กฤษณะ ไชยรัตน์ ที่ผมรู้จัก ล้วงลูกโดย อนันต์ ประภาโส
เปิดประเด็นที่ ชมรมมนุษย์ล้อนานาชาติ ผมไม่เห็นด้วยกับคำว่าคนพิการ คิดว่าเป็นคำในเชิงลบและทำลายเกียรติ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะความพิการที่จริงมันมาจากสภาพแวดล้อมที่พิการ ก็คือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตในโลกกว้าง สภาพแวดล้อมที่พิการทำให้เกิดคำว่าคนพิการตามมา หมายความว่ามันไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก มันไม่มีทางลาดขึ้นลงฟุตบาท ทางเท้า ตึกอาคารสถานที่ต่างๆ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีที่จอดรถ อันนี้เป็นหัวใจสำคัญในเบื้องต้นที่จะทำให้คนพิการหายพิการ เอาเฉพาะกทม. ก่อนแล้วกัน ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เราก็ออกจากบ้านมาใช้ชีวิต มาทำงาน ก็เป็นคนปกติที่ต้องเดินทางคนหนึ่งที่ใช้ล้อเดินต่างเท้า ถ้าตาบอดก็ใช้ไม้ต่างสายตานำทาง ชมรมที่ผมได้ตั้งขึ้นมาในเบื้องต้นก็มี 10-20 คนก็ขยับขยายกันไป เพื่อจะทำความพิการและคนพิการให้หมดไปอย่างน้อยก็กทม.ก่อน และในอนาคตต้องหมดไปจากประเทศไทยและหมดไปจากโลก อย่างยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นเขาไม่มีแล้ว มีแต่คนธรรมดาคนหนึ่งที่นั่งรถเข็นเท่านั้นเอง ชมรมนี้มีหน้าที่รวบรวมคนทั้งที่เดินปกติ และโดยเฉพาะคนที่นั่งวีลแชร์ มีประมาณสัก 10 คน บทบาทสำคัญของพวกเราคือเป็นคณะผู้ตรวจการสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วราชอาณาจักรและทั่วโลก เพื่อเราจะสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย คือเราต้องทำลายสภาพแวดล้อมที่พิการก่อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่มันจะหายพิการ เพื่อจะให้คนพิการหมดไป คนพิการเกิดขึ้นเพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มันไปไหนเองไม่ได้ มันต้องไปพึ่งพาคนอื่น แบมือขอคนอื่น เพราะว่าเขาไม่มีความรู้ เมื่อสภาพแวดล้อมมันเอื้ออำนวยต่อการที่จะทำให้คนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนพิการได้ออกมาใช้ชีวิต ได้ออกมาเดินทาง ทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ความพิการก็จะหมดไป เมื่อไม่มีความพิการก็ไม่มีคนพิการ ก็มีคนปกติธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อเราและอนาคตของลูกหลานเรา และก็ไม่ใช่คนที่เป็นอุบัติเหตุอย่างผม คนแก่ที่อายุยืนต้องใช้รถเข็นแน่นอน เรารองรับได้เลย และตอนนี้สวรรค์ของคนชราทั่วโลกโดยเฉพาะญี่ปุ่นอยู่ที่เมืองไทย อุทัยธานีนี่เป็นเมืองคนชรามาซื้อที่ทำ Resort เยอะแยะเลย 
กิจกรรมของชมรมมนุษย์ล้อนานาชาติ เราตั้งเป็นวาระแห่งชาติเพื่อไม่ให้เสียชาติเกิดของชมรมเรา คือเราตั้งความหวังแต่ก็อย่าให้มันยาวไกลนัก เดี๋ยวมันจะหมดหวังซะก่อน 3 ปีจากปีนี้ไปเราตั้งความฝันและความหวังว่า กรุงเทพฯ จะต้องเป็นสวรรค์ของมนุษย์ล้ออีกแห่งหนึ่งในโลกนี้ เหมือนกับที่ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกา และเหมือนกับที่นานาอารยประเทศเขาเป็น คือมีถึงพร้อมเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก และที่ต้องสู้กันต่อไป ปรับกันต่อไปคือเรื่องทัศนคติ มันจะโยงกัน พอเขาเห็นว่าคนพิการมันช่วยตัวเองไม่ได้มันออกจากบ้านไม่ได้มันต้องแบกต้องหาม ต้องช่วยเหลือมันตลอด ต้องบริจาคให้มัน ก็เพราะว่าเป็นภาระของสังคม เป็นคนพิการ
