• กฤษกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-04-12
  • จำนวนเรื่อง : 21
  • จำนวนผู้ชม : 6457
  • จำนวนผู้โหวต : 8
  • ส่ง msg :
more
ชอบเขียนบทและมุ่งมั่นจะเป็นคนเขียนบทที่เก่งให้ได้
Permalink : http://www.oknation.net/blog/krisakorn
วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน 2550
สัจธรรมของคนเขียนบท
Posted by กฤษกร , ผู้อ่าน : 319 , 11:18:30 น.  
พิมพ์หน้านี้


ต้องเรียนออกตัวเหมือนทุกครั้งนะครับ ว่าสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ที่ผมได้พบและได้เจอมาคนเดียว คงเอาเป็นมาตราฐานไปเปรียบเทียบกับนักเขียนท่านอื่นๆไม่ได้นะครับ

   หลังจากที่ผมได้เข้ามาเขียนบทละครได้ระยะหนึ่ง จนถึงปีนี้ก็ครบ 5 ปี ความคิดผมเปลี่ยนไปเยอะมากครับ  ผมได้ค้นพบสัจธรรมใหม่ให้ชีวิตก็เพราะงานในวงการนี้ ซึ่งมันทำให้ผมมีความสุขในการใช้ชีวิตมากขึ้น นั่นก็คือ "จงมองโลกอย่างที่มันเป็น  อย่ามองโลกอย่างที่เราอยากให้เป็น"

ผมจำไม่ได้หรอกครับว่าจำของใครมา  แต่ประโยคนี้ได้ยินมานานมาก แต่ไม่เคยนำมาใส่ใจจนวันหนึ่งที่หลายอย่างไม่ได้อย่างใจ ประโยคนี้ก็เข้ามาในหัวและทำให้ผมคิดได้

สมัยเมื่อผมเข้ามาเรียนเขียนบทใหม่ๆ ผมมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าว่าจะเข้ามา "ปฏิวัติ" วงการละคร วงการภาพยนตร์ไทย  ผมคิดตลอดเวลาว่า "ถ้าตรูได้เขียนบทเมื่อไหร่ละก็....ฮึ่ม  ตรูจะล้างภาพละครน้ำเน่า  ตรูจะเขียนบทแปลกแหวกแนว จะสร้างมิติใหม่ให้วงการ บทของตรูจะต้องได้รับการกล่าวขวัญ ฯลฯ"

 โอ๊ย...สารพัด  สารเพจะฝันเฟื่องไป  ผมตระเวณเรียนไปตามที่ต่างๆ ใครเก่ง ใครดี ทั้งหนัง ละคร ผมไปเกือบหมด (ที่ว่าเกือบหมด เพราะมีอยู่คนหนึ่งที่ผมอยากเรียนกับท่านมาก แต่ท่านไม่เปิดสอนในปีนั้น) 

ผมโชคดีที่ได้รับโอกาสหลังจากที่ได้เรียน โดยได้เข้าร่วมทีมกับนักเขียนชื่อดัง  แต่ละครเรื่องแรกที่ได้รับ ก็เน่าสนิทครบสูตรเด๊ะๆ  ประมาณ พระเอกรวยล้นฟ้า นางเอกจนติดดิน พระเอกมีแฟนที่เป็นผู้ดีแต่กริยามารยาทช่างตรงข้ามกับชาติตระกูล มิหนำซ้ำแฟนพระเอกอยู่เมืองนอกมาตลอดชีวิต แต่ไหงช่างกรี๊ดกร๊าด ด่าเป็นไฟ ตบเป็นตบ  นางเอกก็ต้องจนแต่แก่นเซี้ยว  เก่งไปหมดกับคนรอบข้าง แต่กับพระเอกเกิดเป็นใบ้ซะงั้น ตอบโต้นางร้ายได้ แต่พอพระเอกเข้าฉากมาแทนที่จะรีบอธิบายไม่พูดซะนี่ พระเอกก็ต้องฟังนางร้ายใส่ความแล้วดุนางเอก นางเอกก็ต้องวิ่งออกจากฉากไปแอบร้องไห้ เพื่อให้เพื่อนมาพูดประโยคโง่ๆว่า "ทำไมเอ็งไม่บอกเขาไปวะ"

