พิมพ์หน้านี้
|
3 สิ่งที่แสดงถึงความจริงใจ และตั้งใจจริง ของสังคมที่มีต่อผู้พิการ ------------------------------------- สองสามปีที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับว่าบุคคลพิการได้รับความสนใจและยอมรับจากสังคมมากขึ้นจริงๆ ไม่ทราบว่าจะเกิดจากการที่เรามีนักข่าวหัวเห็ดนาม กฤษณะ ชัยรัตน์ ที่เป็นมนุษย์ล้อและออกมาพูดเรื่องสิทธิคนพิการบ่อยๆ หรือเพราะเรามีนักเรียกร้องสิทธิผู้พิการตัวยงอย่าง อาจารย์สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ แห่งโรงเรียนอาชีวะพระมหาไถ่ ที่ออกมาเรียกร้องจนมีการร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิของคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม จนเมื่อคราวเลือกตั้งที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ได้นำภาพและข่าวคนพิการออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งกันมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ผู้พิการก็ยังไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเฉกเช่นคนทั่วไปในสังคมได้อยู่ดี เริ่มต้นง่ายๆ คือการออกจากบ้านแต่ละครั้งผู้พิการไม่สามารถใช้บริการขนส่งมวลชนได้ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือรถไฟฟ้า รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้คงต้องพูดกันอีกยาว ทั้งเรื่องความสูงของรถเมล์และการขับขี่ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้บริการของผู้พิการ และทั้งเรื่องลิฟท์ที่มีไม่ครบของรถไฟฟ้า จึงขอข้ามประเด็นนี้ไปก่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นผลให้การออกจากบ้านแต่ละครั้งผู้พิการจึงต้องพึ่งแท็กซี่เป็นหลักซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงกว่าคนปกติ ผู้พิการบางคนสามารถขับรถไปไหนมาไหนเองได้ แต่ก็ไม่สามารถจะหาที่จอดได้ เพราะสถานที่ราชการและสถานที่สาธารณะส่วนใหญ่ยังไม่มีที่จอดรถให้กับคนพิการ และแม้บางสถานที่ เช่นห้างสรรพสินค้าจะมีที่จอดรถผู้พิการตามกฎหมายแต่ก็เป็นที่จอดรถคนพิการที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นการทำขึ้นแบบขอไปที กล่าวคือที่จอดรถมีพื้นที่เท่ากับที่จอดรถปกติซึ่งในความเป็นจริงเมื่อจอดรถแล้วผู้พิการที่ใช้รถเข็นจะไม่สามารถลงจากรถได้เลยเพราะไม่มีพื้นที่ให้รถเข็น ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ที่จอดรถผู้พิการไม่เคยว่างเลย มาดูสถานที่สาธารณะกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการหรือห้างสรรพสินค้า ต่อให้ผู้พิการสามารถหาที่จอดรถได้ ก็ยากนักที่จะเข้าไปทำธุระในอาคารได้ สาเหตุก็เพราะไม่มีทางลาดให้รถเข็นนั่นเอง อาคารบางแห่งมีลิฟท์ก็ดีไป แต่เชื่อหรือไม่ว่า บางตึกนั้นก่อนจะถึงประตูลิฟท์ต้องขึ้นบันไดอีก 4-5 ขั้น ซึ่งนั่นหมายถึงความลำบากทั้งของผู้พิการและคนที่อยู่รอบข้างจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ เมื่อกล่าวถึงทางลาดและลิฟท์แล้ว คงขาดไม่ได้ที่ต้องมองเลยไปถึงมุมสำคัญอีกแห่งหนึ่งในสถานที่สาธารณะ นั่นคือห้องน้ำ เชื่อหรือไม่ว่า ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งมีที่จอดรถผู้พิการ มีทางลาด และมีลิฟท์ แต่พอไปถึงห้องน้ำ กลับมีบันได 3 ขั้นไว้รอต้อนรับอยู่ หนำซ้ำบางแห่งประตูห้องน้ำก็แคบจนรถเข็นไม่มีทางที่จะเข้าไปใช้บริการได้ เอาเข้าจริงผู้พิการก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมจริงได้ เพราะทุกอย่างมันดูเหมือนจะติดขัดไปหมด ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้พิการคงไม่ถึงกับต้องการเรียกร้องให้ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวกสบายลื่นไหลจนเขาสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ครบทุกรสทุกมุมหรอก เพียงแต่สาธารณูปโภคพื้นฐานที่มนุษย์ทั่วไปพึงมีพึงใช้ สังคมก็ยังไม่สามารถจัดหาให้เขาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้สิทธิความเสมอภาคและการเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญจะมีความหมายอย่างไร สำหรับคุณผู้อ่านที่ในชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสกับคนพิการเลย เมื่ออ่านบทความนี้แล้วก็อาจจะนึกภาพไม่ออก หลายครั้งที่ผู้เขียนเห็นนักร้องนักแสดงออกไปทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ให้กับเด็กพิการ ขอเรียนว่ารู้สึกดีใจที่เห็นบุคคลเหล่านี้ให้ความสนใจกับผู้พิการ แต่ก็ยอมรับว่าลึกๆ แล้วรู้สึกเศร้าใจเพราะสิ่งผู้มีโอกาสหยิบยื่นให้กับเด็กพิการนั้นเป็นสิ่งที่มาตามวาระและโอกาส อีกทั้งยังไม่ทั่วถึงและไม่ยั่งยืน ผู้เขียนลองคิดเล่นๆ ว่า มูลค่าสินค้าที่นักแสดงหลายคนมอบให้กับน้องผู้พิการในรายการโทรทัศน์ หากนำมารวมๆ กัน หลายๆ รายการ หลายๆ หน่วยงาน แล้วนำเม็ดเงินเหล่านั้นมาสร้างระบบสาธารณูปโภคให้ผู้พิการสามารถออกมาใช้ชีวิตเฉกเช่นคนปกติได้ สังคมไทยของเราคงน่าอยู่มากกว่านี้ เขียนมาถึงตรงนี้ก็ขอเข้าประเด็นที่ว่า 3 สิ่งที่แสดงถึงความจริงใจของสังคมที่มีต่อผู้พิการ ผู้เขียนเห็นว่าในสังคมเราทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้พิการเป็นผู้ที่มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตเฉกเช่นคนปกติ แต่สิ่งแวดล้อมที่พิกลพิการกลับทำให้ผู้พิการไม่สามารถออกมาใช้ชีวิตเช่นคนปกติได้ รัฐ เอกชน และสังคม จึงควรตระหนักและจริงจังกับเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ โดยการแสดงความจริงจังให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยการสร้าง 3 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นและเห็นอยู่ทั่วไปในสถานที่สาธารณะ คือ 1. ทางลาด 2. ห้องน้ำผู้พิการ 3. ที่จอดรถผู้พิการ ในปี 2551นี้ ขอเพียงให้เกิด 3 สิ่งนี้แบบเห็นชัดๆ ใช้ได้จริง และมีอยู่ทั่วไป ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า สังคมมีความจริงใจกับผู้พิการ แล้วเมื่อ 3 สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงและกระจายออกไปอย่างกว้างขวางแล้ว เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ สิ่งอื่นๆ ก็จะตามมาอย่างแน่นอน เมื่อถึงวันนั้นการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเสมอภาคอย่างสมบูรณ์แบบก็จะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง -------------------------------------- (เพลง โลกของเรา เนื้อ/ทำนอง โดย ครูอุ๋ย ร้องโดย สุนทรี ณ ราชบุรี) --------------------------------------- |