ขอประวัติหน่อย เข้าสู่วงการตั้งแต่ปี 2535 ช่วงพฤษภาทมิฬ ตอนนั้นชอบติดตามการเมือง สถานการณ์การเมืองมันร้อนแรงไง ยุค รสช. ยุคจำลอง ศรีเมือง รู้สึกว่าอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางอำนาจ แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าอยากมาทำข่าว พอเรียนจบก็มาทำหนังสือพิมพ์ อยากเป็นนักข่าว ก็ไปสมัครหลายที่นะ แต่ไม่มีใครรับเพราะว่าเราจบศิลปะมา ไปได้ที่สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปี 2535 พฤษภาทมิฬอยู่สยามรัฐแล้ว แต่ยังไม่เป็นนักข่าว เป็นเซลล์แมนขายโฆษณา แต่เป้าประสงค์เราคือต้องเป็นนักข่าว มาอยู่ที่นี่เราก็ได้เจอ อาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังจำได้ว่าช่วงเวลาสั้นๆ ที่สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ได้มีโอกาสสัมผัสนักปราชญ์อย่างคึกฤทธิ์ ปราโมช โดยบังเอิญ มีอยู่วันหนึ่งแกก็มาที่ออฟฟิตตอนเย็นแล้วก็มาเจอ แกก็ชวนไปกินข้าว ตอนนั้นตื่นเต้นมาก ได้ใกล้ชิดกับนักหนังสือพิมพ์ชื่อดัง อดีตนายกฯ พอออกจากสยามรัฐก็ไปทำเป็นนักข่าวกระทรวงพานิชย์ ตอนนั้นอยู่ เดลิมิเร่อร์ เป็นนักข่าวฝึกหัดสายเศรษฐกิจ จากเดลิมิเร่อร์ ก็ไปอยู่แนวหน้า ปี 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มาเป็นนักข่าวสายการเมืองทั่วไป แต่ว่า บ.ก. ให้ไปประจำที่กระทรวงมหาดไทย เพราะมหาดไทยถือว่าเป็น Basicของการทำข่าวไง สากกระเบือยันเรือรบน่ะ ซักครึ่งปีก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ The Nation กระทั่งปี 2538 ก็เริ่มมาทำโทรทัศน์ ก็คุณสุทธิชัย หยุ่นนี่แหละ เขาทำมาก่อนแล้วไง เขาก็ขยายงานทำสถานีข่าวช่องหนึ่ง Thai Sky เราก็ได้ตั้งทีมเรา คุณสุทธิชัยก็มาชวนทีม บ.ก.ข่าวทั้งหมดไปทำ ผมก็ได้ไปอยู่ในทีมข่าวด้วย กระทั่งมาทำ ไอทีวี ปี 2539 ทำรายการสาระขัน ชีวิตนักข่าวก็เดินทางไปทำข่าวทั่วราชอาณาจักร มันก็สนุกได้สาระ สีสันต่างๆ มานำเสนอ ทำไอทีวี ก็ประมาณเกือบปี 
ที่มาของความเป็นมนุษย์ล้อ จะว่าไปแล้วชีวิตก็เปรียบเสมือนนิยายเรื่องหนึ่ง ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งต้องเป็นเรา วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2540 เป็นวันที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตคนทำข่าวก็อย่างที่ทราบ ทำงานไม่มีวันหยุด ชีวิตตอนนั้นคือนอนดึก ตื่นสาย แต่วันนั้นต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ไปสัมภาษณ์รายการสาระขัน ไปที่โคราช นัดน้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เอาไว้ 10 โมง ก็ต้องออกตั้งแต่ 6 โมงเป็นอย่างช้า ก็ไปหลับต่อในรถ ไปกัน 4 คน มีคนขับ มีผมพิธีกร มีตากล้อง มี Producer ไปรถปิกอัพแวน 4 ประตูรุ่นเก่า เมื่อก่อนมันมี Safety belt เฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่มี อันนี้ต้องฝากไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจไว้เลยนะ ขึ้นรถปุ๊บแค่ไม่ประมาท แค่เมาไม่ขับ แต่อีกอย่างหนึ่งขึ้นรถต้องคาด Safety belt คืออย่างกรณีผมเป็นตัวอย่างเลย ไม่รู้เพราะอะไร ตอนแรกทางตำรวจสันนิษฐานว่าคนขับอาจจะหลับใน แซงแล้วไม่รู้อีท่าไหนมันไปตกคูกลางถนน คนขับเขาบอกว่าจะแซงแต่มันไม่พ้น ก็ถือว่ามันเกิดอุบัติเหตุล่ะ มันทำให้รถที่มาด้วยความเร็วพอประมาณตกไปที่แอ่ง คนในรถทั้งหมดส่วนใหญ่ก็หลับ มารู้สึกอีกทีก็มันตกไปแล้ว เสี้ยววินาทีนั้นมันเร็วมาก นึกว่าฝันด้วยซ้ำไป มันก็วิ่งด้วยความเร็วแรงไปได้สัก 100-200 เมตร ได้มั้ง กระทั่งไปชนอะไรสักอย่างทำให้หยุดกะทันหัน มันก็เหวี่ยงผม ถ้าไม่คาด Safety belt ผมก็ต้องออกนอกกระจกตามแรงเหวี่ยงของรถ แต่ข้างคนหลังไม่มี Safety belt ก็เลยกระเด็นมาตามแรงเหวี่ยงของรถ ก็อัดเก้าอี้ผมซึ่งเป็นกำบังเลย ปัง!! ทำให้หลังหัก ยังจำได้ว่าวินาทีแรกที่เริ่มมีสติ เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น หมอมาผ่าตัดสันหลังก็พบว่ากระดูกสันหลังแตกทับเส้นประสาททำให้สั่งการด้านล่างไม่ได้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้
รักษาตัวนานแค่ไหน ตอนนั้นก็ไปอยู่ รพ.ครึ่งปี อยู่ รพ.กรุงเทพ 2 เดือน ผ่าตัดครั้งหนึ่ง พอมันไม่หายมันก็อยากหายนะ หงุดหงิด ก็เลยย้ายไปขอผ่าตัดอีกทีเถอะ ด้วยความหวังว่ามันน่าจะดีขึ้นน่าก็เลยไปผ่าตัดที่ รพ.ศิริราชอีก 4 เดือน เป็นผ่าตัดใหญ่ มันสุดแสนจะทรมานเลยนะ ใครที่ไม่เคยเจ็บปวดโชคดีมากเลยนะ ซึ่งเมื่อก่อนเราก็ไม่เคยเลยที่จะต้องมาล้มหมอนนอนเสื่อ หรือต้องมาเผชิญกับชีวิตที่มันเจ็บปวดโหดร้าย แต่ก็มาเจอ ผ่าไปครั้งแรกยังพอทนนะ มาครั้งที่สองเนี่ยเลาะตะเข็บ ตับไตไส้พุง เราก็ทนเจ็บเพราะหวังว่ามันจะหาย ทำให้ผมเห็นสัจธรรม ว่าชีวิตมันเป็นทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เป็นพุทธวัจนอมตะวาจามาเมื่อ 2,500 ปี เราคิดถึงนรก สวรรค์เลยนะ ไม่ต้องไปรอตายเลย ตอนนั้นเริ่มสวดมนต์เป็นเลยนะ จากที่ไม่เคยสวดมนต์เลย เพราะมันไม่รู้จะทำอะไร ไปไหนไม่ได้เลย ลุกหนีก็ไม่ได้ ต้องนอนอยู่อย่างนั้นแหละ ประมาณอาทิตย์ สองอาทิตย์ถึงจะเริ่มค่อยยังชั่วขึ้นมา แล้วคิดดู 2 อาทิตย์เต็มๆ นอนไม่หลับเลยนะ ต้องถึงขนาดต้องขอหมอกินยานอนหลับ ไม่ไหวแล้ว เขาก็ไม่อยากให้ใช้ยาแก้ปวดเยอะ เพราะเดี๋ยวมันจะไปมีผลข้างเคียง เราก็คิดว่าอาจจะมีเวรมีกรรมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน เราก็ขอให้มันจบแค่นี้แล้วกัน อยู่ รพ. 6 เดือนแล้วก็ออกมาทำงานตามปกติ 
เอากำลังใจมาจากไหน ตอนนั้นกำลังใจเบื้องต้นก็แน่ล่ะ บุคคลที่แวดล้อมโดยเฉพาะแม่ก็เฝ้าตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ไปไหน บางทีเราหงุดหงิดว่าแม่ไปพักบ้างเหอะ เพราะเป็นห่วงท่าน แต่แม่ก็เป็นห่วงลูกเหนือสิ่งอื่นใด ตอนลืมตามาตอนแรกเลยนะ เห็นแม่ยืนร้องไห้ มันกินใจมากเลยภาพนั้น เราก็คิดว่ารู้สึกเป็นบาปที่ทำให้แม่ต้องเสียใจ