นี่แค่ตัวอย่างจิ๊บๆนะครับ แต่ด้วยความที่ตอนนั้นอยากเขียนมาก โอกาสมาแล้วใครให้อะไรก็เขียน  พลันนึกในใจว่า  อดทนไว้ก่อน ไว้ให้ตรูเข้าไปในวงการก่อน ต่อไปละครที่มีชื่อของเราจะต้องไม่น้ำเน่า

แล้วความฝันผมก็เป็นจริงยิ่งกว่าส่งสลากไปชิงโชค  พอละครเรื่องที่สองคราวนี้เจ้านายรับละครฟอร์มใหญ่มา เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่สุดท้ายก็ไม่พ้นพ่อแง่แม่งอน  พระเอกนางเอกต้องประฝีปาก  แต่ยังไงละครเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นละครที่วงการบ้านเราไม่ค่อยสร้างกัน ผมรู้สึกว่าทำไมโชคมาเร็วเช่นนี้  ฮ่าๆๆๆๆๆ ผมหัวเราะด้วยความภูมิใจ  แต่จากวันนั้นจนวันนี้ละครเขียนเสร็จ ถ่ายเสร็จ และรอออกอากาศมาร่วมสี่ปีแล้วครับ วี่แววจะได้เห็นหรือเปล่ายังไม่รู้  เสียงหัวเราะกลายเป็นร้องไห้ไปนานแล้ว......เฮ้อ

หลังจากนั้นผมก็เขียนบทมาเรื่อยๆ  แต่ยิ่งเขียนผมก็ยิ่งห่างไกลจากคำว่า "ปฎิวัติวงการ"  ทำไมน่ะหรือครับ ผมจะอธิบายให้ฟังครับ

อย่างแรกเลยที่คนเขียนบทต้องรู้คือ  ในสายงานแล้วคนเขียนบทไม่ใช่คนกำหนดทุกอย่างในละคร สำหรับผมแล้ว ย้ำสำหรับผมคนเดียวนะครับ ผมว่าคนเขียนบทก็เป็นอาชีพขายบริการเหมือนกัน เพราะลูกค้าเราก็คือ ผู้จัด  ผู้กำกับ (หรือในบางเรื่องก็มีนักแสดงเข้ามาเอี่ยวใช้บริการเราด้วย) หรือเรียกให้ถูกก็คือเจ้านายของเรา ใครอยากได้อะไร ใครทำอะไรได้แค่ไหน งบประมาณมีเท่าไหร่ ทุกอย่างเขาจะบอกคนเขียนบทครับ หน้าที่ของคนเขียนบทจึงเป็นการเล่าเรื่องที่ได้รับให้สนุกและถูกใจทุกคน  ขนาดเรื่องที่เราplot เอง บางทียังถูกคำสั่งให้ปรับโน่นเปลี่ยนนี่จนกลายเป็นคนละเรื่องเลย หลายครั้งผมก็ไม่เข้าใจว่าแล้วทำไมไม่ plot กันเอง(ฟะ)

ต่อมาก็กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือลูกค้าตัวจริงของเรา คือผู้ชม การทำละครทีวี เราต้องรู้จักผู้ชมของเราว่าเขาดูเพื่ออะไร เพราะการทำทีวีต่างจากหนังโรงตรงที่ว่า เราทำเข้าไปให้เขาดูถึงในบ้าน เราต้องแย่งให้เขามาดูละครของเรา แต่หนังใหญ่ถ้าคนดูชอบก็จะเป็นฝ่ายเดินมาหาเราเอง แล้วทีนี้คนดูละครทีวีบ้านเราส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่เป็นครอบครัว ประกอบกับบ้านเราเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กับพ่อแม่ลูกปู่ย่าตายาย ละครก็เลยมักจะเป็นเรื่องภายในครอบครัว กลุ่มคนดูละครก็มักจะเป็นกลุ่มคนที่ต้องการพักจากเรื่องเครียดๆหรือผ่อนคลายจากการงาน

จะว่าไปละครก็เลียนมาจากชีวิตจริง ถ้าคนไทย(ส่วนใหญ่) มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่นไม่ได้อยู่เป็นครอบครัวใหญ่ มีฐานของคนชนชั้นกลางที่กว้างมากขึ้น (ปัจจุบันฐานประชากรเรายังเป็นปิรามิด คือคนจนเยอะที่สุด ต่างกับยุโรป หรือประเทศที่เจริญแล้วอย่าง ฮ่องกง ญี่ปุ่น ที่ฐานประชากรเขาจะป่องกลางคือ คนจน คนรวยน้อย แต่คนชั้นกลางกว้างมาก) ผมว่ารูปแบบละครของเราก็จะเปลี่ยนไป เพราะการที่คนจนเยอะ ทำให้เรื่องที่เพ้อฝันประเภทผู้ชายโค-ตะ-ระ รวยมากได้กับนางเอกจนๆ หรือรักต่างชั้นวรรณะได้รับความนิยม แต่ถ้าชนชั้นกลางเยอะหรือเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม เรื่องรักต่างชั้นก็จะน้อยไปตามสภาพสังคม

