เขาเดินออกมาหาเจ้าของเสียง ทักทายกันสองสามคำแล้วพากันเดินหายไปในร่มเงาครึ้มของสวนลิ้นจี่ ภาพของเพื่อนรักสองคนเดินไปด้วยกันมองดูแล้วออกจะขัดตา เพราะคนหนึ่งร่างใหญ่เกินเด็กวัยเจ็ดขวบ ส่วนอีกคนก็ตัวเล็กจนดูไม่น่าจะมีเรี่ยวแรงออกมาวิ่งเล่น ซ้ำยังใช้ไม้ยันสองอันห้อยโหนตัวเองไปไหนมาไหนเสียอีก ดูไม่น่าจะเป็นเพื่อนเล่นกันได้
อ้วนเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเขาสนิทสนมกับชนะจนถึงขั้นเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แต่ว่าครั้งแรกที่พบกัน เขาเห็นชนะถูกแกล้งอยู่บนกองทรายใกล้ๆ ที่ก่อสร้าง
เมื่อสักปีที่แล้วนี่เอง อ้วนกำลังเดินกลับจากโรงเรียนมุ่งหน้าสู่บ้าน เขาเห็นกลุ่มเด็กๆ เล่นกองทรายกันอยู่จึงนึกสนุกเข้าไปขอเล่นด้วย
"เราเล่นมวยปล้ำกันอยู่"
เจ้าแดงเอ่ยปากบอก
เด็กๆ จะจับคู่กันกลิ้งตัวบนกองทราย แล้วพยายามกดให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ด้านล่าง หากใครถูกกดไหล่ทั้งสองข้างให้ติดพื้นก็เป็นฝ่ายแพ้
"แต่แกตัวใหญ่ก็เอาเปรียบพวกเราซี่" เจ้าแดงออกความเห็น
อ้วนรู้สึกไม่สนุกเสียแล้ว เพราะเขาเหมือนคนแปลกในหมู่เพื่อนแถวบ้าน เหตุมาจากขนาดของร่างกายที่ใหญ่กว่าเพื่อนๆ นั่นเอง
"แล้วนั่นแกไม่เอาเปรียบมันหรือ"
อ้วนเอ่ยขึ้น หลังจากสอดสายตาไปพบกับเด็กร่างเล็กขาลีบนั่งมองการสนทนาของทั้งสองอยู่
"ไอ้นะมันตัวเท่าพวกเรา แล้วเราก็ไม่ได้ใช้ขาเล่น เราคุกเข่าเล่นกันเว้ย" เจ้าแดงหัวโจกต่อคำ
"เออ ฉันต่อให้ก็ได้ ใช้มือเดียวเอาไหม เล่นกับแกนี่แหละตัวเล็กกว่าฉันนิดเดียว"
เด็กๆ เล่นมวยปล้ำกันอย่างสนุกสนาน ชนะนั้นต้องโยนไม้ยันทิ้งไว้ข้างกองทรายเพราะมวยปล้ำเล่นกันแบบไม่ต้องยืน เนื่องจากเด็กๆ ต้องการคลุกตัวกับกองทรายนั่นเอง
เพื่อนๆ ต่างเข้าใจว่า เพียงไม่ต้องใช้เท้าก็เสมอภาคกับชนะแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะแขนขวาของชนะก็ใช้งานได้ไม่ดีนัก แต่เพื่อนๆ ไม่ทันสังเกต ชนะเองก็ไม่คิดอะไร เกมกองทรายในวันนั้นจึงดุเดือดน่าดูในสายตาของเด็กๆ และอ้วนเองก็เป็นฝ่ายชนะอยู่เสมอๆ แต่ในใจของอ้วนกลับสงสัยว่าเพื่อนใหม่ที่เขาเพิ่งเห็นหน้าวันนี้มันทนอยู่ข้างล่างได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้เลย เป็นเขาป่านนี้กลับบ้านไปนานแล้ว
เวลาเย็นย่ำลงทุกขณะ ดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว บริเวณกองทรายก็เริ่มมืดลงทุกที