เริ่มต้นกลับมาทำงานต่อได้อย่างไร ผมทำงานตั้งแต่อยู่ที่ รพ.กรุงเทพ เดือนแรกๆ ที่เข้า รพ.ผมก็ทำงานแล้วนะ เพราะเราคิดว่าไม่น่าจะเกิน 3 เดือนน่า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา พอทำได้ก็เอาเลย เรียกทีมมาช่วยถ่ายที่ รพ.เลย ถ้าได้ดูตอนนั้นจะมีผู้หญิงคนหนึ่งมาทำแทน พอสัก 2-3 สัปดาห์ หลังจากแผลเริ่มหายดีแล้ว เริ่มซ่าได้แล้ว มาทำเลย พอผ่าตัดรอบสองก็เว้นไปนานหน่อยประมาณ 2 เดือน แต่ก็ทำงานที่ รพ.เลยนะ บางทีโทรเช็คข่าวอีกต่างหาก พรรคพวกกลัวเราเหงาด้วย อยู่ที่นี่ก็มีแต่นั่งๆ นอนๆ เราก็เลยขอเขียนข่าว เขียนคอลัมน์ เพราะตอนนั้นเราก็ทำหลายอย่างทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ แล้วก็หนังสือพิมพ์ พอออกมาปุ๊บจำได้ว่าวันแรกก็ไปทำงานเลย
ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง หลักๆ ก็จะทำงานสายข่าว ประจำอยู่ที่ Nation channel ปีนี้ปีที่ 12 แล้ว ถ้าในวงการข่าวก็ 13 ปี ก็สนุกนะ มีความสุขและก็คิดว่าคงจะไม่ไปไหนแล้วล่ะ ถ้าเกิดจะเปลี่ยนอาชีพก็คงจะไปเป็นศิลปินเลย ที่ Nation ตำแหน่งอย่างเป็นทางการก็คือ บรรณาธิการโต๊ะข่าวสีสัน ก็ดูแล 3 รายการหลัก ที่ทำอยู่ตอนนี้คือ กฤษณะล้วงลูก เฉพาะวันอาทิตย์ 4 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม ที่ช่อง Nation channel ไอทีวี ช่อง 1 แล้วก็เก็บตกจาก Nation 09.50-10.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ และก็ใส่สีตีข่าว ช่วงข่าวภาคค่ำ 19.40 น. เดี๋ยวนี้เราก็กำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่างบ้าง แล้วก็ที่ช่อง 3 ทางคุณประวิทย์ มาลีนนท์ ก็กรุณาให้เป็นพิธีกรรายการเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ เช้าวันเสาร์และอาทิตย์ 7 โมงเช้าถึง 8 โมงเช้า และล่าสุดก็รายการทีวีสีเขียว เป็นเรื่องเกษตรกับคนดัง ก็ดีนะ ทีแรกคิดว่าเราไม่ค่อยถนัด แต่พอมาทำแล้วรู้สึกชอบ เพราะเกษตรถือว่าเป็นเส้นเลือดของประเทศไทยนะ รายการประมาณ 15 นาที ตั้งแต่ตี 05.00-05.15 น. วันเสาร์-อาทิตย์ หลักๆ ก็จะมีเท่านี้ และก็จะมีไปช่วยงานของสภากทม. ก็ไปช่วยเขานำเสนอปัญหาเกี่ยวกับชาว กทม.ทั้ง 50 เขต อันนี้ก็ออกอากาศทาง ไอทีวี กับช่อง 5 และช่อง 9
ความฝันใหม่ของกฤษณะ ผมฝันอยากจะมีตัวแทนคนพิการในสภาเป็นสัดส่วนอย่างน้อยก็เท่ากับผู้หญิง ตอนนี้มันดูตลก เป็นปรากฏการณ์ที่พิการอย่างหนึ่ง ผู้หญิงดูจากสัดส่วนประชาการ 4 ล้านคน ณ ปัจจุบัน มีมากกว่าผู้ชายนะ แต่ ส.ส.หญิงในสภามีกี่คนล่ะ ถ้าตามความเป็นธรรม ตามสิ่งที่ควรจะเป็นเนี่ยมันอย่างน้อยก็ต้อง 40% แต่นี่ไม่ถึง 20% ในการเริ่มต้นวาระแห่งชาติได้ครึ่งนึงเป็นผู้หญิงก็ยังโอเค แต่ตอนนี้ไม่มีเลย ถามว่าคนพิการที่มีประสิทธิภาพมีคุณภาพมีความสามารถมีไม๊? อ.วิริยะ นามศิริพงษ์พันธ์ เป็นตำแหน่งรองศาสตราจารย์ จบฮาวาร์ด จากอเมริกา เกียรตินิยมด้วย ตอนนี้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายอยู่ที่ธรรมศาสตร์ หรืออย่าง อ.