และอีกอย่างผมว่าคนไทยดูความบันเทิงโดยการเสพเอารสมากกว่าเสพเอาเรื่อง  หมายถึงว่ารสชาติต้องเข้มข้น ตบเป็นตบ ด่าเป็นด่า แต่ผมว่าในอนาคตรูปแบบการนำเสนอที่เน้นรสชาติมากกว่าคงจะหมดไป แต่ปัจจุบันก็ยังต้องดูกันไปก่อนนะครับ เพราะอันนี้คงเป็นเรื่องของการศึกษาที่บ้านเราแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้สอนให้คนคิดและตีความต่อ คนไทยส่วนหนึ่งจึงเลือกที่จะดูอะไรที่ไม่ต้องตีความเยอะ แต่ชอบอะไรที่สื่อตรงๆแรงๆเห็นกันชัดๆ

สุดท้าย ก็คือ สถานีและเรทติ้ง  ถ้าละครแนวไหนได้เรทติ้ง สถานีก็อยากสร้างแนวนั้น เพราะเอเจนซี่ก็จะซื้อโฆษณา

(ทั้งหมดนี่ผมสรุปตามความคิดและประสบการณ์ของผมนะครับ และสรุปจากส่วนที่คนเขียนบทจะเข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น อย่านำไปเป็นมาตราฐานอ้างอิงใดๆนะครับ เดี๋ยวผมตกงาน)

พอจะเห็นหรือยังครับว่า คนเขียนบทเป็นหน่วยเล็กมากๆของวงการนี้เลย สิ่งที่คนเขียนบททำได้ก็คือพยายามสอดแทรกสิ่งดีๆเข้าไปในละครให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามีโอกาสที่ได้เสนอ Plot  ก็จะพยายามเอาความแปลกใหม่ไปเสนอ แต่ผ่านหรือไม่ หรือถ้าผ่านแล้วอาจจะโดนเปลี่ยนโน่นนี่ ก็ถือว่าเป็นบุญเป็นกรรมแล้วกันครับ ซึ่งมันก็เป็นได้ทั้งบุญและกรรม  เพราะหลายครั้งถ้าเจอผู้จัดหรือผู้กำกับที่เก่ง เขาเปลี่ยนเรื่องของเราแล้วก็สนุกขึ้นดีขึ้นมา (ผมเคยเจอแบบเปลี่ยนเรื่องไปเลย แต่เปลี่ยนแล้วมันดีจริงๆครับ)  แต่หลายครั้งก็เจอคนเปลี่ยนที่ไม่เก่ง แต่ต้องเปลี่ยนเพราะจะได้ดูว่ามีความรู้ หรืออะไรก็แล้วแต่  แต่ยิ่งเปลี่ยนยิ่งแย่  พอโดนด่าก็โทษคนเขียนบทตามระเบียบ

คนเขียนบทถ้าเรื่องมาก อีโก้สูง เขาก็ไปจ้างคนอื่น  เพราะเอาเข้าจริงผมว่าทุกคนที่อยู่ในวงการก็ไม่มีใครอยากทำร้ายสังคมหรอกครับ ละครทุกเรื่องมันก็มีคติสอนใจจากพฤติกรรมตัวละคร ถ้าคนดูๆแล้วคิดตามก็จะได้ปรัชญาจากละครทุกเรื่อง  อย่างน้อยที่สุดผมก็ยังไม่เคยเห็นตัวละครตัวไหน ที่คิดชั่วทำชั่วแล้วได้ดี หรือตัวละครตัวไหนที่ขี้เกียจ รักสบายไม่ทำงานแล้วชีวิตมีความสุขเลยนะครับ

สุดท้ายผมอยากฝากถึงคนที่อาจจะไม่ชอบละครไทย ว่าอดใจรออีกไม่นานครับผมว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดแน่  แต่จะกระโดดไปไหนนั้นก็ต้องคอยดูครับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
กฤษกร วันที่ : 18/07/2007 เวลา : 21.57 น.
http://www.oknation.net/blog/krisakorn

