พิมพ์หน้านี้
|
เด็กชายชนะ # 5 ห้องผ่าตัด วันนี้ชนะตื่นแต่เช้า ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเขาก็หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน พยาบาลคนเดิมแวะมาหา ชวนเขาคุยโน่นนี่จนหมอมาตรวจ จึงแยกตัวออกไป "พี่ออกเวรแล้วจ้ะ พรุ่งนี้จะแวะมาหาแต่เช้าเลยนะ" "พรุ่งนี้ผมคงไม่อยู่แล้วฮะ เดี๋ยวพ่อจะมารับ" พยาบาลยิ้มให้ชนะ "อืม...ถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรจ้ะ แต่ถ้าอยู่เราคงได้พบกันอีก" ชนะถูกหมอตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วบอกกับเขาว่า "วันนี้หนูคงต้องงดอาหารเช้านะ เพราะหมอต้องตรวจหนูละเอียดหน่อย" ชนะไม่ได้ว่ากระไร เพียงแต่นึกในใจว่าตรวจเสร็จเร็วๆ ยิ่งดี จะได้รีบกลับบ้าน หมอไปสักครู่ก็มีเจ้าหน้าที่นำเตียงเข็นเข้ามา แล้วอุ้มเขานอนลงบนเตียงเข็น "ไปไหนฮะ" "ไปห้องผ่าตัดไง" ชนะตกใจที่ได้ยินดังนั้น ถึงเขาจะเป็นเด็กแต่ก็รู้ดีว่าห้องผ่าตัดคืออะไร "ไม่ไปฮะ นะไม่ไป นะจะหาพ่อ" ชนะร้องลั่น เอื้อมมือไปจับขอบเตียงไว้แน่น มีกำลังเท่าไหร่ก็ยึดไว้จนสุดแรงเพื่อไม่ให้เตียงเข็นเลื่อนไปได้ "ผมไม่ไป ผมไม่ผ่าตัด!!" เจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงอาการตอบโต้อะไร นอกจากค่อยๆ แกะมือเล็กๆ ของชนะออกจากขอบเตียง แล้วเข็นเตียงออกจากห้องผู้ป่วยไปเงียบๆ ปล่อยให้ชนะร้องโวยวายอยู่คนเดียว ชนะร้องไห้ไปพูดไปจนหมดแรง เมื่อเห็นว่าไร้ประโยชน์เขาก็นอนนิ่งไม่พูดจา จนมาถึงห้องผ่าตัด หมอคนเดิมเดินมาหาเขาแล้วยิ้มให้ "ไม่เจ็บหรอกหนู หมอจะฉีดยาให้ ทำแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เสร็จ ตอนนี้ขอหมอฉีดน้ำเกลือให้หนูก่อนนะ เจ็บนิดเดียว ลูกผู้ชายไม่ร้องนะครับ" ชนะนอนนิ่งอย่างสิ้นหวัง นัยน์ตาเหม่อลอย หมอเอาเข็มที่มีสายระโยงระยางมาจิ้มที่หลังมือของเขา แล้วบอกว่าเป็นน้ำเกลือ จากนั้นก็เอาเข็มฉีดยามาจิ้มที่สายยาง แล้วบอกว่า เดี๋ยวชนะจะหลับและไม่รู้สึกเจ็บเลย "หนูลองนับหนึ่งถึงสิบสิครับ" "หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด...." ชนะจำได้ว่านับถึงเจ็ด แล้วก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย ในความมืดที่อยู่ตรงหน้า... ชนะกำลังเดินไปหาแสงสว่างริบหรี่ที่อยู่ไกลๆ นั้น เขามองไปรอบๆ กาย ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืด มีเพียงแสงริบหรี่นั้น ทำให้เขาต้องก้าวเท้าเดินไปหา ใกล้เข้าไป ใกล้เข้าไป ขณะกำลังก้าวเดินไปนั้น แสงริบหรี่ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้น แต่ขนาดกลับไม่ใหญ่ขึ้นเลย เมื่อเข้าไปใกล้ๆ จึงพบว่าแสงริบหรี่วับแวมนั้นคือหิ่งห้อยนั่นเอง... มันเกาะอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเขาคิดว่าคงมีเพียงต้นเดียวในบริเวณนั้น ขณะนี้มีเพียงชนะ หิ่งห้อย และต้นไม้ใหญ่เท่านั้น...อ้อ...