกประมาณ ๑ ชั่วโมง เพื่อให้สมาชิกได้ Shopping ตามอัธยาศัย อย่างที่บอกละครับ ผมมีเงินติดตัวมาจากเมืองไทยประมาณ ๑๐๐ กว่าเหรียญ ที่เอให้มา เกือบ ๓ เดือน มันจะไปเหลืออะไร ผมก็เก็บส่วนหนึ่งไว้เสี่ยงดวงที่ Las Vegas มั่งสิครับ เพื่อนๆ หาร้านจับจ่ายใช้สอย ส่วนผมก็หามุมถ่ายภาพ... แต่ไม่รู้ว่ากล้องไม่ได้ หรือฝีมือไม่ได้เรื่อง เพราะผมเรื้อกล้องไปนานพอสมควร และกล้องตัวที่เอามานอกจาก K๑๐๐๐ ก็เป็นรุ่น Program A จากโรงจำนำอีกนั่นแหละ...ก็เพิ่งเอาออกจากโรงจำนำก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่วัน (พูดเรื่องโรงจำนำ เอาไว้จะเล่าให้ฟัง เพราะผมก็ถือว่า เป็นหัวแถวในบรรดาเพื่อนๆ เหมือนกัน เพราะยังเป็นลูกค้าอยู่บ่อยๆ) ร้อนๆ ๆ Barstow เป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายจริงๆ ครับ คิดดูก็แล้วกัน นั่งรถมากว่า ๑๓๐ ไมล์ ที่เกือบตลอดทางมีแต่ทะเลทราย จู่ๆ ก็มีเมืองมาตั้งอยู่ และเลยออกไปอีกก็เป็นทะเลทรายอีกแล้ว...โห ว่าแต่ว่า พวกเขาก็สามารถทำทะเลทรายให้น่าอยู่ได้...ผมชอบก็ตรงที่การพยายามจะเอาชนะธรรมชาติให้ได้ของพวกเขานี่ละครับ ในระหว่างที่เพื่อนๆ เดินจ่ายเงินอยู่นั้น ผมก็เดินดูสินค้าไปด้วย หามุมไปด้วย สินค้าหากเทียบกับเมืองไทยแล้วก็ถือว่าถูกมากครับสำหรับคนมีเงิน แต่สำหรับผมแล้ว ทุกอย่างมันแพงหมดละครับ กระทั่งเจอมุมที่ถูกใจ เป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครับ Everything Free นี่ถูกใจผมที่สุด เอกสารและแผ่นพับแนะนำเมืองหรือว่าสถานท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วอเมริกามีให้เพียบครับ นี่หากไม่ห่วงตอนกลับว่าน้ำหนักสัมภาระจะเกิน ผมคงหยิบมาหมดแล้ว แต่ที่เอากลับมานี่ ก็หลายกิโลครับ กะเขียนกันทั้งปีเลยทีเดียว..อิอิ
ลงรูปใหญ่ให้ดูกันเลยครับว่า เอกสารที่แจกนี่มันมากจริงๆ ที่เห็นนี่แค่เพียงมุมหนึ่งนะครับ นอกจากเอกสารที่ว่าแล้วยังมีมุมนิทรรศการอีกด้วย ดังภาพด้านล่างนั่นแหละครับ
กระทั่งได้เวลาขึ้นรถ บ๊อบกับพี่อู๋ก็วิ่งไปเอาของหรือค่าน้ำจากจุดบริการรถทัวร์ เพิ่งมานึกได้ว่าจอดให้ครบชั่วโมงเพื่อรับสิ่งนี้นี่เอง แต่ก็คุ้มครับได้มากว่า ๔๐ เหรียญ ก็เอาซื้อเสื้อยืดและสิ่งของเพื่อจับรางวัลแจกกันบนรถ ผมมันไม่มีดวงในด้านนี้ด้วยสิก็เลยอดกับเขา คิดดูครับ ๒:๑ ยังไม่ได้ เราข้ามฝั่งมาอีกด้านหนึ่งที่ห่างกันประมาณ ๑ กม. จุดนี้ให้เวลาพวกเรา ๒ ชั่วโมง รวมเวลา Shopping ๓ ชั่วโมงครับ ลงจากรถก็หาที่เหมาะๆ กินข้าวเที่ยงกันผมนั่งกินข้างๆ รถนั่นแหละ ได้บรรยากาศทะเลทรายดี นั่งมองทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา |