พิมพ์หน้านี้
|
ก่อนที่จะเริ่มเขียนบท ต้องมารู้จักบทเสียก่อน บทมี2ประเภทคือ 1. บทดั้งเดิม (Original script) 2. บทดัดแปลง (Adapted script) 1.บทดั้งเดิม คือเรื่องที่คิดขึ้นมาใหม่ๆ เพื่อที่จะทำละคร หรือหนังเรื่องนั้นๆโดยเฉพาะ ถ้าเป็นเรื่องของเราเอง เราสร้าง Plot เอง เราก็สามารถจะกำหนดแนวทางของเรื่อง ว่าจะให้ไปทางไหนก็ได้ 2.บทดัดแปลง จะค่อนข้างยาก เพราะต้องคงโครงเรื่องเดิมเอาไว้ เพราะฉะนั้นต้องอ่านเรื่องหลายๆรอบ อย่างน้อย2รอบ กล่าวคือ รอบที่1 อ่านเอาสนุก เหมือนคนอื่นทั่วๆไป อ่านเพื่อให้รู้ว่าสนุกตรงไหน แล้วถามตัวเองว่าเรื่องนี้สนุกที่ตรงไหน เพราะอะไรถึงสนุก รอบที่2 ต้องทำ Short note ออกมา หรือทำย่อความออกมา อาจจะย่อมาทีละบท เช่น บทที่1 เราจับประเด็นหลักอะไรได้บ้าง อะไรสำคัญบ้าง ที่ทำอย่างนี้เพื่อที่ว่าจะได้ไม่สับสนกับเหตุการณ์ ในแต่ละตอนเวลาเขียน เพราะเป็นไปได้บ่อยๆว่าบางครั้งเขียนไปได้หลายตอนแล้ว แต่อาจต้องโดนกลับมาแก้ตอนที่1 ใหม่ เพราะพอเริ่มถ่ายอาจเจออุปสรรค พอย้อนกลับมาแก้บทแล้วเราอาจลืมประเด็น หรือสิ่งที่น่าสนใจบางอย่าง แต่ถ้ามี Short note ก็จะช่วยได้เยอะ *Note คนเขียนบทไม่จำเป็นต้องเขียนแล้วภาษาสวย แต่ต้องเล่าเรื่องเก่ง น่าติดตาม บทที่ดีควรเป็นยังไง (ในที่นี้หมายถึงบทละครทีวีเท่านั้น) 1) ต้องสนุก เพราะถ้าไม่สนุกคนก็ไม่ดู ถ้าสนุกเวลาที่เราจะแทรกใส่สารอะไรซ่อนไว้ คนดูก็จะได้รับ เช่นเรื่อง ตกกระไดหัวใจพลอยโจน ที่ซ่อนเรื่องการจดลิขสิทธิ์สมุนไพรเอาไว้ พูดง่ายๆก็คือ ต้องทำให้สนุกก่อนแล้วสาระจะตามมา 2) ต้องมีความเป็นสากล คือสื่อสารเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ ไม่ใช่เขียนเองเข้าใจเอง และควรจะต้องสื่อเรื่องกว้างๆ เช่นเรื่องความรัก เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ทุกคนรู้จักหมด 3) ต้องมีพัฒนาการที่ทันสมัย (ข้อนี้คือพัฒนาการเขียนบท) เพราะคนดูเองเดี๋ยวนี้มีความรู้มากขึ้น และยังมีอิทธิพลจากหนังต่างประเทศ เพราะฉะนั้นคนเขียนบทก็ต้องมีพัฒนาการตาม และยิ่งหนังต่างประเทศเดี๋ยวนี้จะมีการเดินเรื่องที่กระชับเร็วขึ้น ทันสมัยขึ้น แต่ถ้าของเรายังคงมีแต่ฉากคนใช้คุยกัน คอยสรุปเรื่องราวให้คนดูๆอยู่ ก็จะถือเป็นการดูถูกคนดู และทำให้เรื่องยืดยาดน่าเบื่อ ไม่ชวนติดตาม และอย่าลืมว่าสมัยนี้คนดูมีทางเลือกเยอะมาก เพราะมี UBC ซึ่งทำให้หนังต่างประเทศนั้นบุกเข้าไปถึงบ้านแล้ว ซึ่งจะทำให้คนดูได้รับมุมมองความคิดใหม่ๆ เพราะฉะนั้นนักเขียนบทเองก็ต้องพยามนำเสนอมุมมอง แง่คิดใหม่ๆที่ทันสมัย *Note แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า ยังมีคนดูกลุ่มล่างด้วย เพราะฉะนั้นการนำเสนอมุมมองแง่คิดอะไรก็ตาม ต้องพยามนำเสนอแบบที่คนทุกกลุ่มก็สามารถเข้าใจได้ ซึ่งก็คือต้องมีข้อ2 ด้วย คือต้องมีความเป็นสากล 4) ต้องมี Style และ Presentation ที่ชัดเจน ถ้าเลือกเลือก Style หรือทำ Style ไหนก็ Present ไปในทางนั้นอย่าหักมุม เช่น ทำDrama อยู่ คนดูดูกำลังเศร้า เช่น พระเอกนางเอกกำลังงอนกัน นางเอกกำลังร้องไห้น้ำตาท่วมหน้าอยู่ แล้วจู่ๆก็เปลี่ยนเป็น Action ให้นางเอกกระโดดตีลังกา2ตลบ เตะปากพระเอก ซึ่งการเขียนบทแบบนี้จะเสี่ยงต่อการ Shock คนดู อาจจะเป็นการฆ่าตัวละคร และทำให้เรื่องแกว่งได้ *Note Style แบ่งอย่างกว้างๆได้ดังนี้ 1). Drama 2). Romantic 3). Comedy 4). Action 5) ต้องมีพัฒนาการของเรื่องเสมอ ตามสูตรนี้ 1). Beginner 2). Middle 3). Ending เช่นเวลาคิด Plot เรื่อง ต้องคิดไว้ให้ครบตั้งแต่ Beginner จนถึง Ending ไม่ใช่คิด Beginner ไว้ แล้วค่อยไปลุย Middle กับ Ending เอาป้ายหน้า *Note บทที่ดีนั้น ฉากที่1 ต้องส่งผลถึงฉากที่2 ฉากที่2ต้องส่งผลถึงฉากที่3 แบบนี้ไปเรื่อยๆ ฉากไหนถ้าตัดแล้วไม่มีผลต่อเรื่อง แสดงว่ามีแต่น้ำ เช่นฉากถอยรถไปเก็บ ฉากถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าบ้าน ซึ่งละครสมัยก่อนชอบทำ เพราะจะได้ยืดเวลา ในทางเดียวกัน กับบทสนทนาก็เช่นกัน ถ้าตัดแล้วมีผลกับเรื่อง อาจทำให้คนดูงง หรือมีผลใดๆกับเรื่อง แสดงว่าสำคัญ ตัดไม่ได้ เทคนิคการคิด Plot สำหรับบทดั้งเดิม การคิด Plot สำหรับบทดั้งเดิมนั้น เราสามารถหาวัตถุดิบ หรือแรงบันดาลใจ ได้จาก สิ่งของ หรือเหตุการณ์รอบๆตัว จากหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ข่าวสารประจำวัน เรื่องราวของคนรอบข้าง โดยมีวิธีดังนี้ (วิธีนี้เป็นเทคนิคของครูอ้น แต่ของคนอื่นก็อาจจะเหมือนหรือต่างกันออกไป และจะเลือกวิธีไหนก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับตามที่ครูบอก เพราะแรงบันดาลใจอาจจะเกิดจากข้อไหนก่อนก็ได้) 1). คิด Theme ก่อน เช่น Theme ของเรื่องคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เมื่อได้ Theme แล้วค่อยคิดโครงเรื่อง หรือค่อยมาคิดว่า Theme นี้จะสื่อสารไปยังผู้ชมอย่างไร *Note Theme คือแก่นของเรื่อง อย่างเช่นเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร Theme ของเรื่องคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว 2). คิด Character ก่อน เช่นเราไปประทับใจ Character ใคร เราก็เอามาพัฒนาการต่อไป เช่น ชอบ Michael Jackson กับ Britney Spears แล้วเอาบางส่วนที่ชื่นชอบมารวมกัน ก็จะได้ character ใหม่ หรืออย่างที่แก้วเก้า คิดเรื่อง ปลายเทียน โดยสร้างให้ตัวละครที่หลุดมาจากวรรณคดีต้องพูดเป็นกลอน และเมื่อต้องมาเจอกับคนในยุคปัจจุบันจะเป็นยังไง หรืออย่างเช่นเราอาจจะชอบบุคลิกของเพื่อน หรือคนรอบข้างใกล้ตัว ก็จะนำเอาcharacter นั้นมาสร้างเป็นเรื่องราว 3). คิดที่ Climax ก่อน แล้วย้อนกลับไปหาต้นเรื่อง เช่นเรื่องเมียหลวง ผู้ประพันธ์มองว่า ผู้หญิงที่ต้องเลิกกับสามีนั้นมาจากสาเหตุอะไรบ้าง ซึ่งการคิดแบบนี้ มักจะคิดตอนท้ายเรื่องก่อน แต่เวลาเขียนจะเขียนตอนเริ่มต้นก่อน 4) คิดที่ประเด็นสำคัญบางอย่างที่เราต้องการนำเสนอ (ที่ไม่ใช่ Theme นะ) เช่นการเอาเรื่องที่หมอฉีดยาให้คนไข้ตาย (Mercy killing) หรือไปหาอ่านเรื่อง Of mice and men ซึ่งจะพูดถึงเรื่องว่า การทำ Mercy killing ว่าถูกหรือผิด แล้วพัฒนาย้อนมาหาตอนต้น *Note การเขียนบทที่ดี บางทีไม่ต้องมีบทสนทนา แต่สามารถเล่าเรื่องราว หรือความสัมพันธ์ของตัวละครด้วยภาพ เช่นในเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร ฉากเปิดเรื่องที่พระเอกตัดเชือก เพื่อให้เสาตกลงไปในหลุมทั้ง 6หลุม โดยที่แต่ละหลุมจะมีการผลักคนที่มีชื่อเป็นมงคลให้ตกลงไป ซึ่ง 5หลุมแรกนั้นพระเอกตัดเชือกโดยไม่มีอาการใดๆ แต่พอหลุมสุดท้ายซึ่งมีภาพหมิวอยู่ในหลุมนั้น พระเอกกลับเกิดอาการลังเล ไม่อยากตัด ในที่สุดก็ไม่กล้าตัดเชือก ซึ่งคนดูๆด้วยภาพ ก็จะทราบทันทีว่า พระเอก กับคนในหลุม ต้องมีความสัมพันธ์กันแน่ๆ |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||