ตัดเฝือก
วันนี้ชนะตื่นตั้งแต่ฟ้ายังมืดอยู่เลย
เขารู้สึกว่าตัวเองชักจะนอนมากเกินไปเสียแล้ว ตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาลก็นั่งๆ นอนๆ อยู่กับที่ไปไหนไม่ได้ แม้แต่จะเข้าห้องน้ำก็ยังต้องใช้กระโถน
เวลาผ่านมาร่วมเดือน จากความรู้สึกปวดตึง มาเป็นความรู้สึกเฉยๆ และคันยุบยิบบริเวณผิวหนังใต้เฝือก จะเกาก็เกาไม่ได้ ความทรมานจากความปวดกลายมาเป็นทรมานจากความคันแทน เวลานี้ชนะอยากรู้ว่าเมื่อถอดเฝือกออกแล้วขาของเขาจะเป็นอย่างไร
พ่อจะอุ้มชนะมาวางไว้ตรงระเบียงหน้าบ้านทุกเช้า แล้วค่ำๆ เมื่อเช็ดตัวทานอาหารเย็นเสร็จ พ่อก็จะอุ้มเขากลับเข้าไปในห้องนอน
เวลาเช้ามืดอย่างนี้ ชนะมองผ่านหน้าต่างห้องนอนออกไปเห็นบ้านไม้หลังหนึ่งปลูกอยู่ไม่ไกลนัก เป็นบ้านไม้สองชั้น ที่เหนือบานหน้าต่างของบ้านหลังนั้นบุด้วยกระจกลูกฟูกย้อมสี เป็นสีน้ำเงินบ้าง เขียวบ้าง แดงบ้าง เหลืองบ้าง เวลากลางคืนที่บ้านหลังนั้นเปิดไฟ จะเห็นแสงส่องผ่านกระจกออกมาเป็นสีต่างๆ ดูสวยงาม แต่ถึงแม้จะอยู่ไม่ห่างกันนัก ชนะก็ไม่เคยรู้ว่ามีใครอยู่ในบ้านหลังนั้นบ้าง เพราะเป็นบ้านหลังค่อนข้างใหญ่ที่มีรั้วรอบขอบชิด มองเข้าไปก็เงียบๆ
เจ้าอ้วนเคยเล่าให้ฟังว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของยายพันที่ตายไปนานแล้ว จึงเป็นบ้านผีสิง คนในบ้านที่เป็นลูกหลานของยายพันก็เป็นผีด้วยเหมือนกัน ชนะชอบนั่งมองบ้านผีสิงแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งก็จินตนาการว่าตัวเองเข้าไปในบ้านหลังนั้น แล้วพบกับปีศาจมากมาย บางครั้งก็คิดไปว่า ในบ้านหลังนั้นคงมีทรัพย์สมบัติของยายพันซ่อนอยู่ เขาเฝ้าแต่คิดจินตนาการไปเรื่อยๆ ก่อนจะหลับตานอนทุกคืน
วันนี้ชนะตื่นเช้า มองออกไปเห็นไฟที่บ้านหลังนั้นเปิดแล้ว คนในบ้านคงจะตื่นกันแต่เช้า หรือว่ากำลังเตรียมจะนอนเขาเองก็ไม่แน่ใจ เพราะผีต้องนอนตอนกลางวัน ชนะเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผีต้องนอนกลางวัน เรื่องแบบนี้สงสัยต้องเก็บไว้ถามพ่อ พ่อคงจะรู้
เสียงกอกแกกดังมาจากห้องพ่อ แม่คงจะตื่นแล้ว สักครูก็เห็นแสงไฟเปิดอยู่ในห้องโถง ตามด้วยเสียงในครัว แม่คงจะตื่นขึ้นมาหุงข้าวทำกับข้าวไว้ใส่บาตรและเตรียมอาหารเช้าเหมือนทุกวัน ชนะนั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ จนฟ้าสว่าง พ่อเข้ามาทักทายแล้วอุ้มเขาไปห้องน้ำ จัดการเช็ดตัวให้เขาอย่างดี แล้วเอ่ยขึ้น
