พิมพ์หน้านี้
|
Characterization คือ การวิเคราะห์ตัวละคร คนเขียนบทเวลาเขียน จะต้องเห็นภาพตัวละครดังนี้ 1). Appearance คือรูปภายนอกของตัวละคร เช่น สวย หล่อ พิการ ตัวดำ ขาว ผมหยิก แขนยาว ขาสั้น รวมไปถึงลักษณะการแต่งตัวของตัวละคร ซึ่งคนเขียนจะต้องเห็นรายละเอียดเหล่านี้เป็นภาพเลย และต้องเห็นภาพเหล่านี้ของตัวละครทุกตัว ไม่ใช่เห็นแต่เฉพาะพระเอกนางเอก อาจจะทำเป็น Chart ติดไว้ที่ข้างฝาเลยก็ได้ *Note บางทีเวลาเขียนถ้านึกถึงใคร ก็เอารูปแปะฝาไว้เลย จะทำให้เห็นภาพและลักษณะตัวละครง่ายขึ้น 2). Background คือภูมิหลังของตัวละคร เช่น ตัวละครที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว มักจะมาจากครอบครัวที่แตกแยก 3). Point of View คือมุมมอง ทัศนคติของตัวละคร เช่นเกาลัดใน ปลายเทียน มักจะเป็นคนที่ร่าเริง ทั้งๆที่ Background มาจากครอบครัวที่ล้มละลาย แต่ชอบช่วยเหลือคน เพราะว่าพ่อแม่ไม่ได้เลิกกัน และพ่อแม่ก็ไม่ได้ทารุณต่อลูก ยังเป็นพ่อแม่ที่รักลูก เกาลัดจึงไม่ขาดความรัก แถมยังมีน้ำใจ มองโลกในแง่ดี หรืออย่างอังศุมาริน ซึ่งเป็นคนที่ก้าวร้าว แข็งกระด้าง เพราะBackground คือพ่อแม่เลิกกัน ต้องอยู่ในสวนกับแม่และยาย ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด ต้องทำงานหนักมาก เลยต้องแข็งกระด้าง *Note นอกจากนี้มุมมอง หรือ Point of view ของตัวละครแต่ละตัว นอกจากจะแตกต่างกันที่ background แล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีก เข่น อายุ เพศ สภาพแวดล้อมที่ตัวละครต้องพบเจอ เช่นตัวละครนักเรียนหญิงที่เรียนโรงเรียนช่างกล ก็มักจะมีความคิดและการทำกิจกรรม ที่แตกต่างจากนักเรียนหญิงที่มาจากโรงเรียนหญิงล้วน ตัวละครที่อายุต่างกัน ก็จะมีมุมองที่ต่างกัน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้คนเขียนบทต้องไม่ละเลย เพราะยิ่งเก็บรายละเอียดได้มากเท่าไร ภาพของตัวละครก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น ซึ่งหลังจากที่วิเคราะห์ตัวละคร (โดยใช้หลักทั้ง3ข้อแล้ว) ก็จะนำไปสู่การสร้าง Dialogue (บทสนทนา) หรือ Monologue (บทพูดคนเดียว เช่นการบรรยายความเป็นมาของตัวเอง) *Note แต่ Monologue จะไม่ใช้พร่ำเพรื่อ เพราะคนเราจะไม่มีใครพูดคนเดียวในชีวิตจริง ถ้าจะใช้ก็จะใช้สั้นมากๆ แต่ปัจจุบันแทบไม่ใช้เลย แต่ยังจะพบได้ตามละครวิทยุ เพราะฉะนั้น Character ตัวละครจะไม่มีทางเหมือนกัน เพราะคนอาชีพเดียวกัน ยังไม่เหมือนกันเลย หรือพี่น้องที่คลานตามกันมา ถูกเลี้ยงมาในครอบครัวเดียวกัน เรียนโรงเรียนเดียว พื้นฐานเหมือนกันทุกอย่าง ก็ยังต้องมี Character ที่ต่างกันในรายละเอียด ซึ่งจะทำให้การสร้าง Dialogue จะต้องต่างกันตาม Character ดังนั้นก่อนสร้าง Dialogue ต้องทำ Characterization (โดยใช้หลักทั้ง3ข้อ) ให้ดี และให้ละเอียดเสียก่อน *Note ถ้าใส่ Dialogue ไม่ตรง Character ตัวละครตัวนั้นจะเสียเลย ถือเป็นการฆ่าตัวละคร และอาจจะทำให้เสียทั้งเรื่องเลยก็เป็นได้ ถ้าเป็นตัวละครที่มีผลต่อเรื่องมากๆ เช่นนางเอกเป็นหมอ แต่พูดจาแบบโสเภณี พูดคำด่าคำ เทคนิคการสร้าง Situation ดังได้กล่าวแล้วว่า Situation เกิดจาก Conflict เพราะฉะนั้นเมื่อเรามี Theme, Plot และ Character แล้ว เราจะต้องสร้าง Conflict และจะต้องมีทุกฉาก คือในแต่ละฉากจะต้องมี Conflict ซึ่งจะทำให้คนสนใจ เช่นถ้าเรามีตัวละครที่หล่อมาก ดูเป็นผู้ดี แล้วตัวละครตัวนี้เดินอยู่ในสวน เดินไปเรื่อยๆ เดินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแล้วก็เดินๆๆๆๆๆๆๆๆอยู่นั่นแหล่ะ คนก็จะไม่ดู หรือเบื่อจนต้องเลิกดู แต่ถ้าเดินไปแล้วเกิดไปเหยียบเศษแก้ว มีเลือดออกมาจากเท้า ตัวละครนั่งลงด้วยสีหน้านิ่งเฉย ราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ แล้วก็เอามือลูบที่แผลเบาๆ แล้วแผลและเลือดก็ค่อยๆจางหายไป ราวกับไม่เคยเกิดเหตุการณ์เมื่อสักครู่มาก่อน เท่านี้คนดูก็จะอยากดูต่อแล้วว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร เพราะฉะนั้น Conflict จะอยู่ที่ว่าเอามือลูบแผลแล้วแผลหาย และ Situation ประเภทที่ว่าพอตัวละครตกลงกันว่าจะไปที่ใดที่หนึ่งแล้ว ก็ขับรถไป เริ่มถ่ายให้เห็นตั้งแต่ถอยรถ รถติด ไปเรื่อยๆจนถึงที่หมาย เอารถเข้าจอด แล้วค่อยเดินไปปฏิบัติภารกิจ ( *Note ละครหลังข่าวทุกวันนี้จะฉายประมาณ 12-15 ตอนๆละ 2 ชม. ใน 1ตอนจะมี 7เบรก(Break) เพราะฉะนั้นใน 1เบรกจะมี 8-10ฉาก ดังนั้นใน 1ตอนจะมี 60-70ฉากโดยประมาณ ซึ่งจะตกประมาณ 1000ฉากต่อละคร 1เรื่อง และในละคร 1ตอนจะเขียนบทประมาณ 40หน้ากระดาษ A4 โดยใช้ตัวหนังสือ size16 *Note ตัวละครเมื่อมีเป้าหมาย ก็จะเกิด |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||