• kriit
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-08-24
  • จำนวนเรื่อง : 39
  • จำนวนผู้ชม : 7142
  • จำนวนผู้โหวต : 31
  • ส่ง msg :
<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            



ท่านคิดว่าการเมืองไทยอนาคตจะเป็นอย่างไร?
ก็เหมือนเดิมน้ำเน่าซื้อเสียงขายสิทธิ
1 คน
มีหลายพรรคการเมือง
2 คน
วุ่นวานทางการเมือง
4 คน
จะลดคอรัปชั่นลงบ้าง
1 คน

  โหวต 8 คน
วันศุกร์ ที่ 28 กันยายน 2550
มรดกเลือด"ตระกูลธรรมวัฒนะ"
Posted by kriit , ผู้อ่าน : 115 , 16:36:24 น.  
พิมพ์หน้านี้


 ทันทีที่ข่าวการเสียชีวิตของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชากรไทย แพร่สะพัดออกไป ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2542 ประเด็นความสงสัยของสังคมก็เริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่า การตายของนายห้างทองนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ นับหมื่นล้านบาทของตระกูลธรรมวัฒนะอย่างหนีไม่พ้น
       
       7 ศพที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นนายอาคม ฉัตรชัยยันต์ ผู้เป็นพ่อ นายเทอดชัย บุตรชายคนโต นางสาวกุสุมา บุตรสาวคนที่ 3 นางนัยนา บุตรสาวคนที่ 8 รวม กระทั่งถึงการที่นางสุวพีร์ ผู้เป็นแม่ถูกลอบยิง การเสียชีวิตและการ ถูกวางระเบิดของบุคคลที่เกี่ยวข้องก็มีสาเหตุในทิศทางเดียวกันหลายคนเชื่อว่า การตายของห้างทองไม่ใช่จุดจบของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน บทเรียนตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยัน ว่า คนในตระกูลธรรมวัฒนะต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ แม่ผู้สร้างมรดกเลือดเรื่องราวอันเป็นที่มาของปมปริศนาฆาตกรรมที่ตามล่าตามล้างไม่มีที่สิ้นสุด
       
       เริ่มต้นจุดจากมรดกกองโตเกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงที่มีชื่อว่า นางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ แม่ค้าขายผักที่พลิกผันตัวเองจนกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจตลาดยิ่งเจริญและทรัพย์สินมูลค่านับหมื่นล้านบาทนางสุวพีร์เป็นบุตรของนายเอ็ง-นางเลี้ยง แซ่ลี้ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน (พี่สาว 2 คน และน้องชายอีก 1 คน) ด้วยความที่ในวัยเด็กฐานะของครอบครัวยาก จนมาก นางสุพีร์จึงต้องทำงานหาเงินเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มจากการพายเรือขายผักอยู่ตามริมคลองแถบลาดกระบังเมื่อเริ่มเป็นสาว นางสุวพีร์แต่งงานมีครอบ ครัวเป็นครั้งแรก ตามประวัติไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ สามีคนแรกมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร แต่มีบุตรชาย ด้วยกัน 1 คนคือ นายเทอดชัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ ของผู้ใหญ่แดง ซึ่งคาดว่าถูกฆาตกรรมเสียชีวิตไปแล้วจากกรณีของมรดกเลือดก้อนนี้เช่นกันชีวิตครอบครัวกับสามีคนแรกไม่ค่อยราบรื่นนัก
       
       ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ต้องแยกทางกันตำนานความร่ำรวยของธรรมวัฒนะเริ่มต้นขึ้น เมื่อนางสุวพีร์ได้ตกล่องปล่องชิ้นกับ นายอาคม ฉัตรชัยยันต์ และได้ให้กำเนิดบุตรด้วยกันในภายหลัง 9 คนคือ ห้างทอง กุสุมา นพดล มัลลิกา คนึงนิตย์ นฤมล นัยนา ปริญญา และนงนุช นางสุวพีร์เริ่มต้นธุรกิจที่ย่านบางขุนพรหมด้วย การลงมือเปิดกิจการปั๊มน้ำมันเล็กๆ แห่งหนึ่ง รวมทั้งการรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้า เพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว แต่กิจการก็ไม่ราบรื่นเท่าใดนัก
       
       เธอจึงตัด สินใจเปิดร้านอาหารชื่อ ศรีฟ้า ที่สี่แยกเกียกกาย เพื่อ จำหน่ายอาหารให้กับทหารในกรม ปตอ.ซึ่งอยู่ในละ แวกนั้น จนกลายเป็นโอกาสที่ทำให้นางสุวพีร์ได้รู้จัก กับนายทหารอาวุโสหลายนายส่วนสามีได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงฆ่าสัตว์และธุรกิจด้านการบริการ เช่น โรงไฟฟ้า การประปาและสัมปทานเดินรถเมล์ระหว่างสะพานใหม่-ลำลูกกาด้วยความที่นางสุวพีร์ต้องขึ้นลงเรือที่สะพานใหม่บ่อยครั้ง ประกอบกับการที่เป็นคนช่างสังเกตและมองการณ์ไกล ทำให้เริ่มมองเห็นว่าที่ดินย่านสะพานใหม่จะไปได้ดีในอนาคต นางสุวพีร์จึงเริ่มมอง หาทางที่จะสามารถหาเงินมาซื้อที่ดินในย่านนี้มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองท่ามกลางเสียงคัดค้านของญาติพี่น้อง นางสุวพีร์ตัดสินใจกู้ยืมเงินจากบุคคลและสถาบันการเงินเพื่อซื้อที่ดินผืนนี้ อาทิ นายเธียร นางทรัพย์ เขียงขำแสง นายสุขุม นวพันธุ์ นางสาวยัสปาล กอร์ และธนาคารกรุงไทยหลังจากนั้น นางสุวพีร์ทำทุกวิถีทางเพื่อพลิกที่ดินให้กลายเป็นตลาดสดขนาดใหญ่ในย่านบางเขน เช่น ติดต่อกับหน่วยราชการเพื่อขอใบอนุญาตเปิดตลาด แต่บังเอิญที่ดิน ติดกับรั้วของทหารอากาศ ซึ่ง อาจมีผลกระทบกับความปลอดภัยของหน่วยราชการ จึงทำให้ความฝันมีอันต้องสะดุดลงในเบื้องแรกแต่นางสุวพีร์ก็ไม่สิ้นหวัง เธอบากหน้าตรงเข้า ไปขออนุญาตกับจอมพลฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้น และก็ไม่ผิดหวัง
       
       เมื่อผู้บัญชาการทหารอากาศเปิดไฟเขียวให้ตลาดสดยิ่งเจริญเปิดทำการเป็นวันแรกในวันที่ 11 สิงหาคม 2498 ตามกำหนดการที่นางสุวพีร์ไปขอ ฤกษ์โสเภณี จากหลวงปู่บุ่ง อดีตเจ้าอาวาสวัดใหม่ทองเสน ซึ่งเป็นฤกษ์ที่ทำให้ตลาดรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันเมื่อตลาดเปิด นางสุวพีร์ลงทุนประชาสัมพันธ์ตลาดอย่างหนัก สูญเสียทรัพย์สินไป เป็นจำนวนมาก บางครั้งถึงขนาดยอมให้คนเช่าฟรีเพื่อแลกกับการให้คนรู้จัก ขณะเดียว กันก็ต้องแบกรับภาระหนี้เงินกู้ที่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่นางสุวพีร์ก็พยายามรักษาตลาดเอา ไว้อย่างสุดความสามารถ แม้กระทั่งต้องนำทรัพย์สินมีค่าที่มีอยู่ในบ้านทั้งหมดไปขายก็ยอม
       
       เมื่อมีคนรู้จักมากขึ้น รายได้จากค่าเช่าแพงก็เริ่ม ไหลมาเทมาเป็นจำนวนมหาศาล นางสุวพีร์นำรายได้ เหล่านั้นไปซื้อที่ดินย่านดอนเมืองลามไปถึงปทุมธานี ฉะเชิงเทรา กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สมบัติ ทั้งอสังหาริมทรัพย์และเงินสดมากถึงกว่าหมื่นล้านบาทเลยทีเดียวทว่า มรดกที่นางสุวพีร์สร้างขึ้นมาให้กับลูกๆ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นคดีฆาตกรรมของตระกูลธรรมวัฒนะครั้งแล้วครั้งเล่าในเวลาต่อมาใครจะเป็นศพต่อไป?
       