"วันนี้ไปโรงพยาบาลกันนะลูก"
"ไปทำไมฮะ"
"ไปเอาเฝือกออกไง ดีไหม"
ชนะรู้สึกดีใจ ที่จะได้เอาเฝือกออกเสียที แต่ก็ยังกังวล
"เจ็บไหมฮะพ่อ"
"โอ๊ย...ไม่เจ็บหรอกลูก ที่ลูกถูกผ่าตัดน่ะ เจ็บที่สุดแล้วล่ะ ลูกผ่านตรงนั้นมาได้ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วรู้ไหม"
"ฮะ"
ชนะตอบยิ้มๆ แล้วกอดพ่อไว้แน่น พ่อกอดเขาตอบอย่างอบอุ่น พลางพูดขึ้นลอยๆ
"หัวเหม็นน่าดูนะเรา สระผมหน่อยดีกว่า"
ชนะออกจะอายพ่อที่หัวเหม็น รีบคลายตัวออกจากวงแขน แต่พ่อไม่ปล่อยเขาออกง่ายๆ กลับกอดเขาแน่นขึ้นและหอมที่ศีรษะดังฟอดใหญ่ ก่อนที่จะจับชนะนอนกับเก้าอี้เพื่อสระผมให้
การสระผมค่อนข้างจะทุลักทุเลทั้งพ่อทั้งลูก เนื่องจากชนะยังใส่เฝือกอยู่ ทำให้ขยับตัวไม่ถนัด และต้องคอยระวังไม่ให้เฝือกเปียก พ่อใช้เก้าอี้ 2 ตัวมาวางเรียงกันให้ชนะนอน แล้วขยับศีรษะให้พ้นออกมานิดหน่อยจึงจัดการกับผมของชนะได้ สองพ่อลูกสระผมกันไปคุยกันไปอย่างสนุกสนาน
ชนะถามพ่อขึ้นในตอนหนึ่งว่า
"พ่อฮะ เมื่อกี้หัวนะเหม็นมากไหมฮะ"
"ก็มากพอดูเลยล่ะ ลูกไม่ได้สระผมมาเกือบเดือนแล้วนี่นา น้ำก็ไม่ได้อาบ" พ่อพูดพลางเกาศีรษะให้ชนะไปเรื่อยๆ
"แล้ว...ทำไมเมื่อกี้พ่อยังหอมหัวนะล่ะฮะ ไม่เหม็นแย่เหรอ"
พ่อเปิดยิ้มกว้างกับคำถามของลูกชาย พลางตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ก็นะเป็นลูกพ่อนี่นา ถึงเหม็นอย่างไรพ่อก็ไม่รังเกียจ"
ชนะไม่พูดอะไรต่อ รู้สึกปลื้มใจจนบอกไม่ถูกกับคำตอบของพ่อ
ที่โรงพยาบาล
หมอใส่เสื้อคลุมสีเขียว แต่ท่าทางไม่เหมือนหมอเดินมายังเตียงที่ชนะนอนอยู่ พ่อหายไปอีกแล้ว มองไปก็ไม่เห็นอะไรเพราะมีฉากกั้นอยู่ระหว่างเตียงของชนะกับส่วนอื่นๆ ของห้อง
หมอเสื้อเขียวไม่พูดไม่จา มาถึงก็คว้าเลื่อยวงเดือนอันเล็กๆ ที่วางอยู่บนชั้นมาเสียบปลั๊กแล้วเปิดสวิตช์ เสียงใบเลี่อยดังจี๊ดๆ ใกล้เข้ามาจนชนะชักกลัว หมอเสื้อเขียวเอาใบเลื่อยวางลงตรงเฝือกของเขาแล้วค่อยๆ กดลงไป
ใบเลื่อยหมุนเร็วมาก มันแทรกผ่านเฝือกของชนะอย่างรวดเร็ว หมอค่อยๆ กดลงไปเรื่อยๆ พลางเลื่อนใบเลื่อยผ่าเฝือกออก
"โอ๊ย!!!"
