พิมพ์หน้านี้
|
เทคนิคการคิด Plot สำหรับบทดั้งเดิม การคิด Plot สำหรับบทดั้งเดิมนั้น เราสามารถหาวัตถุดิบ หรือแรงบันดาลใจ ได้จาก สิ่งของ หรือเหตุการณ์รอบๆตัว จากหนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ ข่าวสารประจำวัน เรื่องราวของคนรอบข้าง โดยมีวิธีดังนี้ (วิธีนี้เป็นเทคนิคของครูอ้น แต่ของคนอื่นก็อาจจะเหมือนหรือต่างกันออกไป และจะเลือกวิธีไหนก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับตามที่ครูบอก เพราะแรงบันดาลใจอาจจะเกิดจากข้อไหนก่อนก็ได้) 1). คิด Theme ก่อน เช่น Theme ของเรื่องคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เมื่อได้ Theme แล้วค่อยคิดโครงเรื่อง หรือค่อยมาคิดว่า Theme นี้จะสื่อสารไปยังผู้ชมอย่างไร *Note Theme คือแก่นของเรื่อง อย่างเช่นเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร Theme ของเรื่องคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว 2). คิด Character ก่อน เช่นเราไปประทับใจ Character ใคร เราก็เอามาพัฒนาการต่อไป เช่น ชอบ Michael Jackson กับ Britney Spears แล้วเอาบางส่วนที่ชื่นชอบมารวมกัน ก็จะได้ character ใหม่ หรืออย่างที่แก้วเก้า คิดเรื่อง ปลายเทียน โดยสร้างให้ตัวละครที่หลุดมาจากวรรณคดีต้องพูดเป็นกลอน และเมื่อต้องมาเจอกับคนในยุคปัจจุบันจะเป็นยังไง หรืออย่างเช่นเราอาจจะชอบบุคลิกของเพื่อน หรือคนรอบข้างใกล้ตัว ก็จะนำเอาcharacter นั้นมาสร้างเป็นเรื่องราว 3). คิดที่ Climax ก่อน แล้วย้อนกลับไปหาต้นเรื่อง เช่นเรื่องเมียหลวง ผู้ประพันธ์มองว่า ผู้หญิงที่ต้องเลิกกับสามีนั้นมาจากสาเหตุอะไรบ้าง ซึ่งการคิดแบบนี้ มักจะคิดตอนท้ายเรื่องก่อน แต่เวลาเขียนจะเขียนตอนเริ่มต้นก่อน 4) คิดที่ประเด็นสำคัญบางอย่างที่เราต้องการนำเสนอ (ที่ไม่ใช่ Theme นะ) เช่นการเอาเรื่องที่หมอฉีดยาให้คนไข้ตาย (Mercy killing) หรือไปหาอ่านเรื่อง Of mice and men ซึ่งจะพูดถึงเรื่องว่า การทำ Mercy killing ว่าถูกหรือผิด แล้วพัฒนาย้อนมาหาตอนต้น *Note การเขียนบทที่ดี บางทีไม่ต้องมีบทสนทนา แต่สามารถเล่าเรื่องราว หรือความสัมพันธ์ของตัวละครด้วยภาพ เช่นในเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร ฉากเปิดเรื่องที่พระเอกตัดเชือก เพื่อให้เสาตกลงไปในหลุมทั้ง 6หลุม โดยที่แต่ละหลุมจะมีการผลักคนที่มีชื่อเป็นมงคลให้ตกลงไป ซึ่ง 5หลุมแรกนั้นพระเอกตัดเชือกโดยไม่มีอาการใดๆ แต่พอหลุมสุดท้ายซึ่งมีภาพหมิวอยู่ในหลุมนั้น พระเอกกลับเกิดอาการลังเล ไม่อยากตัด ในที่สุดก็ไม่กล้าตัดเชือก ซึ่งคนดูๆด้วยภาพ ก็จะทราบทันทีว่า พระเอก กับคนในหลุม ต้องมีความสัมพันธ์กันแน่ๆ องค์ประกอบของบท1). Theme คือแก่นของเรื่อง หรือสารหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 1.1). Main theme ใน 1เรื่องจะมีเพียง 1 อันเท่านั้น 1.2) Sub - theme ใน 1เรื่องจะมีได้หลายอัน หรือไม่มีเลยก็ได้ ซึ่ง Sub-theme จะแตกแยกออกมาจาก Main theme เช่นในเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร Main theme คือ การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว Sub-theme เช่น ไม่มีใครแก้ไขอดีตได้ หรือคนที่มีความกตัญญู ย่อมมีแต่ความเจริญ หรือกรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง เป็นต้น *Note วิธีหา Theme คือ เมื่อเราอ่านจบแล้วเราได้แง่คิดอะไร อันนั้นก็จะคือ Theme และ Theme จะไม่เป็นคำๆ จะต้องเป็นประโยคเสมอ เช่น บ่วงบรรจถรณ์ Theme คือ ความรักแท้เอาชนะได้ทุกสิ่ง แม้กาลเวลา ที่ต้องเป็นประโยค เพื่อที่ว่าเราจะได้ตามเรื่องต่อได้ และไม่กว้าง อ้างว้างเกินไป 2). Plot คือ โครงเรื่อง แบ่งเป็น 2.1). 