พิมพ์หน้านี้
|
Tip เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการเขียนบท (ต่อ) บทที่ดี คือ บทที่กุมหัวใจคนดูไว้ได้ตลอดเวลา ทำให้คนดูตามติด มัดใจคนดู เริ่มตั้งแต่ความผูกพันที่คนดูมีต่อตัวละคร มีจังหวะจะโคนที่ดี ตรงไหนที่น่าเบื่อก็ทำให้ไม่น่าเบื่อ ตอนไหนสนุกก็ทำให้เค้าดูนานๆ บทที่ไม่ดี คือ บทที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ตัวละครต้องการอะไร ซ้ำซากน่าเบื่อ ไม่สนุก -การเขียนบทจากนิยายจะยากตรงที่ บางทีเราเห็นไม่ตรงกับบทประพันธ์ แต่ก็ดีตรงที่ไม่ต้องคิดรายละเอียด และเดินเรื่องตามที่ผู้ประพันธ์วางไว้ -การเขียนบทที่เราPlotเองจะดีตรงที่เราได้ใส่รายละเอียดอย่างที่เราต้องการ และสามารถเดินเรื่องอย่างที่ใจต้องการ -ปัจจุบันละครไทยจะต้องเข้มข้นขึ้น ชนิดตบเป็นตบ ด่าเป็นด่า เพราะคนเดี๋ยวนี้อยากเห็นอะไรที่สมจริงสมจังมากขึ้น เข้มข้นขึ้น เพราะฉะนั้นคนเขียนบทต้องมีดุลยพินิจอยากมากในการเขียน อะไรที่เขียนแล้วทำลายสังคม หรือจะส่งผลกระทบที่รุนแรง ก็ควรพิจารณาอย่างมาก อย่างเช่นการเขียนฉากด่ากันของตัวละคร ควรเขียนให้เห็นที่มาที่ไปว่าทำไมตัวละครตัวหนึ่งถึงพาลมาด่ากัน แล้วด่าแล้วอาจจะให้เห็นผลเสียเช่นด่าไปเข้าตัวเองไปด้วย พยายามอย่าให้ด้านมืดเป็นฝ่ายชนะ -ฉากที่ดีของปัจจุบันไม่ควรเกินหนึ่งหน้า เพราะเกินจากนี้จะเป็นน้ำ และจะทำให้ Dialogueไม่คม -การทำบทสนทนา (Dialogue) ต้องคำนึงถึงลักษณะตัวละคร (Character)เป็นสำคัญ หรือพูดอีกอย่างว่า Characterจะเป็นตัวกำหนดDialogueเท่านั้น ไม่ใช่คนเขียนบทกำหนด เพราะถ้าตัวละครเป็นคนไม่มีการศึกษา ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี แต่เวลาได้ข้อคิดอะไรในชีวิตแต่กลับเรียบเรียงเสียสวยหรู คมกริบ จนเหมือนนักปราชญ์มาเอง ซึ่งจะทำให้คนดูฟังแล้วขัดหู เพราะคนที่ไม่ได้รับการศึกษา และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เวลาได้แง่คิดชีวิต ก็จะพูดมาในแบบของคนที่มีพื้นความรู้น้อย เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักตัวละครให้ดี ให้ชัดเจนที่สุด มากที่สุด ต้องทำCharacterization ให้เยอะมากที่สุดแล้ว dialogue จะมาเอง เช่นตัวละครเป็นคนบ้าเซ็กส์ ก็มักจะพูดอะไรออกมาที่เกี่ยวกับเซ็กส์ เวลามีข้อคิดอะไรก็จะเปรียบเทียบกับเซ็กส์ มุมมองต่างก็จะมองผ่านเซ็กส์เป็นหลัก แล้วถ้าตัวละครตัวนี้ไปคุยกับตัวละคร ที่ธรรมะธรรมโม ตัวละครหลังก็จะไม่ชอบ และไม่อยากได้ข้อคิดจากตัวละครตัวที่บ้าเซ็กส์ -อีกอย่างที่คนเขียนบทต้องทำความรู้จักกับตัวละครให้ดีก็คือ Point of view ของตัวละคร เพราะคนแต่ละคนก็จะมีมุมมองต่อโลกที่แตกต่างกัน -คนเขียนบทนั้น ถ้ามีโอกาสควรคุยกับผู้กำกับ เพราะถ้าไม่คิดเหมือนกันจะทะเลาะกัน และควรคุยกับผู้จัดด้วย เพราะฉะนั้นเวลาเขียนบทต้องให้ชัดเจนมากๆ ควรระบุอารมณ์ไว้ในวงเล็บเพื่อผู้กำกับกับนักแสดงจะได้ไม่งง แต่ก็ไม่ควรระบุเยอะจนนักแสดงและผู้กำกับไม่ได้ตีความ หรือไม่เปิดโอกาสให้ได้คิดเลย เอาใส่เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น -การดูว่าฉากไหนไม่สนุกก็คือ ต้องลองดูว่าฉากไหนตัดแล้วเรื่องสะดุดหรือไม่ ถ้าตัดได้แล้วสะดุดแสดงว่าฉากนั้นสำคัญ แต่ถ้าตัดออกแล้วเรื่องดำเนินต่อไปได้ แถมบางทีสนุกกว่าเดิมอีก นั่นแสดงว่าตัดทิ้งได้เลย ไม่ต้องลังเล หรือเสียดาย -การหา Theme จะหาได้ตอนที่เราอ่านเรื่องจบ หรือดูจบแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....... และต้องจบแบบได้ใจความในหนึ่งประโยค -การเขียนบท เป็นการทำให้เกิดภาษาอีกสองภาษาจากบทของเรา คือ ภาษาภาพ และ ภาษาเสียง -และการเขียนบทก็จะเขียนโดยนักเขียนต้องนึกถึง ภาษาภาพและภาษาเสียง เช่น ภาษาภาพ เช่น เปิดภาพมาเห็นรถแกรนด์ เชโรกีป้ายแดง (บอกฐานะตัวละคร) วิ่งไปตามถนนลูกรัง (ทิศทางที่ไป) ด้วยความเร็วสูง (แสดงว่ารีบไป หรืออาจบอกนิสัยการขับรถของตัวละคร) ภาษาเสียง ก็คือบทสนทนาต่างๆ
|
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||