ชนะเจ็บแปล๊บที่หน้าแข้ง หมอชักใบเลื่อยออกทันที
"โดนขาเหรอ"
"ครับ"
"ขอโทษนะ อืม ฉีกออกได้แล้วล่ะ"
หมอเสื้อเขียวปิดสวิตช์แล้ววางเลื่อยวงเดือนลง หันไปหยิบกรรไกรอันใหญ่มาเสียบเข้าไปตรงรอยผ่าที่เลื่อยนำทางไว้เพื่อตัดเฝือกออก แล้วจึงใช้มือฉีกจนเฝือกหลุดออกจากขาของชนะ
สิ่งแรกที่เห็นก็คือ ขาของเขามีสีคล้ำกว่าเมื่อก่อนเข้าผ่าตัด และมีขนขึ้นยาว รูปร่างของมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง ตรงต้นขามีรอยเย็บเจ็ดรอย และตรงใกล้หัวเข่าอีกสี่ ที่หน้าแข้งมีรอยเลื่อยวงเดือนนิดหน่อยกับเลือดซิบๆ ไม่มากนัก
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ขาที่เคยงอ บัดนี้มันเหยียดตรงขึ้นจนผิดตา
หมออีกคนเดินเข้ามาพร้อมกับพ่อ ชนะจำได้ว่าเป็นคนที่จับชนะฉีดยาสลบ หมอจับขาของชนะงอเข้าช้าๆ
"เจ็บไหมครับ"
"นิดหน่อยฮะ"
"หมอจะงอเข้าไปให้สุดล่ะนะ ถ้าเจ็บก็บอก"
หมอจับขาของชนะงอมากขึ้นเรื่อยๆ ชนะรู้สึกตึงๆ ที่หัวเข่า แต่ก็ยังทนได้ หมองอขาชนะจนสุดแล้วหันไปพูดกับพ่อ
"อื้ม...ต้องจับงอเข้างอออกทุกวันนะ ไม่งั้นเส้นจะยึดอีก แล้วก็ต้องใส่รองเท้าหัดเดินทุกวันด้วยนะหนู ไม่งั้นก็ต้องเจ็บตัวอีก"
ประโยคหลังหมอหันมาพูดกับชนะ เขารู้สึกกลัวจนตั้งใจว่านับแต่นี้ไปจะยอมใส่รองเท้าเหล็กหัดเดินทุกวัน ดีกว่าต้องมานอนเจ็บเป็นแรมเดือนอย่างนี้
พ่อหันไปคุยกับหมอต่อ
"แล้วจะใส่รองเท้าได้เมื่อไหร่ล่ะครับ คุณหมอ"
"ก็สักอาทิตย์นึง ให้ขางอเข้าออกได้จนหัวเข่าไม่รู้สึกตึงแล้วค่อยลองใส่ดู"
ชนะกลับมาบ้านด้วยตัวเบาโหวง รู้สึกโล่งที่ขาอย่างบอกไม่ถูก ที่เคยคันมานานนับเดือนคราวนี้จะได้เกาให้สมอยาก เขานั่งมองขาซึ่งตอนนี้มีรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด แล้วก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่ใช่ขาของตัวเอง
บ่ายวันนี้อ้วนมาตามเขาถึงบ้าน
"ไปเล่นกันไอ้นะ"
"ไปไม่ไหว...ขายังเจ็บอยู่เลย"
"อ้าวเหรอ ว้า