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมนะครับ
ความคิดเห็นที่ 7
ปุณณดา วันที่ : 18/07/2007 เวลา : 18.46 น.
http://www.oknation.net/blog/poonnada

เรื่องราวการเขียนบท น่าสนใจนะคะ
จะแวะมาอ่านโดยละเอียดค่ะ
เผื่อจะเขียนเป็นบ้าง..55ไฮเปอร์ไปเรื่อยค่ะ
อย่าถือสา.. โหวตให้เลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 6
Bhirisa_ภิริสา วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 20.58 น.
http://www.oknation.net/blog/Bhirisa
เมินอดีต มองปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคต

ยังมีความหวังกับหนังไทย ละครไทยอยู่ค่ะ
ชอบเขียนเหมือนกัน...แต่เป็นนิยายนะ
แต่ว่าการเขียน Plot นิยายก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย
นี่ว่าจะไปดูเทศกาลหนังสั้นวันเสาร์ - อาทิตย์นี้ค่ะ
ลองไปดูสิค่ะ...มีคนเขียนบท...เพียบเลย
ไม่รู้ว่า...มีผลงานอยู่ในหนังสั้น 300 เรื่องนั้นบ้างหรือเปล่าค่ะ
ความคิดเห็นที่ 5
ต้นฝ้าย วันที่ : 08/07/2007 เวลา : 23.28 น.
http://www.oknation.net/blog/123shoot
แล้วทุกอย่างก็จะผ่านเราไปไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ทำไมเราจึงไม่เก็บแต่ความสุขไว้ในความทรงจำ ตามไปดูความสุขของผมกัน..

สิ่งที่มันเกิดขึ้น.. ผมไม่โทษคนเขียนบทหรอกครับ
plot ส่วนใหญ่โดนแก้เกือบ 40-60% .. นายสั่งมาและไม่ค่อยสนใจด้วยว่าคนนี้คนนั้นเหมาะหรือเปล่า .. คือจะปั้น ก็จะยัดใส่ ... ผู้จัดก็ต้องตามใจทุกอย่าง (ผมไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เขาคิดว่าชาวบ้านต้องชอบอย่างงี้อย่างงั้น)
ความคิดเห็นที่ 4
สิทธวีร์ วันที่ : 08/07/2007 เวลา : 00.27 น.
http://www.oknation.net/blog/prasat

ขอขอบคุณมากครับ ให้สาระและความรู้ดีจริง ขอเป็นกำลังใจให้คุณ ประสบความสำเร็จนะครับ
ความคิดเห็นที่ 3
นานา วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 19.43 น.
http://www.oknation.net/blog/nana


อยากดูในสิ่งที่ไม่ต้องยัดเยียดความงี่เง่าให้คนดูหน่ะ
เพราะหลายๆเรื่องที่ดูมา ดูถูกคนดูโคตรๆ....แย่จริงๆ
ความคิดเห็นที่ 2
expiator วันที่ : 30/06/2007 เวลา : 10.53 น.
http://www.oknation.net/blog/expiator

ผมจะรอดูไอ้การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนั่น

อยากเห็นละครไทยที่มันไม่ทำร้ายคนดูจริง ๆ เด็กแถวบ้านผมกรี๊ดใส่กันบ๊อย บ่อย (จริง ๆ นะ)

ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างคุณนี่แหละครับ ก่อนเข้าไปทำงานอะไรที่ฝัน ก็ฝันว่าจะเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ แต่น้อยคนที่จะเปลี่ยนมันได้จริง ๆ

ต้องระวังครับ อย่าเอาความฝันของเราไปแลกเปลี่ยนกับเงินแค่เล็กน้อย

สำหรับผม ผมแบ่งเลย อันนี้ทำเพื่อเงิน อันนี้กูทำเพราะกูจะทำ
ความคิดเห็นที่ 1
thesaint วันที่ : 26/06/2007 เวลา : 14.15 น.
http://www.oknation.net/blog/thesaint
---- การมีสายยางอยู่ในจมูกดูเลวร้าย แต่การดึงออกมามันทำให้ผมแทบบ้า ----


---- ที่สุดแล้วคงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ทำใจยอมรับและเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ.....ส่วนความพยายามที่ก้าวกระโดดในบทละครของคุณ อย่างไรแล้วก็ขอร่วมเอาใจช่วยนะครับ----
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30