เจ้าแดงหัวโจกเดินกลับมาจากยิงกระต่าย มันกระซิบข้างหูอ้วนเบาๆ ว่า
"ข้าเอาไม้ยันของไอ้เป๋ไปซ่อนแล้ว เดี๋ยวพวกเราวิ่งหนีมันกลับบ้านกันดีกว่า"
อ้วนเองก็นึกสนุกที่ได้แกล้งเพื่อน เวลาก็เย็นมากแล้ว จะได้กลับบ้านเสียที ทั้งสองจึงพากันแอบกระซิบเพื่อนคนอื่นๆ โดยที่ชนะไม่ทันสังเกต
"กลับบ้านโว้ย !!!" เจ้าแดงหัวโจกตะโกน
"เฮ..." เพื่อนๆ เกือบสิบคนตะโกนโห่รับแล้วพากันวิ่งแยกย้าย หายไปในความมืด
ชนะตกใจมาก เพราะเกรงว่าจะถูกทิ้งไว้คนเดียว จึงรีบคลานไปยังที่ๆ วางไม้ยันไว้ แต่ไม้ยันทั้งสองข้างได้อันตรธานไปจากตรงนั้นเสียแล้ว
"ไอ้แดง" ชนะตะโกนลั่นด้วยความโกรธระคนกลัว
"ไอ้แดงเอาไม้ข้าคืนมา"
ทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบ ความมืดโรยตัวเข้าปกคลุมทั่วบริเวณสวนจนมืดสนิท ชนะยังคงคลานเคว้งอยู่บนกองทรายสูงและหวังว่าจะพบไม้ยันถูกฝังอยู่ที่ใดที่หนึ่ง น้ำตาของเขาไหลลงอาบแก้มอย่างไม่รู้จักเหือดแห้ง มันไม่ได้มาจากความเสียใจ แต่มาจากความโกรธและคับแค้น ถ้าเขามีแข้งขาที่สมบูรณ์เหมือนเพื่อนๆ ก็คงจะวิ่งกลับบ้านไปแล้ว
เกือบสองทุ่มแล้ว ในสวนมีแต่ความมืด มีเพียงแสงไฟตามบ้านเท่านั้นที่ให้แสงริบหรี่เป็นจุดๆ อ้วนกลับถึงบ้านอาบน้ำกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว จึงมานั่งทำการบ้านอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน วันนี้แม่ทำไข่พะโล้อร่อยที่สุด อ้วนกินอิ่มจนพุงกาง ทั้งอิ่มทั้งเพลียจนแทบไม่อยากทำการบ้าน วันนี้ถึงจะชนะเจ้าแดงหัวโจกได้แต่ก็ต้องออกแรงไม่น้อย ยิ่งตอนวิ่งหนีเจ้าเป๋นั่นกลับบ้านยิ่งเหนื่อยใหญ่
เจ้าเป๋...จริงสิ มันชื่ออะไรนะ เพิ่งจะเห็นมันก็วันนี้ แล้วป่านนี้มันนอนหรือยังนะ
อ้วนคิดถึงเพื่อนใหม่พลางทอดสายตาออกไปในความมืด แวบหนึ่งในความคิดเขาเหมือนเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่....
ในความมืดสนิท กองทรายสูงใหญ่ดูขาวโพลนเหมือนหิมะ แต่จะมีใครเห็นเงาตะคุ่มเล็กๆ ที่คลานไปมาอยู่บนกองทรายนั้นบ้าง คงไม่มีใคร นอกจากตัวของชนะเองที่ทั้งหิวทั้งเหนื่อย ร่างกายสกปรกมอมแมมด้วยเม็ดทรายและเหงื่อไคล เขากำลังคืบคลานไปตามพื้นที่ทุกตารางนิ้วของกองทรายเพื่อหาไม้ยันคู่นั้น เพราะถ้าจะให้คลานทะลุสวนกลับไปบ้านล่ะก็ มือและหัวเข่าคงถลอกปอกเปิกเป็นแน่ จึงมีทางเดียวคือต้องหาให้พบ
กลัวจนไม่อยากจะกลัว หิวจนไม่อยากหิว และกำลังจะหมดแรงอยู่แล้ว...