มีผืนหญ้านุ่มเท้านี่ด้วย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชนะสัมผัสได้ เขาก้มลงมองผืนหญ้าที่เหยียบอยู่ แล้วพบว่าขาทั้งสองข้างเป็นปกติ เหมือนขาของเด็กทั่วไป...เขายืนอยู่โดยไม่ได้ใช้ไม้ยัน และไม่มีรองเท้าเหล็ก... ชนะรู้สึกแปลกใจในรูปลักษณ์ของตนเองที่สมบูรณ์ขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ หรือว่าหมอรักษาเขาจนหายดีแล้ว ? หิ่งห้อยตัวนั้นบินเข้ามาใกล้จนแทบจะชนจมูกของชนะ มันบินวนเวียนไปมาอยู่ตรงหน้าเขาสักครู่ก็บินห่างออกไป ทันใดนั้น ชนะเห็นหิ่งห้อยแยกตัวออกเป็นสองตัว สี่ตัว แปดตัว สิบหกตัว แล้วกลายเป็นฝูงหิ่งห้อยมากมายบินกระจัดกระจายส่องแสงวับแวมอยู่รอบๆ ตัว หิ่งห้อยฝูงใหญ่นั้นบินวนเวียนอยู่ครู่หนึ่งแล้วพากันบินออกไปสู่ทุ่งหญ้า ชนะขยับเท้าไปมาแล้วออกวิ่งตามฝูงหิ่งห้อยไป เขารู้สึกมีความสุขที่สามารถเดินและวิ่งได้ ฝ่าเท้าที่เคยลีบเล็กและอ่อนปวกเปียก บัดนี้แข็งแรงและสามารถรับรู้ถึงความนุ่มนวลของผืนหญ้า เมื่อเขาวิ่งตามฝูงหิ่งห้อยออกไปสู่ทุ่งกว้าง รอบกายยังคงมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น แล้วฝูงหิ่งห้อยก็แตกตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีก มากขึ้น มากขึ้นจนลานตา ฉับพลันฝูงหิ่งห้อยก็พากันบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงลิบ แล้วไปหยุดนิ่งอยู่กลางฟ้า ส่องแสงระยิบกลายเป็นดวงดาวอยู่บนท้องฟ้านั่นเอง ชนะยืนมองอย่างงงงวย แล้วก้มลงมองเท้าทั้งสองของตนเองอีกครั้ง มันยังคงเป็นเท้าที่แข็งแรงอยู่ เขาใช้เท้าลูบไปมาบนผืนหญ้าเพื่อรับรู้ความรู้สึกนุ่มละมุน แล้วจึงล้มตัวลงนอนกลิ้งอยู่บนทุ่งหญ้านั้น อีกประเดี๋ยวใบหญ้าก็ขยายตัวเป็นผืนใหญ่มาปกคลุมร่างของชนะ แล้วม้วนตัวรัดเขาจนอึดอัด ชนะดิ้นเบาๆ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหลุดออกมาได้ เขาจึงออกแรงดิ้นมากขึ้น มากขึ้น จนเหงื่อโทรมกาย รู้สึกร้อนเหลือเกิน อยากอาบน้ำ อยากกลับบ้าน คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ "แม่ครับ...แม่" เขาพึมพำอยู่คนเดียวกลางทุ่งหญ้า แต่กลับได้ยินเสียงตอบกลับมาอย่างคุ้นหู "จ๋า นะ แม่อยู่นี่แล้วลูก..." ชนะเพ่งมองไปในความมืดนั้น แล้วก็ปรากฏแสงสว่างตรงหน้า เป็นภาพใบหน้าของแม่กำลังก้มลงมาหาเขา "แม่ แม่ฮะ" ชนะลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบแม่ น้ำตามาจากไหนไม่รู้ พรั่งพรูจนเป็นสายอาบสองข้างแก้ม เขาขยับกายจะลุกขึ้น แต่ก็รู้สึกเวียนหัว ตาลายคล้ายจะเป็นลม พอมองไปที่ปลายเท้า ก็เห็นขาขวาของตัวเองถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเฝือกสีขาวโพลน แล้วความรู้สึกปวดหนึบก็ตามมา มันแล่นจากปลายเท้าขึ้นสู่สมองจนเขาต้องร้องออกมา "โอ๊ย..." "เป็นไงลูก" พ่อยื่นหน้าเข้ามาหา ชนะรู้สึกโกรธที่พ่อทิ้งให้เขาอยู่โรงพยาบาลคนเดียว จึงทำเมินเสีย พ่อเอื้อมมือมาลูบหัวเขาเบาๆ ทำให้น้ำตาไหลออกมาอีก "พ่อทิ้งนะ" "เปล่าลูก พ่อต้องไปทำงาน แล้วหมอเขาก็ต้องทำงาน พ่อเลยต้องปล่อยให้ลูกอยู่กับหมอไง นี่เขาผ่าตัดดัดกระดูกให้ลูกแล้ว อีกไม่กี่วันก็กลับบ้านได้ แล้วลูกก็จะดีขึ้น" "แล้วนะจะเดินได้รึป่าวฮะ นะฝันว่านะเดินได้" "เดินได้สิลูก พอแกะเฝือกออกลูกก็จะใส่รองเท้าเหล็กได้ แล้วก็จะเดินได้" ชนะมีสีหน้าผิดหวังลงไปนิดหนึ่ง เขาเข้าใจว่าเจ็บตัวคราวนี้คงจะหายและเดินได้เหมือนคนปกติ ถ้าแค่ใส่รองเท้าเหล็กได้ก็ดูจะไม่คุ้มค่ากับความเจ็บนัก หมอคนนี้อีกแล้วที่ยื่นหน้าเข้ามาหาเขา หมอยิ้มให้อย่างใจดีจนชนะไม่รู้ว่าจะโกรธหมอลงได้อย่างไร เขารู้อยู่แก่ใจว่าหมอไม่ได้แกล้งเขา แต่กำลังรักษาให้เขาดีขึ้นต่างหาก ชนะยิ้มให้หมอเล็กน้อย ก่อนที่จะถูกหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วเอ่ยกับชนะว่า "เอาล่ะ หนูหิวไหม ถ้าหิวก็ทานข้าวได้แล้วนะ อยากทานอะไรทานได้เลย อดอาหารมาวันนึงเต็มๆ แล้ว" บุคคลที่สี่ที่เข้ามาหาชนะก็คือ พี่พยาบาลคนเมื่อวาน กำลังยกถาดใส่ชามข้าวต้ม น้ำ และแอปเปิ้ลมาวางไว้ที่โต๊ะข้างๆ เตียง แม่รีบยกชามข้าวต้มมาป้อนให้ชนะ ส่วนพ่อหันไปคุยกับหมอ พี่พยาบาลก็หยิบแอปเปิ้ลไปปอก แล้ววางเรียงใส่จานเล็กๆ ไว้ให้ ตอนนี้นอกจากยังปวดขาขวาอยู่หนึบๆ แล้ว ชนะก็รู้สึกมีความสุขดี "ลูกยังต้องนอนโรงพยาบาลอีกสี่ห้าวันนะ หมอต้องรอให้แผลแห้งก่อน ถึงจะกลับได้" พ่อบอกชนะเมื่อเห็นเขารู้สึกสบายใจขึ้น "แล้วพ่อกับแม่มาอยู่เป็นเพื่อนนะไม่ได้เหรอฮะ" "ไม่ได้หรอกลูก นี่มันห้องคนไข้รวม ญาติมานอนค้างด้วยไม่ได้ แค่สี่ห้าวันเท่านั้นเอง นะอยู่ได้อยู่แล้ว เห็นไหมมีคนอยู่ด้วยตั้งเยอะ" พ่อพูดพลางชี้ไปรอบๆ เตียงซึ่งมีเตียงคนไข้อื่นๆ เรียงรายอยู่มากมาย "พี่ก็อยู่นะจ๊ะ คืนนี้พี่อยู่เวร จะแวะมาดูหนูทั้งคืนเลย" พี่นางพยาบาลกล่าวขึ้นยิ้มๆ ทำให้ชนะสบายใจขึ้น คืนนี้ชนะหลับตาไม่ลงเลย... ขาที่ถูกเข้าเฝือกอยู่และรู้สึกตึงๆ เวลานี้กลับปวดจนแทบจะขาดใจ เหมือนใครเอาเหล็กแหลมๆ มาทิ่มเข้าไปในกระดูกแล้วคว้านไปมา เขาทนนอนปวดอยู่นานหลายชั่วโมง จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวต้องร้องโอดโอยจนพยาบาลต้องมาดู "เป็นไงบ้างจ๊ะ" "ผมปวดขาฮะ" "อืม... งั้นทานยาแก้ปวดสักสองเม็ดนะ" พยาบาลเดินหายไปสักครู่ก็กลับมาพร้อมแก้วน้ำและยาแก้ปวด ชนะกินยาแก้ปวดแล้วนอนครางฮือๆ อยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะหลับลงได้ เมื่อฤทธิ์ยาแก้ปวดหมดลง ชนะก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดที่ขาขวา จนต้องร้องเรียกพยาบาลอีก เขารู้สึกว่าจะนอนอยู่เฉยๆ โดยไม่ส่งเสียงไม่ได้เลยเพราะอาการปวดมันจะยิ่งรุนแรงขึ้น ถ้าเขาไม่ร้องออกมาเสียบ้าง คืนนี้ทั้งชนะและพยาบาลต่างไม่ได้พัก เพราะมัวแต่เดินไปเดินมาดูอาการปวดกันทั้งคืน. |
| สวัสดีวันเวลา | ||
กิตติพงษ์ ขันธกาญจน์ |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||