1. ต้องเป็นคนที่รู้จักตัวเองเป็นอย่างมาก เช่นว่า เป็นคนโรแมนติก ตลก เศร้าซึม
2. ต้องมีจินตนาการสูงส่ง เพราะบางสิ่งบางอย่างเราอาจไม่เคยพบเห็น หรือได้รู้จักมาก่อน เช่นถ้าตัวละครเป็นโสเภณี ต้องอยู่ในซ่อง แต่เราไม่ได้เป็นโสเภณี และไม่เคยอยู่ในซ่องมาก่อน ก็ต้องใช้จินตนาการเอา
3. ต้องเป็นผู้เสพที่ดี หมายถึง ต้องเป็นคนที่เปิดใจกว้างรับเรื่องราวต่างๆได้ พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ ต้องเปิดหู เปิดตา รับฟังความคิดเห็นคนอื่น ต้องติดตามฟังข่าวสาร ชอบอ่านหนังสือ ต้องดูหนังดูละครได้หลากหลายแบบ เพราะการดูหนังก็เพื่อจะเปิดรับ เทคนิคการเล่าเรื่อง มุมมองต่างๆที่หลากหลาย
4. ต้องเป็นคนช่างสังเกต เช่น เวลาขับรถแล้วแอบดูรถข้าง หรือเวลาไปทานข้าวนอกบ้าน แล้วแอบดูพฤติกรรมโต๊ะข้างๆ เพราะการสังเกตคนในเวลาที่เค้าไม่รู้ตัว เราจะได้ fact หรือเห็นตัวตนที่แท้จริงของเค้า เช่นบางคนอาจจะวางมาดเป็นไฮโซ ทำตัวหรูหรา แต่พอเวลาเผลอ อาจจะแคะฟัน หรือนั่งไม่เรียบร้อย
5. ต้องเป็นคนขี้สงสัย ชอบหาเหตุผล เช่น ทำไมคนๆนี้แต่งตัวดีถือของแพงๆ แต่เวลาทานข้าวกลับดูกักขฬะ หรือจะเป็นเพราะเป็นคนที่มีแต่เงิน แต่ไม่มีความรู้ หรืออาจจะใช้ของปลอมเพื่อปกปิดปมด้อยตัวเอง
6. ต้องเป็นคนช่างวิเคราะห์ซึ่งก็คือการหาคำตอบของข้อ4+5
7. ต้องเป็นคนช่างจดช่างจำ ต้องมีสมุดไว้คอยจดทุกอย่างที่ขวางหน้า ชอบบันทึก
*Note การเขียนไดอารี่ ถือเป็นการฝึกการประมวลความคิด เพราะการเขียนไดอารี่ เรามักจะนึกถึงเฉพาะไฮไลท์ของวันนั้นๆ แล้วดึงเอาไคลแมกซ์มาเขียน ซึ่งจะช่วยในการเขียนบทได้อย่างมาก
8. ต้องเป็นคนช่างเล่าต่อ เพราะการเขียนบทก็คือการเล่า แต่เป็นการเล่าในรูปตัวหนังสือ และต้องเป็นคนที่เล่าแล้วสนุกด้วย สามารถทดสอบได้ด้วยการเล่าเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องหนังที่ได้ดูมา ให้เพื่อนฟัง
9. ต้องรู้หลักการเขียนคร่าวๆ
10. ต้องมีความอดทนอย่างสูงมากๆๆๆๆ เพราะจะโดนแก้บทบ่อยมาก ต้องรับแรงกดดันเยอะ เพราะบางครั้งคนทั้งกองถ่ายหลายสิบชีวิตอาจทำงานไม่ได้ เพราะบทไม่ออก
11. ต้องมีวินัยกับตัวเองอย่างมาก และต้องมีสูงกว่าคนทั่วไป ต้องตั้งกฎในการทำงานให้ตัวเองให้ได้ และถ้าคิดจะทำเป็นอาชีพแล้วละก้อ ต้องมีวินัยกับตัวเองอย่างสูง ไม่สามารถทำงานตามอารมณ์ได้ เช่นวันนี้ไม่มีอารมณ์เขียน ก็ไม่เขียน อย่างนี้ไม่ได้
12. ต้องมีความรับผิดชอบสูงมาก ต่อให้เขียนบทได้ดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่ส่งบทให้ทัน ทำให้คนอื่นต้องรอ ต่อไปก็ไม่มีคนจ้าง สู้คนที่เขียนบทได้ดีปานกลาง แต่มีความรับผิดชอบสูงไม่ได้ อย่างหลังอาจจะมีงานเยอะกว่า
คุณสมบัติเหล่านี้ถ้ามีครบหมดได้ก็ดี ถ้าไม่ครบก็ต้องพยายามทำให้ครบ
การเขียนบทนั้นจะต้องแยกแยะถึงความแตกต่างของประเภทของการแสดงให้ได้ ว่า เป็นละครเวที ละครทีวี หรือเป็นภาพยนตร์ เพราะวิธีการถ่ายทอด หรือวิธีสื่อถึงผู้ชมนั้นต่างกัน ละครเวทีนั้นเล่นสดต่อหน้าคนดู เป็นการสื่อตรงกับคนดู และไม่สามรถใช้ฉากได้เยอะแยะ ไม่เหมือนหนังหรือละคร ที่จะสื่อถึงคนดูโดยผ่านกล้อง ดังนั้นละครหรือหนังจึงมีมุมกล้องมาช่วย สามารถเปลี่ยนฉากตัดสลับไปมาได้ และละครทีวีเองก็จะแตกต่างจากหนังโรง หรือภาพยนตร์ เพราะหนังจะต้องมีความน่าสนใจคนจึงจะเสียเงินไปดู แต่ทีวีบางครั้งเราก็สามมารถเปิดทิ้งๆไว้เพื่อเอาเสียงเป็นเพื่อนกันเงียบก็ได้ โดยไม่สนใจจะดู เพราะฉะนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของคนเขียนบทที่ดึงคนมาดู