แล้วในความมืดนั้นก็ปรากฏร่างของใครคนหนึ่งเคลื่อนใกล้เข้ามา ไม่ใช่สิ เป็นสี่คนต่างหาก เอ... ทำไมพอใกล้เข้ามากลับรวมร่างเป็นสองคนนะ
ชนะปาดน้ำตาแล้วเพ่งมองอีกครั้ง เจ้าแดงหัวโจกกับเจ้ายักษ์นั่นเอง
"โอ๊ย เบาๆ หน่อยไม่ได้หรือไงวะ"
เสียงเจ้าแดงบ่นอุบอิบ ขณะที่อ้วนกำลังลากคอเสื้อของมันมาทางที่ชนะอยู่ ในมือของเจ้าแดงมีไม้ยันของชนะอยู่ทั้งสองอัน
"ขอโทษเขาซะ"
อ้วนตะโกน แดงโยนไม้ยันให้ชนะแล้วยืนนิ่ง
"ขอโทษเขาเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันชกแกแน่"
"แกก็ร่วมมือกับฉันเหมือนกัน ทำไมไม่ขอโทษมันด้วยล่ะ" แดงต่อรอง
อ้วนรู้สึกเสียใจที่รังแกเพื่อนที่อ่อนแอกว่า เขาสัญญากับตัวเองว่าตั้งแต่บัดนั้นว่าจะช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ให้สมกับที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนายหมู่ลูกเสือสำรองมาหยกๆ
"เอ่อ ขอโทษนะเป๋ เอ๊ย...นายชื่ออะไรวะ" อ้วนหันมาพูดกับชนะ
"ชนะ เรียกเราว่านะก็ได้"
"ชื่อชนะ ทำไมแพ้ตลอดเลยล่ะ เมื่อไหร่จะชนะให้สมชื่อซักที"
ถึงจะได้ไม้ยันคืนมา ชนะก็เหนื่อยและหิวจนหมดแรงเดิน เจ้าแดงหัวโจกจึงต้องทำหน้าที่ถือไม้ยัน และอ้วนเป็นฝ่ายให้ชนะขี่หลังเดินดุ่มๆ ฝ่าความมืดออกจากสวน ข้ามสะพานไม้ ผ่านท้องร่อง มุ่งสู่บ้านของชนะ...
"อ้วน...อ้วน คิดอะไรอยู่วะ"
เสียงเดิมที่คุ้นหู ปลุกให้อ้วนตื่นจากความคิดเหม่อลอย
"ถึงแล้ว ลงเล่นที่ท่านี้แหละนะ เดี๋ยวพวกเราก็คงจะมากัน" ชนะเอ่ยปากชวน
ทั้งสองเดินมาถึงท่าน้ำริมสวน เป็นคลองกว้างประมาณ 15 เมตร ความลึกท่วมหัวเด็ก
อายุเจ็ดขวบแน่นอน ริมคลองเป็นตลิ่งสูง ชายฝั่งเป็นชายเลน มีต้นจาก ต้นไผ่ และไม้ใหญ่ร่มครึ้ม
อ้วนและชนะกำลังถอดเสื้อผ้าเตรียมจะลงเล่นน้ำ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลัง
"เฮ้ยๆ เจ้าอ้วน นั่นเอ็งจะพาเจ้านะลงน้ำหรือนั่น เดี๋ยวได้จมน้ำตายทั้งคู่ ขึ้นมาเดี๋ยวนี้"
ลุงบุญร้องลั่น ก่อนที่ทั้งสองจะจุ่มขาลงน้ำ
"ไม่เป็นไรหรอกฮะลุงบุญ น้ำลงแล้ว ตรงนี้ก็ตื้นด้วย" อ้วนแจง
"ไม่ได้ๆ เอ็งทั้งคู่ยังว่ายน้ำไม่เป็นกันเลย แล้วเจ้านะก็แข้งขาไม่ดี อันตราย รอเดี๋ยว ให้ไอ้น้อยมันกลับมาก่อน แล้วจะให้มันพาพวกเอ็งลงน้ำ ตอนนี้เข้ามานั่งเล่นกินขนมในบ้านลุงก่อน"
ลุงบุญปลูกบ้านอยู่ระหว่างสวนกับคลอง มีท่าน้ำอยู่ในบริเวณบ้าน เวลาที่น้ำขึ้นชาวบ้านต้องอาศัยท่าน้ำหน้าบ้านลุงบุญเป็นที่ตักน้ำไปใช้ จึงรู้จักสนิทสนมกับแกเป็นอย่างดี อาชีพของแกนอกจากจะทำสวนลิ้นจี่แล้ว ยังทำขนมกล้วย และขนมสอดไส้ขายด้วย อ้วนกับชนะรู้ทันทีว่าเขาคงไม่ได้กินขนมของแกเปล่าๆ แต่ต้องถูกใช้ให้ปั้นไส้ขนมเป็นแน่