มนเฑียร บุญมา ตาบอด เป็นอาจารย์อยู่มหิดล เป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ก็มีความรู้ ความสามารถ มีศักยภาพพร้อมที่จะทำงานได้ หรืออย่างทางตะวันออกก็ อ.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ นี่ก็รุ่นใหม่ไฟแรง อยู่ชมรมมนุษย์ล้อเหมือนกัน เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความเสมอภาคแห่งชาติ ความฝันอีกอย่างหนึ่งของผม ฮีโร่ที่ผมต้องไปจับมือและขอเชิญเขาเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมาศักดิ์ของชมรมมนุษย์ล้อนานาชาติ คือท่านศ.ดร. สตีเฟ่น ฮอร์กิ้ง เป็นนักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก เป็นเจ้าของผลงานผู้คิดค้นทฤษฎีควันตัม ทฤษฎีหลุมดำ ผู้ดำรงตำแหน่งเดียวกับที่เซอร์ไอแซค นิวตัน อัจฉริยะชั้นนำของโลกในปัจจุบันเลยนะ ไม่น่าเชื่อ แต่นี่คือความจริงในชีวิตเขา เขาไม่สามารถใช้การใดๆ ในร่างกายได้เลยนอกจากมันสมองอันฉลาดปราดเปรื่อง พูดก็ไม่ได้ เวลาคุยก็ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สื่อสาร รถวีลแชร์ติดคอมพิวเตอร์ แปลงความคิดมาเป็นคลื่นสัญญาณ เทคโนโลยีไฮเทคมาก คนในวงการวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์รู้จักเขาดี เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัย TOP 5 ของโลกในปัจจุบัน
สุขภาพตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่ออกจาก รพ.มา ช่วง 2 ปีแรกก็ยังเป็นคนไข้ที่น่ารัก น่าเอ็นดูของคุณหมอ ไปทุกอาทิตย์เลย ไปทำกายภาพบำบัด ไปเจาะเลือด อาทิตย์นึง 7 วันต้องไป รพ. 3 หนอย่างต่ำ ปีที่ 2 ก็เหลือ 1-2 วัน ปีที่ 3 ก็เหลือ ชั่วโมง 2 ชั่วโมง พอปลายปีก็หายไปเลย
สาเหตุที่ไม่ไป รพ.อีก ก็เบื่อ ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อก่อนผมต้องเจาะเลือดทุกวัน จนตอนนี้กลัวเข็มไปเลย ก็เลยเหมือนเป็นคนไกลหมอเพราะเข็มไปเลย แต่ไม่ใช่ว่าจะละเลยไปซะทีเดียวนะ อาหารเนี่ยเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมสั่งการได้ด้วยตัวเราเอง ตอนนี้ผมอยู่กับทวดอายุ 101 ปีแล้ว แต่เมื่อสัก 3 ปีก่อนยังไปถางไร่อยู่เลย เป็นลมคาไร่พอดี นึกว่าไปซะแล้ว ปรากฏว่าลุกขึ้นมาได้อีก อยู่กับธรรมชาติ กินผัก กินพืช ไม่กินอะไรที่มันฟุ้งเฟ้อหรูหรา และที่ขาดไม่ได้ทุกวันเลยนะคือกล้วยน้ำว้า อารมณ์ดี เบิกบาน ไม่โกรธ ไม่โมโห ผมก็เลยมาเน้นกินผลไม้ กินกล้วยด้วย แต่คงกินไม่เหมือนแกนะ เพราะกล้วยน้ำว้าเนี่ยสรรพคุณมโหฬารเลย นอกจากนั้นก็จะเป็นน้ำผลไม้ ที่ชอบมากก็จะเป็นสับปะรด ของโปรดเลย เปรี้ยวๆ หน่อยนะ วันละ 2 ขวด คิดว่าสุขภาพของเราก็โดนบั่นทอนไปครึ่งหนึ่งแล้วนะ มันก็ต้องดูแลมากกว่าคนปกติหน่อย แต่ก็ยังมีกินเนื้อบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นประจำ อย่างน้อยมื้อเช้าก็ต้องเน้นสูตรสุขภาพหน่อย น้ำพริก ผักต้ม ปลา ช่วยในแง่ขับถ่าย แล้วนี่เพิ่งไปทำดีทอกซ์มา คือการล้างพิษ ชำระล้างสิ่งสกปรก พอมีอายุเยอะขึ้น 30 กว่า จะ 40 แล้ว เราก็ต้องมาใส่ใจสุขภาพ สุขภาพโดยรวมก็อยู่ในขั้นปกตินะ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็มีเป็นไข้หวัดบ้าง หันมาดูแลเรื่องอาหารการกิน ออกกำลังกายนี่ผมออกกำลังกายอยู่แล้ว ไปขึ้นเขาลงห้วย ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำถือว่าออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