       ก่อนหน้าที่เรื่องราวจะมายุติที่การเสียชีวิตของ "ห้างทอง" ... โศกนาฏกรรมของตระกูล "ธรรมวัฒนะ" เกิดขึ้นสืบเนื่องมาเป็นเวลานับสิบปี จนเหมือนกับเป็นคำสาปที่ธำรงควบคู่กับ ตระกูลนี้อย่างแยกกันไม่ออกที่สำคัญคือทุกชีวิตที่ต้องล้มหายตายจาก ล้วนแล้วแต่มีผลสืบเนื่องมาจากผลประโยชน์และการล้างแค้นแทบทั้งสิ้นศพแรกของธรรมวัฒนะเริ่มต้นเรียกน้ำย่อยจาก นายอาคม ฉัตรชัยยันต์ สามีคนที่สองของนางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ ที่ถูกลอบยิงเสียชีวิตในปี 2509 และเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งประเด็นสันนิษฐานว่า เป็นการขัดผลประโยชน์กิจการโรงฆ่าสัตว์
       
       อย่างไรก็ตาม ปีที่ถือว่าตระกูลธรรมวัฒนะประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายที่สุดคือ ปี 2522 ขณะที่นางสุวพีร์เดินทางกลับมาจากศาล ได้ถูกลอบยิงบาด เจ็บสาหัสจนกลายเป็นอัมพาต ต้องนั่งรถเข็นและหอบสังขารหนีไปรักษาตัวอยู่ที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับมอบหมายให้ น.ส.กุสุมา บุตรคนที่ 3 ดูแลผลประโยชน์ของตระกูลทั้งหมดเหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่สามารถจับตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้
       
       ความรุนแรงยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เพราะหลังจากเวลาผ่านไปเพียงแค่ 3 ปี เช้าวันที่ 30 กันยายน 2525 น.ส.กุสุมาก็ได้กลายเป็นศพที่ 2 เมื่อถูกลอบยิงเข้าที่ศีรษะในระยะเผาขนระหว่างที่เดินตรวจตลาด ยิ่งเจริญในครั้งนี้ ตำรวจสามารถจับมือปืนได้ ซึ่งผู้สัง หารได้ซัดทอดว่านายบวร ธรรมวัฒนะ ผู้เป็นอาและ หลานสาวอีก 2 คนเป็นผู้บงการฆ่าเพราะต้องการฮุบ มรดก ซึ่งภายหลังศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง
       
       เดือนมีนาคม 2526 นางสุวพีร์ตัดสินใจเดินทาง กลับมาจากต่างประเทศและลงมือดูแลกิจการด้วยตนเองอีกครั้ง สำหรับศพที่สามของธรรมวัฒนะคือ นางนัยนา ตามประกอบ บุตรสาวคนที่ 8 เรื่องราวยิ่งเต็มไปด้วยเงื่อนงำที่สลับซับซ้อนมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก เพราะ มีความเกี่ยวโยงกับการเสียชีวิตของบุคคลอีกหลายคนในเวลาต่อมากล่าวคือหลังจากที่นางสุวพีร์กลับบริหารงานได้ไม่นานนักในปี 2531 ก็ล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลและแพทย์ลงความเห็นว่านางสุวพีร์ป่วยเป็น โรคมะเร็งขั้นสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ 6-8 เดือน เท่านั้นขณะที่นางสุวพีร์เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและ จัดการทำพินัยกรรมเอาไว้เสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่านางนัยนาได้แอบหนีไปแต่งงานกับ พ.ต.ต.สมาน ตามประกอบ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลธรรมวัฒนะ กระทั่งนางสุวพีร์ถึงขนาดไม่มั่นใจว่าบุตรสาวจะนำความลับเรื่องมรดกไปบอกแก่ สามีหรือไม่ พร้อมกับตัดนางนัยนาออกจากกองมรดกในที่สุดนางสุวพีร์ก็เสียชีวิตลงในวันที่ 22 เมษายน 2533 ซึ่งขณะเสียชีวิตนางสุวพีร์ได้พยายาม ใช้ปากกาเขียนตัวหนังสือใส่กระดาษให้ลูกๆ ไว้ว่า "รักสามัคคี" ก่อนที่จะสิ้นใจจากนั้นมีการเปิดพินัยกรรมเพื่อแบ่งสมบัติให้ลูกๆ ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นางนัยนาที่ถูกตัดขาดออกจากกองมรดกก็ได้รับส่วนแบ่งนี้เช่นกัน
       