เสียดาย ข้าว่าจะชวนไอ้แดงไปตกปูกันอีก คราวที่แล้วแกก็ไม่ได้ไปทีนึงแล้ว"
"อีกวันสองวันสิ จะได้ไปด้วย ตอนนี้มันก็จะหายอยู่แล้ว"
"ก็ได้ งั้นวันนี้ทำอะไรดี"
"มาในห้องฉันสิ"
ชนะชวนแล้วหยิบไม้ยันโหย่งตัวลุกไปจากระเบียงบ้าน อ้วนลุกตามพร้อมกับคำถาม
"มีอะไรเหรอ"
"เห็นบ้านยายพันไหม"
ชนะชี้มือออกไปนอกหน้าต่าง
"เออว่ะ...จากห้องของแก มองเห็นบ้านยายพันชัดเจนเลย"
"ฉันว่ามันยังไงๆ อยู่นะ"
อ้วนหันมามองชนะแล้วทำหน้าแปลกใจ
"ทำไม มันยังไงเหรอ"
"ก็แกบอกว่าบ้านยายพันมีผี ทำไมฉันเห็นตอนกลางคืนเขาเปิดไฟล่ะ"
"อืม...ไม่รู้สิ หรือว่ามันอาจจะเปิดหลอกก็ได้ หลอกให้คนที่เห็นอย่างแกนี่ล่ะ หลอกว่ามีคนอยู่ไง บรื๋ออออ...พูดแล้วขนลุกว่ะ แกนอนตรงนี้ไม่เคยเห็นอะไรบ้างเหรอ"
อ้วนทำท่าขนลุกขนพอง ชนะตอบกลับไปด้วยสีหน้าปกติ
"ไม่เห็น ไม่เคยเห็นหน้าต่างเปิดเลยสักครั้ง"
"นั่นไง ข้าว่าแล้ว ถ้าเป็นบ้านคนก็ต้องเปิดหน้าต่างบ้างสิ"
"อืม ฉันจะคอยดู มีอะไรแล้วจะเล่าให้ฟัง ว่าแต่แกเคยเห็นคนในบ้านนั้นไหม"
"เคยเห็นคนแก่ผมยาวตัวซีดๆ เดินเข้าประตูไปครั้งนึง ตอนค่ำๆ แต่ไม่กล้ามอง มันน่ากลัว"
"แสดงว่าต้องมีคนอยู่ในบ้านหลังนั้น"
ชนะแสดงความเห็น แต่อ้วนกลับแย้ง
"อาจจะเป็นผียายพันก็ได้"
"ไว้จะลองถามพ่อดู"
"เฮ่ย...ฉันลองถามแม่ดูแล้ว แม่บอกว่าเป็นบ้านยายพันกับลูกหลาน แต่ฉันไม่เชื่อหรอก พวกผู้ใหญ่เขาไม่อยากให้เรากลัว เลยไม่พูดความจริง แกไปถามพ่อ เขาก็ต้องตอบแบบนี้"
"ไว้เราไปดูกันไหม"
ชนะชวน
"เฮ้ย จะดีเหรอ เดี๋ยวผีหักคอ"
"ก็ไปตอนกลางวันสิ กลางวันผีมันจะนอนไม่ใช่เหรอ"
"เออ เอาไว้แกหายดีก่อนแล้วค่อยว่ากัน ว่าแต่วันนี้จะเล่นอะไรดีล่ะ"
"หมากฮอร์สแล้วกัน ดีไหม"
"เออ ก็ได้ แต่ฉันแพ้แกทุกทีนี่นา"
"ก็เล่นช้าๆ สิ แกรีบเดิน ไม่คิดก่อน ก็แพ้บ่อยน่ะสิ"
แล้วเด็กทั้งสองก็ลากกระดานหมากฮอร์สออกมานั่งเล่นกันที่ระเบียงบ้าน ปล่อยให้ลมยามบ่ายโชยพัดมาจนง่วงเหงา แม่ชงโอวัลตินเย็นมาให้ เมื่อทั้งสองดื่มเสร็จก็หลับผล็อยไปข้างกระดานหมากฮอร์สนั่นเอง