พิมพ์หน้านี้
|
สีชังรำลึก 30 ธันวาคม 2523 - 3 มกราคม 2524 ผมได้มีโอกาสไปเยือนอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และได้ข้ามเรือไปยังเกาะสีชังเป็นครั้งแรก ผมกับเพื่อนคนหนึ่ง นั่งคลุกตัวอยู่กับหาดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเปลือกหอยบนเกาะแห่งนี้ เราพบเศษเอ็นตกปลาถูกทิ้งอยู่บริเวณนั้นจึงนำมาทำเป็นสายร้อยสร้อยที่ทำจากเปลือกหอย ก็ไม่รู้ว่าจะร้อยไปทำอะไร รู้แต่ว่ามันสวยดี สิ่งที่ผมได้สัมผัส ณ เกาะสีชังยามนั้นก็คือ ความสงบและทะเล ไม่มีใครสนใจเรา ผมรู้สึกเป็นอิสระจนไม่อยากจะกลับเลย สามหรือสี่ปีหลังจากนั้น ผมคิดถึงเกาะสีชังขึ้นมาอีก ครั้งนี้ผมได้พบวังเก่าที่ถูกทอดทิ้งไว้จนทรุดโทรม เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าอาคารหลังใหญ่ริมทะเลแห่งนี้ ผมรู้สึกเหมือนกำลังยืนคุยอยู่กับคุณปู่แห่งเกาะสีชัง เรื่องราวในอดีตได้ถูกบันทึกไว้บนสายสนิมของหลังคาสังกะสี กระดานที่ผุกร่อน และแนวลั่นทมที่ผมมั่นใจว่า หลายต้นคงมีอายุแก่กว่าผม เราคุยกันอย่างสนิทสนม กับบรรยากาศร่มครึ้มในเขตพระจุฑาธุชราชฐาน และหลังจากนั้นผมก็มาที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่าจนนับไม่ถ้วน เกาะสีชังมีหลายอารมณ์ บางครั้งเราเดินข้ามไปกางเต้นท์นอนกันที่หาดทรายแก้ว รับอารมณ์เปลี่ยว วังเวง ห่างไกลชาวบ้านและผู้คน ยามค่ำคืนเมื่อมองไปด้านหน้าก็พบกับเวิ้งน้ำและแสงวับแวมของเรือไดหมึก ด้านหลังนั้นมืดสนิทติดภูเขาและไม้รกเรื้อ เราพบขี้กระต่ายเกลื่อนไปหมด แต่ไม่เคยพบตัวมันสักครั้งเดียว บางคืนเรามีเพียงบะหมี่เกือบสำเร็จรูปที่ต้มเดือดแล้วแต่ถูกลมพัดทรายปลิวลงไปผสมผสานให้ขบเคี้ยวด้วยความหิว ไม่มีใครกล้าเดินข้ามเข้าไปซื้ออาหารที่ตลาดในยามค่ำ เพราะต้องผ่านดงไม้ เจดีย์เก่า และวังโบราณที่ยืนทะมึนชวนขนลุก และเมื่อตื่นขึ้นมาในยามเช้า เราก็มีกาแฟหนึ่งถ้วยก่อนที่ผมจะออกไปเขียนรูป ฤดูร้อนเป็นช่วงที่ชาวบ้านขาดน้ำ ต้องเข็นรถมาตักน้ำที่ท่าวัง ซึ่ง (เคย) มีตาน้ำจืดไหลมาจากภูเขาเล็กๆ สู่บ่ออังษฎางค์ที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า อันที่จริงแทบทุกบ้านก็กักน้ำฝนไว้ดื่มยามแล้งกันอยู่ แต่น้ำใช้มันหายาก ยิ่งบางปีแล้งนานก็ลำบากหน่อย ช่วงที่ดอกหางนกยูงบานสะพรั่ง เราจะเห็นสีแสดสดใสอยู่ลิบๆ บนเกาะตั้งแต่เรือยังไม่เทียบท่า และรู้ทันทีว่าตรงนั้นล่ะคือวังจุฑาธุช เรากำลังจะมาถึงโลกส่วนตัวของเราแล้ว... บางฤดูกาลเรากลับกลายเป็นเห็นจุดขาวๆ ของดอกลั่นทมอยู่ไกลโพ้น แต่ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยก็คือบ้านไม้สักหลังเก่าหลังนั้น มันยังคงเป็นสีน้ำตาลไม่เห็นเปลี่ยนไปไหนสักทีสักร้อยปีได้แล้วกระมัง...(ปัจจุบันกลายเป็นบ้านไม้ใหม่เอี่ยมทาสีเขียว ติดแอร์ไปเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณจริงๆ กรมศิลปากร) "มาคราวนี้อยู่กี่วัน" พี่ชัยกับพี่นงค์จะถามผมเช่นนี้ทุกครั้งที่พบกัน แกมีร้านขายอาหารทะเลอยู่บนเกาะ ผมเคยเป็นหนี้แกเจ็ดร้อยบาทนานถึงสิบเอ็ดเดือน บางเที่ยวผมต้องการไปเขียนรูปอย่างประหยัดและสะดวกก็นอนกันที่ร้านแกนี่ล่ะ เจ้าไก่ลูกศิษย์ที่สนิทเหมือนเพื่อนของผมก็กลายเป็นเด็กเสริฟกินฟรีอยู่ฟรีไปเลย เวลานี้ได้ข่าวว่าพี่นงค์กับพี่ชัยอพยพครอบครัวไปจากสีชังเสียแล้ว เกือบสิบปีที่รู้จักกันยังไม่ได้ร่ำลาเลย แล้วผมจะไปหาใครที่เกาะนี้อีกล่ะ พฤษภาทิมฬ...ที่เกาะสีชังแห่งนี้ก็คึกคักไม่แพ้กรุงเทพฯ ชาวบ้านแห่แหนกันมาประท้วงเรื่องระเบิดหินภูเขาไปสร้างท่าเรือน้ำลึก หลายคนนำเอกสารมาให้ผมดู บอกเล่าให้ผมฟัง เพื่อผมจะได้กลับมาเขียนถึงเรื่องนี้ที่กรุงเทพฯ ให้ตายเถอะ ผมจะไปทำอะไรได้ ก็แค่คนเขียนรูป หมดท่า (ปัจจุบันการระเบิดหินเสร็จสิ้นไปแล้ว ภูเขากลายเป็นไซโลเก็บสินค้า หินที่ระเบิดได้นำไปสร้างท่าเรือน้ำลึก) หลายปีผ่านไป จากจุดสีแสดกับจุดสีขาวที่ผมเห็นก่อนเรือจะถึงฝั่งกลับกลายเป็นแท่งสีขาว เหลือง ฟ้า ของบังกาโลที่สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว บ้านฝาสังกะสีหลังคามุงจากของเด็กหญิงไมถูกรื้อไปแล้ว พื้นที่ว่างที่เราเคยไปกางเต้นท์ ต้มถั่วเขียว เล่านิทานให้เด็กๆ ฟังรอบกองไฟในฤดูหนาว เวลานี้มีเจ้าของเสียแล้ว ผมก็ต้องย้ายตัวเองจากเต้นท์เข้าไปนอนสบายอยู่ในบังกาโล มันสบายจริงๆ แต่มันทำร้านความรู้สึกของผมจนพูดไม่ออก เพื่อนๆ หลายคนเป็นห่วงผม เมื่อทราบข่าวเรือล่มที่เกาะสีชัง คิดว่าผมอาจอยู่แถวๆ นั้นหรือไม่ก็จมน้ำเสียแล้ว แต่ช่วงนั้นผมอยู่กรุงเทพฯ เมื่อกลับไปที่เกาะสอบถามดูปรากฏว่าไม่ใช่เรือโดยสารที่วิ่งประจำ แต่เป็นเรือเหมาลำที่บรรทุกเกินอัตรา เนื่องจากเป็นช่วงตรุษจีนซึ่งผู้คนนิยมไปไหว้พระที่เกาะแห่งนี้...เมื่อสารเคมีระเบิดในเรือ ผมก็ถูกทักอีกว่าได้ไปอยู่ตรงนั้นกับเขาหรือเปล่า ผมไปที่เกาะก่อนหน้านั้นสองสามวัน ลงเรือข้ามไปถ่ายรูปที่เกาะร้างใกล้ๆ นั้น ช่วงนั้นปีใหม่พอดี คลื่นลมแรงและอากาศหนาว คนที่ผมพาไปด้วยกลับมาแล้วก็บ่นว่าคิดว่าเอาชีวิตไปทิ้งที่สีชังเสียแล้ว ผมว่าที่มีเสน่ห์มากกว่าจะมีอันตรายนะ คุณยายคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่แกยังเด็กต้องเดินไปเรียนหนังสือที่ท่าวัง ตรงนั้นเขาใช้ตึกเก่าๆ บนเนินเขา (เข้าใจว่าเคยเป็นที่พักข้าราชการตามเสด็จสมัยรัชกาลที่ห้า) เป็นโรงเรียน ต่อมามีการสร้างโรงเรียนของเกาะขึ้น วังจุฑาธุชจึงถูกทิ้งจริงๆ ไม้กระดานที่เป็นสักแท้ๆ ถูกขโมยไปทำเชื้อไฟทุกปีๆ ละแผ่นสองแผ่นจนเกือบจะเหลือแต่โครง โชคดีที่กรมศิลปากรเข้ามาอนุรักษ์ได้ทันท่วงทีก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป (วังจุฑาธุชราชฐานอยู่ในการดูแลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายปี เนื่องจากมาขอใช้สถานที่ของกรมศิลปากรตั้งสถานีวิจัยทางทะเล ณ ที่นี้) ชื่อเกาะสีชังเป็นมาอย่างไรไม่รู้ แต่คนที่วัดบนเขาเล่าตำนานให้ฟังว่า นานมาแล้วมีพ่อค้าชาวจีนนำเรือสำเภามาค้าขายกับสยาม และเกิดมรสุมขึ้นจึงนำเรือสำเภาสี่ลำมาทอดสมอหลบลมอยู่หน้าเกาะร้างแห่งนี้ ตกกลางคืนชาวเรือและไต้ก๋งเกิดนิมิตเห็นแสงประหลาดพุ่งขึ้นจากเชิงเขา รุ่งเช้าจึงพากันขึ้นจากเรือตัดไม้เป็นทางขึ้นไปสำรวจ จึงได้พบถ้ำซึ่งมีหินงอกเป็นรูปคล้ายพระจีน จึงมีการสักการะกราบไหว้บูชากันมาแต่บัดนั้น เมื่อมีผู้คนอพยพมาอาศัยอยู่ก็พากันเรียกเกาะนี้ว่า "ซีซัน" ซึ่งภายหลังเพี้ยนมาเป็น "สีชัง" (เรื่องนี้ไม่ยืนยัน เพราะไม่มีหลักฐานกรุณาอย่านำไปอ้างอิงใดๆ) เมื่ออยู่ในบริเวณพระจุฑาธุชราชฐาน ไม่ว่าจะหันไปทางใดก็มีมุมสวยๆ ให้วาดรูปโดยตลอด ผมเดินสำรวจรอบๆ บริเวณก็พบบันไดมากมายที่มีชื่อไพเราะและคล้องจอง มีทางเดินบนไหล่เขาคล้ายเป็นสวนรุกขชาติ แสดงให้เห็นความโรแมนติกของผู้ที่ทรงมีพระราชดำริให้สร้างพระราชวังนี้ขึ้น เพียงเห็นแต่ซากเก่าแก่ที่ถูกทิ้งมานับร้อยปียังมีมนต์ขลังถึงเพียงนี้ หากเราสามารถย้อนกลับไปเห็นในห้วงเวลาแห่งยุคของพระองค์ท่านมิตื่นตะลึงในความงามของสถานที่แห่งนี้หรือ สิ่งเหล่านี้คือแรงดึงดูดอันสำคัญที่ทำให้ผมต้องมาบันทึกความรู้สึกเหล่านี้ไว้ด้วยสายตา หัวใจและสองมือที่เขียนออกมาเป็นภาพ ชาวเกาะสีชังเคยเล่าให้ฟังถึงลุงแก่ๆ คนหนึ่ง ร่างเล็กผิวคล้ำและใจดีชอบมาจ้างเรือออกไปตกปลา วันดีคืนดีก็คว้ากระดาษออกมาวาดรูป ผมคลาดกับแกหลายต่อหลายครั้ง จนได้มาพบกันในค่ำวันหนึ่งที่ร้านพี่ชัย อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข ที่นี่เป็นลุงคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ทุกครั้งที่พบกันที่กรุงเทพ ท่านก็ยังเป็นครูที่ไม่เคยหยุดสอน อาจารย์คงชอบเป็นลุงที่นี่มากกว่าเป็นครูกระมัง จึงมาที่เกาะแห่งนี้อยู่เป็นนิจ เกาะสีชัง เกาะเสม็ด เกาะสมุย เกาะช้าง...หรือเกาะใดๆ ต่างมีวิถีที่เป็นมา และกำลังจะเป็นไป เมื่อการท่องเที่ยวถูกพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรม ชาวถิ่นต่างฉกฉวยประโยชน์จากนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือนก็ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ให้คุ้มกับเงินที่เสียไป จนไม่มีใครสนใจกับถิ่นที่อาศัยอยู่ว่าแต่ละปีมีความบอบช้ำเพิ่มขึ้นสักเพียงใด และเมื่อความเจริญคืบคลานเข้ามาจนถึงที่สุด เมื่อนั้นความเสื่อมจะตามมาแล้วจะไม่มีใครแวะเวียนมาอีกเพราะเขาได้ย้ายไปแสวงหาสถานที่ๆ สดสะพรั่งกว่านี้ น่าเสียดายหากไม่มีใครคิดที่จะสงวนไว้ให้เยาว์วัยต่อไปนานเท่านานเหมือนที่เคยเป็นมา...
สีชังรำลึก : REMINISCENCE OF SI-CHANG
__________________________________________________________________ __________________________________________________________________ หมื่นแดด : TIME MEMORIAL |
| Youve Got A Friend | ||
Youve Got A Friend |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||