       ทว่าหลังจากที่นางนัยนาได้รับมรดกไม่ถึงเดือน ข่าวร้ายก็มาเยือนธรรมวัฒนะอีกครั้ง เมื่อนางมัลลิกา บุตรสาวคนที่ 5 ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า มีคนพบนางนัยนาเสียชีวิตอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรีสภาพของศพ มือถูกล็อกด้วยกุญแจมือทั้งสองข้าง ฆาตกรลงมือฟันและยิงอย่างทารุณ ก่อนนำ ศพยัดใส่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปทิ้งไว้ที่จังหวัดกาญจนบุรีหลังจากการเสียชีวิตของนางนัยนา ขบวนการปิดปากก็เริ่มขึ้น เมื่อตำรวจกลุ่มที่ร่วมขบวนการสังหารโหด 2 คน ได้ถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดเหยื่ออาถรรพ์รายที่สี่คือพี่ชายต่างบิดาของตระกูล นายเทอดชัย ธรรมวัฒนะ หรือ ผู้ใหญ่แดง
       
       เมื่อนางนัยนาเสียชีวิต ผู้ใหญ่แดงก็พาทายาททุกคนเปิดแถลงข่าวเคลียร์ความบริสุทธิ์ที่โรงแรมแชงกรี-ล่า พร้อมกับโยงปมประเด็นว่าคนใกล้ชิดนางนัยนาน่าจะรู้เห็นเบื้องหลังการฆาตกรรมแต่แล้วคล้อยหลังเพียงแค่ปีเศษ ผู้ใหญ่แดงก็หายตัวไปอย่างลึกลับขณะเดินทางไปซื้อขายที่ดินที่จังหวัดหนองคาย กล่าวคือระหว่างลงจากเครื่องบิน ได้ถูกกลุ่มมือสังหารในเครื่องแบบ มีตำรวจสน. ดอนเมือง 1 นาย สน.ทุ่งมหาเมฆ 1 นายและพลเรือน อีก 1 คน ลากตัวขึ้นรถตู้และสูญหายไปอย่างไร้ร่อง รอย ซึ่งคาดว่าขณะนี้ผู้ใหญ่แดงน่าจะเสียชีวิตแล้ว
       
       ต่อมา ตำรวจ สน.ดอนเมือง ผู้ร่วมอุ้มผู้ใหญ่แดงก็ถูกฆ่าปิดปากเพราะนำเช็คเงินสดของผู้ใหญ่แดงไปขึ้นเงิน เช่นเดียวกับตำรวจ สน.ดอนเมืองอีกคนหนึ่งก็ถูกรถพ่วง 18 ล้อ ขับเบียดตกถนนเสียชีวิต ในเวลาไล่เลี่ยกันความรุนแรงไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะในปี 2540 พ.ต.ท.สมาน ตามประกอบ อดีตเขยของตระกูลธรรมวัฒนะ สามีของนางนัยนาก็ถูกคนร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จังหวัดนครราชสีมา แต่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
       
       มรดกเลือดธรรมวัฒนะสำหรับการตายของนายห้างทอง เหยื่อรายล่าสุดนั้น ปริศนาการตายพุ่งเป้าตรงไปที่ทรัพย์สมบัติกองโตและความขัดแย้งของพี่น้องอย่างหนีไม่พ้น ที่สำคัญคือ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงว่านายห้างทองไม่ได้ฆ่าตัวตายนายนพดล ธรรมวัฒนะ และนางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ น้องชายและน้องสาวของนายห้างทองยอม รับว่า ในจำนวนพี่น้องที่เหลือมีความบาดหมางกันจริง เกี่ยวกับเรื่องการจัดการมรดก ซึ่งก็ได้พูดคุยกันมาปีกว่าแล้ว ยังไม่ได้ข้อยุติ การขัดแย้งในครั้งนี้ ทำให้พี่น้องธรรมวัฒนะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือในส่วนของนายห้างทอง นาย ปริญญา นางสาวคนึงนิตย์ และนางนฤมล ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมีนายนพดล นางมัลลิการ์และนางฐานิยา โดยได้ฟ้องร้องกันถึง 12 คดี สำหรับเรื่องหลัก ที่เป็นคดีความฟ้องร้องคือขอให้ฝ่ายนายห้างทอง คืนทรัพย์สินให้กับนาง ฐานิยา ที่มีมูลค่ารวมแล้วหลายสิบล้านบาท โดยการเจรจาครั้งสุดท้ายมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน นี้นี่เองการพูดคุยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. ซึ่งมีนายห้างทอง นายนพดล และนางมัลลิการ์ รวมทั้งได้เชิญนายณรงค์ วีระศิริ อธิบดีอัยการ และนายคณิน บุศปาคม อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกามาเป็นพยาน
       