อ้วนไม่ชอบปั้นไส้ขนมนัก ผิดกับชนะที่ชอบการปั้นไส้ขนมและชอบรสชาติของไส้ที่ยังไม่ได้ทำเป็นขนม เพราะมันทำด้วยมะพร้าวและน้ำตาลที่คั่วรวมกันจนหวานฉ่ำ ชนะจึงปั้นไปกินไปจนอิ่มตื้อ ลุงบุญเองก็เห็นพฤติกรรมของสองเกลอแต่ก็ทำเฉยเสีย คิดในใจว่าเด็กเล็กๆ สองคนมันจะกินได้มากสักแค่ไหนเชียว
"โรงเรียนเป็นยังไงบ้างวะ"
อ้วนเงยหน้าขึ้นมองผู้ตั้งคำถาม คบกันมาเป็นปี ชนะไม่เคยถามถึงโรงเรียนของเขาเลย
"ถามทำไม แกจะไปเรียนเหรอ"
"ไม่รู้สิ เห็นพ่อกับแม่คุยกันเรื่องโรงเรียน เขาว่าฉันโตเกินไปที่จะอยู่บ้านเฉยๆ"
"แล้วแกอยากไปโรงเรียนหรือเปล่าล่ะ" อ้วนถามกลับ
"อยากสิ ฉันเห็นแกเดินผ่านหน้าบ้านฉันไปโรงเรียนทุกวัน ฉันเหงาจะตาย ต้องรอแกกลับ หรือไม่ก็ปิดเทอม ถ้าได้ไปโรงเรียนคงได้เล่นกันทุกวัน"
อ้วนทำท่ายืดอกภูมิฐาน เชิดหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวกับชนะด้วยน้ำเสียงทุ้มประหลาด
"โรงเรียนไม่ได้มีไว้ให้ไปเล่นนะเจ้านะ เขามีไว้ให้ไปเรียนหนังสือเว้ย ดูอย่างข้านี่ ปีนี้ก็ได้เป็นนายหมู่ลูกเสือแล้ว เปิดเทอมนี้ขึ้นปอสามก็คงได้เป็นอีก"
"เออ แกมันเก่ง อย่างฉันนี่ คงไม่ได้เป็นนายหมู่หรอก แต่คงได้เล่นเยอะแน่ๆ เลย เรื่องเรียนกอไก่หรือนับเลขฉันก็ไม่กลัวหรอกนะ เพราะแม่สอนฉันไว้แล้ว"
"ฉันไม่ชอบไปโรงเรียนหรอก แล้วก็ไม่ชอบอยู่บ้านแบบแกด้วย" อ้วนออกความเห็น
"อ้าว แล้วแกชอบทำอะไรล่ะ"
"ก็ชอบปิดเทอมน่ะซี่ ปิดเทอมมีเพื่อนเยอะ แล้วก็ไม่ต้องไปโรงเรียนไม่ต้องทำการบ้าน อย่างวันนี้เราก็มาเล่นกันได้สบาย ไปโรงเรียนน่ะ ฉันชอบแค่วันเดียวเอง"
"วันอะไร" ชนะสงสัย
"วันพุธ มีวิชาลูกเสือ ฉันชอบแต่งชุดลูกเสือเป็นนายหมู่ มันเท่ดี แกว่าไง"
"ดี ฉันก็ชอบชุดลูกเสือของแก อยากใส่บ้าง"
"ได้ ไว้ฉันจะให้ยืมใส่" อ้วนแสดงความใจกว้าง
ทั้งสองนั่งคุยกันได้พักใหญ่ก็ปั้นไส้ขนมได้หนึ่งถาดเต็มๆ ไม่นานลูกชายของลุงบุญก็กลับมาจากตลาด
พี่น้อยอายุประมาณสิบห้าปี ร่างกายแข็งแรงเพราะช่วยพ่อหาบขนมและตักน้ำจากท่ามาใส่โอ่งเป็นประจำ ทั้งสามลงลอยคอในคลองเมื่อบ่ายแก่ อ้วนพบกาบมะพร้าวอันใหญ่ลอยมาตามน้ำจึงขอให้น้อยเก็บมาให้ทำเป็นทุ่นเกาะลอยคอ ส่วนชนะนั้น เพียงอาศัยแขนเกาะคอพี่น้อยให้แน่นเข้าไว้ก็ปลอดภัยแล้ว
เขาลอยคอไปกับน้อยพลางจินตนาการไปถึงการ์ตูนเรื่องสุดสาครที่เคยดูในหนังสือ ฉันคือสุดสาคร นี่คือม้าน้อยนิลมังกร สนุกจังเลย....