รู้สึกท้อแท้ในชีวิตบ้างไหม บางทีมันมีแว๊บๆ เป็นธรรมดาของปุถุชน ตอนไหนรู้ไหม ตอนเห็นตัวเองในกระจก ทำไมต้องมานั่งรถเข็นอย่างนี้ นี่ต้องดูแลผู้มีพระคุณนะ มันคิดฟุ้งซ่าน รู้สึกเหมือนเป็นความฝัน
สร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไร ผมถือว่าเป็นความโชคดีบนความโชคร้ายของผมนะ คือผมสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ยังทำงานได้เหมือนคนทั่วไป แล้วก็ยังมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย มีมิตรที่ดี มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่คอยสนับสนุนอุ้มชู ก็ทำให้เกิดเป็นกำลังใจขึ้นมา แล้วก็คงต้องอ้างอิงถึงหนังสือปรัชญาชีวิตของ คาริล ยิบราน เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มของโลกที่มนุษยชาติต้องอ่าน เขาบอกว่า การงานคือความรักที่ปรากฏรูป เมื่อท่านมีความรักในการงานท่านจะได้ขึ้นไปอยู่บนหิ้งบูชา เพราะสายลมย่อมกระซิบแก่ต้นกร่างใหญ่และยอดหญ้าด้วยภาษาเดียวกัน ถ้าเราไม่มีความรักมีแต่เพียงหน้าที่ เราจะได้เดินอยู่เพียงรอบวิหาร เราก็เลยตั้งคำถามว่าเรารักอะไร เราพร้อมที่จะทุ่มกายถวายชีวิตให้กับอะไร นอกจากงานศิลปะที่ครั้งหนึ่งชีวิตเราเคยมีความฝันเป็นแรงบันดาลใจสูงสุดว่าจะเป็นจิตรกร เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่อีกคนในโลกนี้ เมื่อไม่ได้เป็นเราก็คิดว่าอาชีพสื่อมวลชนที่เรามาทำหน้าที่ตรงนี้เป็นความรักของเราแล้ว เราก็ทำความรักให้สำเร็จรูป มันก็กลั่นเป็นกำลังใจ ก็คือมาจากการงานที่เรารัก แต่มันยังไม่พอ มาอยู่ในสภาพแบบนี้มันก็ท้อได้บ้างเป็นบางโอกาส มีครอบครัวที่ดี มีแม่ คือแม่ทุกคนรักสุดหัวใจอยู่แล้ว ประเสริฐสุดคือความรักของแม่แล้ว มีใครจะมารักเราเท่านี้ แม่รักเรามากกว่าที่เรารักตัวเองนะ และอีกอย่างคือเราก็ศึกษาธรรมะบ้าง แม้จะไม่ลึกซึ้งเหมือนหลายๆ คน ทุกครั้งมีโอกาสก็สวดมนต์ ไหว้พระ เพราะว่าการสวดมนต์เป็นกุศโลบายของคนโบราณทำให้จิตใจเรามีสมาธิแน่วแน่ มีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งดีๆ อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เขวไปกับอบายมุข สิ่งชั่วร้าย
ฝากอะไรถึงผู้อ่าน อย่างที่โบราณเขาว่า กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าแก้แล้วมันมักจะมาพร้อมกับคำว่าสายเกินไปเสียแล้ว ฉะนั้นไกลหมอไว้ก่อนเป็นดี แต่จะไกลหมอได้ก็อย่าทำให้หมอถามหา อย่าให้ต้องไปหาหมอ เรียกว่า Safety First ปลอดภัยไว้ก่อน ด้วยการดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง อย่าไปหักโหม มัวเมา โดยเฉพาะอบายมุข เมื่อไหร่งมงายเหมือนกับลงเหวนรกเลยนะ แล้วก็เตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจจะไม่คาดฝันไว้ด้วย. |