2.2). Sub-plot คือ โครงเรื่องรองๆที่คอยสนับสนุน main plot เช่น เรื่องของสุนีคู่ปรับของบุญรอด ที่ดำเนินชีวิตตรงข้ามกับบุญรอด เพื่อทำให้เห็นความแตกต่างกับบุญรอด หรือ sub-plot ที่เป็นของน้องชายทั้ง2คนของบุญรอด โดยคนหนึ่งจะเป็นคนดีตามบุญรอด ก็จะได้ดี และประสบความสำเร็จ แต่อีกคนที่ไม่ดีไม่เชื่อบุญรอด ใช้ชีวิตง่ายๆ ก็จะจบแบบไม่ดีในตอนท้ายเรื่อง 3). Character คือ บุคลิกลักษณะตัวละคร มี 2แบบ 3.1). Well-rounded Character คือตัวละครที่มีลักษณะความเป็นคน มีความขัดแย้ง (Conflict) เช่น มีดีมีชั่ว มีความสับสนลังเล มีความอ่อนแอ เข้มแข็ง ไม่ได้ perfect เกินมนุษย์ โดย Well-rounded Character สามารถแบ่งได้เป็น 2แบบ 3.1.1). Inner Conflict คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในใจตัวละคร เช่น อังศุมาริน ในเรื่องคู่กรรม แม้จะรัก โกโบริ ขนาดไหน แต่ต้องทำเป็นไม่รัก เพราะไปยึดติดกับคำมั่นสัญญาที่มีต่อวนัส ทำให้อังศุมาลินต้องรู้สึกขัดแย้งภายในใจตัวเอง 3.1.2). Outer Conflict คือ ความขัดแย้งภายนอก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นระหว่าง คนกับคน คนกับสัตว์ คนกับธรรมชาติ ฯลฯ เช่น อังศุมารินขัดแย้งกับโกโบริ หรือมีความรู้สึกขัดแย้งกับธรรมชาติ หรือกับสัตว์ เช่น พระเอกชอบนางเอกมาก แต่หมาที่บ้านพระเอกไม่ชอบหน้านางเอก ก็คือความขัดแย้งระหว่าง หมาของพระเอกกับนางเอก *Note Inner และ Outer Conflict จะทำให้เกิด Situation เช่นเรื่อง Dantes Peak ที่พระเอกไปเจอภัยจากภูเขาไฟที่จะระเบิด ซึ่งก็คือพระเอกเกิดความขัดแย้งกับภูเขาไฟ (Outer Conflict) ทำให้พระเอกต้องหาทางหยุดไม่ให้ภูเขาไฟระเบิด แต่ไม่สามารถทำได้ เมื่อหยุดไม่ได้ ก็เลยต้องใช้วิธีเตือนคน แต่ไม่มีใครเชื่อพระเอก ก็เลยเป็นเรื่องเป็นราว 3.2). Static Character หรือเรียกว่า Stereotyped Character หรือเรียกว่า Typed Character คือ ตัวละครที่มีด้านเดียว เช่น นางร้ายที่ต้องร้ายอย่างเดียว ร้ายตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง ไม่ว่าใครหรือปัจจัยอะไรก็ไม่สามารถทำให้เปลี่ยนเป็นคนดีได้ *Note แต่พวกนางร้ายที่มาดีตอนหลัง หรือตอนท้ายเรื่อง หรือตอนจบนั้น จัดเป็น Well-rounded แต่ถ้าเป็นบทที่ดี คนเขียนจะต้องแสดงให้เห็นว่า ตัวละครนั้นเลวเพราะอะไร มีอะไรเป็นเหตุ และเวลาจะทำชั่วแต่ละครั้ง ก็จะต้องมีความลังเล เช่นนางร้ายที่มีการศึกษา มีครอบครัวที่ดีนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะทำอะไรเลวๆ โดยไม่มีการลังเล ปัจจุบันพวก Static Character จะยังคงอยู่ในพวกละครเด็ก นิทาน เพราะละคร หรือนิทานเหล่านี้ ต้องการชี้ให้ชัด ให้แยกแยะระหว่างความดีความชั่ว พอเอ่ยถึงตัวละครเหล่านี้คนดูจะเห็นภาพ หรือรู้นิสัยตัวละครทันที เช่นภาพของนางฟ้า ก็มักจะใส่ชุดขาวสะอาดตา หน้าตาสะสวย มีไม้เท้าวิเศษรูปดาว และจะอยู่แต่ในที่สวยๆเช่นสวรรค์ แต่ถ้าเป็นแม่มด ก็จะต้องไม่สวย หน้าตาน่าเกลียด ใส่ชุดดำๆสกปรก ถือไม้กวาดเก่าๆ มีเสียงที่น่าเกลียด ซึ่งรูปแบบเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่คนรู้ได้ทันที หรืออย่างพวกนางร้ายในละครทีวี คนดูจะรู้ตั้งแต่ฉากแรกที่ออกเลย เพราะจะต้องกรี๊ดกร๊าด แต่ตัวโป๊ ยั่วยวนพระเอก |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||