       ซึ่งนายห้างทองก็พูดคุยด้วยดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและยินยอมที่จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง พร้อมกับลงลายมือชื่อในเอกสารข้อตกลงต่อกัน ก่อน ที่นายห้างทองจะเสียชีวิตท่ามกลางข้อกังขาในเช้าตรู่ของวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมานายนพดลกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้นายห้างทอง ยังได้เขียนจดหมายถึงน้อง ๆ 1 ฉบับ ซึ่งมีใจความว่า
       
       ถึงน้องๆ ทุกคน สัง จิ๋ม นิด หน่อย ริน น้อย เรื่องทั้งหมดขอให้ยุติเสียเถิด อะไรที่ผิดพลาดก็ขอให้อภัยต่อกัน พี่น้องควรรักกันไว้ทุกคนบอบช้ำมามาก ขอให้หันหน้าเข้าหากัน คดีความต่างๆ ควรยุติได้แล้วฝากน้องเดียร์ด้วย เพราะเบื่อเหลือเกินแล้ว มีภาระอะไร ก็กรุณาแก้ไขให้ด้วย โดยให้รู้รักสามัคคี ขอให้ลดทิฐิมานะลง หันกลับไปดีกันอย่างเดิม /รัก - จาก ห้างทอง
       
       ขณะที่นายปริญญา ธรรมวัฒนะก็ยอมรับว่ามีปัญหากันระหว่างพี่น้องจริง แต่นายห้างทอง ก็พยายามทำตัวเป็นพี่ที่จะทำให้พี่น้องปรองดองกันพยา ยามทำตัวเหมือนพ่อคนหนึ่ง โดยพยายามแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ว่า นายห้างทอง โดนกดดันมาก มีการฟ้องร้องในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นมีการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ อย่างไรก็ตาม นายปริญญาก็ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ เข้าใจว่าทำไมนายห้างทอง จึงไปนั่งคุยกับนายนพดล ซึ่งทางพวกตน 4 คนคือนายห้างทอง พี่สาวอีก 2 คน และตน ไม่ทราบเรื่องมาก่อนแต่ทั้งนี้ จดหมายของนายห้างทอง บวกกับการยอมรับ ของนายนพดลและนายปริญญา เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า มรดกเป็นที่มาของปริศนาการเสียชีวิตของนาย ห้างทองอย่างหนีไม่พ้น ซึ่งถึงตรงนี้ไม่มีใครรับประกัน ได้ว่า นายห้างทองจะเป็นศพสุดท้ายของตระกูลธรรมวัฒนะหรือไม่ เพราะเงื่อนไขในพินัยกรรมของนางสุวพีร์ระบุเอาไว้ว่า หลังจากการเสียชีวิตของตนเอง 20 ปีทายาทจึงจะสามารถแบ่งทรัพย์สินออกเป็น ส่วนๆ ได้
       
       นั่นหมายความว่ายังคงเหลือเวลาอีกถึง 11 ปี(หลังจบชีวิตนายห้างทอง) ถึงจะครบกำหนดตามสัญญาที่ระบุเอาไว้ คำถามก็คือใครจะเป็นศพต่อไปและตำรวจจะจัดการกับคนร้ายได้หรือไม่ เพราะทุกคดีที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่เงียบ หายไปกับสายลมทั้งสิ้น
       
       “นับถอยหลัง” พิพากษาคดีประวัติศาสตร์ “ใครฆ่าห้างทอง” 
       


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
None วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 17.03 น.
http://www.oknation.net/blog/kasaem


..เข้ามาเที่ยว..ครับ
ความคิดเห็นที่ 2
นำผึ้งเดือนห้า วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 16.51 น.
http://www.oknation.net/blog/chicku

เห็นด้วยกับความเห็นที่1ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
kriit วันที่ : 28/09/2007 เวลา : 16.37 น.
http://www.oknation.net/blog/kriit

คนเรายึดหลักธรรมะคงจะไม่ทะเลาะกันหรอกนะครับมีสติก่อนกระทำด้วยนะครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน