พิมพ์หน้านี้
|
เด็กชายชนะ 11 อีโพละ ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง... หลังจากที่ชนะเฝ้ามองเพื่อนๆ ไปเรียนหนังสือทุกวัน วันนี้พ่อกำลังจะพาชนะไปฝากเข้าเรียน นั่นหมายถึงว่าเขาจะได้ไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ แล้ว ชนะอาบน้ำแต่งตัว ใส่รองเท้าเหล็กโดยไม่ต้องให้ใครมาสั่ง แล้วมานั่งรอพ่ออยู่หน้าบ้าน มีความรู้สึกว่าวันนี้พ่อทำอะไรช้าไม่ทันใจเอาเสียเลย โรงเรียนเทศบาลวัดปริวาศ พ่อบอกชนะว่านั่นคือชื่อของโรงเรียนที่จะพาชนะไปฝากเรียน โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณวัด หันหน้าโรงเรียนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พ่อพาชนะไปถึงโรงเรียนเกือบสิบเอ็ดโมง นั่งรออยู่หน้าห้องครูใหญ่สักครู่ก็ถูกเรียกเข้าไปพบ พ่อยกมือไหว้ครูใหญ่อย่างนอบน้อม ทั้งๆ ที่ดูแล้วก็น่าจะอยู่ในวัยเดียวกัน ชนะไหว้ตาม "ผมพาลูกชายมาฝากเรียนครับ" ครูใหญ่รับไหว้ แล้วถาม "กี่ขวบแล้วครับนี่" "ย่างแปดขวบแล้วครับ" "โอ้โฮ ทำไมมาช้าจังล่ะครับ" พ่อทำหน้าเหมือนรู้สึกผิด "คือ...ผมเห็นเขาขาไม่ดี ก็ไม่ทันคิดอะไร เลี้ยงไปเรื่อยๆ เผลอแป๊บเดียวแปดขวบเข้าไปแล้ว" ครูใหญ่หันมามองชนะด้วยสายตาเอ็นดู พลางถามต่อ "เขาอ่านเขียนได้ไหมครับ มีใครสอนให้บ้างหรือเปล่า" "ก็พอได้ครับ แม่เขาสอน" "หนูชื่ออะไร" คราวนี้ครูใหญ่หันมาถามชนะ "ชนะครับ" "เอ้านี่...ลองอ่านให้ครูฟังซิ อ่านตรงตัวโตๆ น่ะ" ครูใหญ่ส่งหนังสือพิมพ์ให้ชนะ มีตัวหนังสือกับรูปภาพอยู่ด้านหน้าเต็มไปหมด จนเขาไม่รู้จะอ่านตรงไหนก่อนดี จึงกวาดตาไปเรื่อยๆ จนพบชื่อของตัวเองอยู่บนข้อความหนึ่ง "ที...ที...ทีม...ชาติไทย...ชนะ มา...เลย์...2-1...ปา...ปา..." ถึงตรงนี้ชนะหันมามองพ่อเหมือนจะขอความช่วยเหลือ "ปาฏิหาริย์..." ครูใหญ่ต่อให้แล้วยิ้ม "คำหลังมันอ่านยากหน่อย แต่เขาก็มีพื้นฐานใช้ได้นี่ครับ แสดงว่าแม่สอนมาดี" พ่อยิ้มอย่างโล่งอก ชนะก็โล่งอกไปด้วยที่ไม่โดนตำหนิที่อ่านคำสุดท้ายไม่ออก "ขาเขาเป็นอะไรครับ" ครูใหญ่ถามออกมาตรงๆ "เป็นโปลิโอครับ" "อ้าว ไม่ได้หยอดยาหรือ" "ช่วงนั้นยายังไม่แพร่หลายครับ ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็น จู่ๆ ก็เป็นไข้ตัวร้อน ทานยาก็ไม่หาย แล้วก็ตัวอ่อนไปเลย...ไปถึงโรงพยาบาลก็ไม่ทันเสียแล้ว..." "อืม...แล้วนี่เขาจะมาเรียนไหวหรือครับ ขาแข้งไม่ดีต้องมีคนคอยดูแลหรือเปล่า" "เรื่องนี้คุณครูใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เขาช่วยเหลือตัวเองได้ อาจจะดูเก้งก้างหน่อย แต่ก็ไม่เป็นปัญหาครับ อยู่บ้านเขาก็ดูแลตัวเองได้ อาบน้ำเอง ทานข้าวเอง แถมยังช่วยงานแม่ได้ด้วยครับ" "อืม...เก่งนี่" ครูใหญ่ชม "ซนไหมครับ" "เอ่อ....ซนมากครับ" "ผมว่าแล้ว เห็นรอยขีดข่วนเต็มตัว ท่าจะซนเอาการ โอ้โฮ รอยหัวแตกตั้งสองรอย" ครูใหญ่ชะโงกมามองศีรษะของชนะแล้วหัวเราะเบาๆ "อยู่ในสวนก็เล่นกับเพื่อนจนตัวดำ พอเพื่อนไปโรงเรียนตัวเองต้องอยู่บ้านก็หงอยๆ ผมเลยคิดว่าพามาฝากครูใหญ่ช่วยอบรมสั่งสอนคงจะดีกว่า" "ครับ แต่คงต้องระวังกันหน่อย โรงเรียนของเรามันติดแม่น้ำ ขืนซนมากๆ ตกน้ำตกท่าไปล่ะก็แย่เลย " "ครับ ผมจะคอยกำชับไม่ให้เขาซนครับ" ครูใหญ่นั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ จนพ่อกับชนะเริ่มอึดอัด เสียงกริ่งพักกลางวันดังขึ้น เด็กๆ เริ่มทยอยกันออกมาที่โรงอาหาร แล้วครูใหญ่ก็พูดขึ้น "ถ้าให้เริ่ม ป.1 คงไม่ไหว เพราะอายุปาเข้าไปแปดขวบแล้ว เอางี้...ลองเรียน ป.2 เลยก็แล้วกัน ถ้าเรียนไหวก็เรียนต่อไป ไม่ต้องเริ่ม ป.1" "ขอบพระคุณมากครับ" พ่อยกมือไหว้ครูใหญ่อีกที พลางหันมาทางชนะ "ไหว้ครูใหญ่สิลูก" ชนะทำตามอย่างว่าง่าย "งั้นเปิดเทอมมาเรียนเลยนะ" ครูใหญ่กล่าว วันเสาร์ เพื่อนๆ หยุดเรียน และกำลังนัดแนะกันเข้าไปเล่นในสวน หลังจากผจญภัยกับผีบ้านยายพันคราวนั้นแล้ว แก๊งค์ลูกหินก็ไม่เคยเฉียดเข้าไปใกล้บ้านหลังนั้นอีกเลย หนังสะติ๊กก็หล่นหายอยู่ในบ้านยายพัน แล้วก็ไม่มีใครคิดจะทำหนังสะติ๊กขึ้นมายิงนกกันอีก แต่วันนี้ได้ข่าวมาจากเจ้าแดงว่า มีอาวุธใหม่มาให้เพื่อนๆ เล่นอีกแล้ว มันไปได้ความรู้ในการผลิตอาวุธชนิดใหม่นี้มาจากรุ่นพี่ที่โรงเรียน "เขาเรียกว่า อีโพละ..." แดงเล่า พลางเอ่ยชื่ออาวุธชนิดใหม่ด้วยน้ำเสียงโอ้อวด "เป็นยังไงวะ อีโพละ ของเอ็ง" อ้วนซักด้วยความอยากรู้ "เดี๋ยวก็รู้...ว่าแต่ที่ข้าสั่งให้พวกเอ็งเอามีดอีโต้กับตะเกียบมาน่ะ เอามารึเปล่า" "ข้าไม่ได้เอามาว่ะ กลัวแม่ตี" ป้อมออกตัว "ข้าแอบเอามา แต่เดี๋ยวตอนเย็นต้องรีบเอาไปคืน" อ้วนกล่าว แล้วหันมาทางชนะ "ไอ้นะก็เอามาไม่ใช่หรือ" "อืม...ที่บ้านมีอีโต้ 2 เล่ม หยิบมาแม่คงไม่รู้" "มีของข้าอีกเล่มนึง รวมเป็นสาม พอแล้ว" แดงเอ่ยขึ้นบ้าง "แล้วตะเกียบล่ะ" ป้อมกล่าวขึ้นบ้าง ชนะรีบตอบ "ข้าเอาตะเกียบมาหลายอัน" "งั้นเราเข้าสวนกันเถอะ" ช่วงนี้ชมพู่ในสวนกำลังออกดอกเต็มต้น....การออกดอกของชมพู่ชุดแรกจะเริ่มประมาณเดือนธันวาคมถึงต้นมกราคม และจะไปเก็บผลได้ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม การออกดอกชุดที่สอง จะเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และจะไปเก็บผลได้ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม นับเป็นรุ่นที่ชมพู่ออกมากที่สุดในรอบปี ถ้าหลังเดือนเมษายนไปแล้วต้นที่สมบูรณ์มากๆ จะยังมีดอกและผลอยู่บ้าง เรียกว่า รุ่นทวาย กลุ่มเด็กจำนวน 7 คน กำลังเดินดุ่มเข้าไปในสวน รวมทั้งเด็กขาพิการที่ใช้ไม้ยันโหย่งตัวตามเพื่อนไปติดๆ ที่ชื่อชนะด้วย... ที่ริมคลอง มีป่าไผ่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก แดงจัดแจงสั่งให้อ้วนลงไปตัดไม้ไผ่ขนาดเหมาะมือมาจำนวนหนึ่งให้พอสำหรับเพื่อนๆ ทั้ง 7 คนจะได้ใช้ทำอาวุธ เมื่อได้ไม้ไผ่มาแล้ว แดงก็เริ่มสาธิตการทำอีโพละ โดยมีอ้วนกับป้อมทำตามอยู่ข้างๆ ส่วนชนะกับคนอื่นๆ ก็ล้อมวงกันดู เพราะมีมีดอีโต้อยู่เพียง 3 เล่ม แดงเริ่มด้วยการเลือกใช้ไม้ไผ่ตรงบริเวณใกล้ยอด เพราะจะได้ลำไม้ไผ่ขนาดเหมาะมือ ตัดไม้ไผ่ออกมาสองท่อน ท่อนหนึ่งยาวประมาณ 4 นิ้ว อีกท่อนหนึ่งยาวประมาณ 7 นิ้ว เมื่อตัดไม้ไผ่ออกมาแล้วมองดูตามขวางจะเห็นรูกลมๆ เล็กๆ อยู่ตรงกลางปล้อง แดงเอาตะเกียบสอดเข้าไปในรูของไม้ไผ่ท่อนที่ยาว 4 นิ้ว กระแทกจนไม้ตะเกียบอัดแน่นติดกับปล้องไม้ไผ่ "อันนี้เรียกว่า มือจับ" แดงอธิบาย จากนั้นจึงเหลาตะเกียบให้มีขนาดพอดีกับรูของไม้ไผ่ท่อนที่ยาว 7 นิ้ว แล้วยกให้เพื่อนๆ ดู "อันนี้คือลำกล้อง เอาไม้ตะเกียบที่มีมือจับ เสียบเข้าไปในลำกล้อง แล้วชักเข้าชักออกแบบนี้ เวลายิงก็กระแทกมือจับเข้าไปในรูแบบนี้ ลูกกระสุนก็จะพุ่งออกทางปลายลำกล้อง" "อืม...เข้าใจล่ะ เอ้า มาช่วยกันทำให้ครบ จะได้ไปลองกัน" อ้วนบอกเพื่อนๆ เด็กๆ ช่วยกันทำอีโพละอย่างสนุกสนานอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้งาน การทำอีโพละของเด็กๆ ก็มีอุปสรรคบ้าง เช่นไม้ไผ่ไม่ได้ขนาด รูมีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป บางครั้งตะเกียบก็หัก แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เรียบร้อย "แล้วเอาอะไรเป็นกระสุนล่ะ" ชนะถามขึ้น เมื่อทุกคนมีอาวุธพร้อม แดงยิ้มอย่างผู้มีภูมิ แล้วหันไปทางต้นชมพู่ที่กำลังออกดอกเต็มต้น "โน่นไง" พูดจบก็นำเพื่อนๆ ไปที่ต้นชมพู่ แล้วเด็ดดอกชมพู่ตูมๆ มาวางลงตรงรูด้านปลายลำกล้อง ใช้มือซ้ายประคองลำกล้องไว้ มือขวาจับมือจับด้านที่เป็นตะเกียบ หันด้านที่เป็นไม้ไผ่มาเป็นฆ้อนตอกดอกชมพู่ลงไปในรูจนแน่น จากนั้นสอดด้านที่เป็นตะเกียบของมือจับเข้าไปในรู แล้วกระแทกแรงๆ.... โพล๊ะ!!! เสียงลมอัดดอกชมพู่พุ่งออกไปแรงเหมือนกระสุนปืน "เฮ....." เด็กๆ หัวเราะชอบใจกันใหญ่ แล้วพากันปีนเก็บดอกชมพู่มาตุนไว้เป็นกระสุน "มาเล่นยิงกัน" แดงตะโกน เพื่อนๆ พากันหลบตามหลังต้นไม้บ้าง หลังพงหญ้าบ้าง แล้วก็ตอกดอกชมพู่ทำเป็นกระสุน ยิงกันอย่างสนุกสนาน ใครพลาดโดนยิงเข้าก็จะเป็นรอยจ้ำแดงๆ พอเจ็บๆ คันๆ นี่ล่ะ...อีโพละของเจ้าแดง เด็กๆ สนุกสนานกันมาก กับของเล่นใหม่ชิ้นนี้ แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ "โอ๊ย !!!" เสียงใครคนหนึ่งดังอยู่ในพงหญ้า เป็นเสียงร้องที่ไม่เหมือนตอนที่ถูกดอกชมพู่ยิงใส่ เสียงนี้ดังกว่าปกติและมีเสียงครางตามมา จนทุกคนต้องหยุดเล่นแล้วรีบเข้ามาดู เจ้าป้อมนั่นเอง กำลังร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เอามือกุมที่ลูกตา "โอ๊ยๆ เจ็บ...เจ็บตา" "เฮ้ย ไหนดูซิป้อม ใครยิงโดนตามันวะ" ทุกคนส่ายหน้า ไม่รู้ว่าดอกชมพู่จากฝีมือใครพุ่งเข้าตาป้อม เขายังคงส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด "พามันกลับบ้านดีกว่า" อ้วนออกความเห็น แล้วจับป้อมขึ้นหลังรีบพาออกจากสวนกลับไปบ้านทันที "คนอื่นๆ กลับบ้านไปก่อน เดี๋ยวมีอะไรข้าจะส่งข่าว" "ดีนะที่ลูกกระสุนโดนแค่เปลือกตา ถ้าเข้าไปในลูกตามีหวังตาบอด นี่ก็ต้องหยุดเรียนไปหลายวัน เล่นอะไรกันไม่ระวังเลยเด็กพวกนี้ พ่อต้องห้ามแล้วนะ ต่อไปนี้จะไปไหน เล่นอะไรกับใคร ต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้ง ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ห้ามไปเด็ดขาด เข้าใจไหม" ค่ำนี้ชนะโดนดุเต็มๆ เพราะแม่ของป้อมแวะมาที่บ้านชนะหลังกลับจากโรงพยาบาล พาป้อมซึ่งมีผ้าปิดตาอยู่มาด้วย พ่อกับแม่นั่งคุยอยู่กับแม่ของป้อมนานมาก กว่าป้อมกับแม่จะกลับไป "ป้อมบอกว่ากระสุนวิ่งมาจากทางที่นะอยู่ ลูกเกือบจะทำให้เพื่อนตาบอดแล้วรู้ไหม" แม่สำทับเข้าอีก แล้วทั้งพ่อและแม่ก็รุมกันต่อว่าชนะมากมายจนเขาเองจำแทบไม่ได้ว่าพ่อกับแม่พูดอะไรไปบ้าง คืนนี้ชนะนอนไม่หลับเลย รู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด แล้วทำไมถึงโดนดุมากมายขนาดนั้น ตั้งแต่วันนั้น จนกระทั่งถึงวันเข้าเรียน....ชนะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเล่นในสวนกับเพื่อนๆ อีกเลย ...................................................
ขอบคุณเพลง นิทานหิ่งห้อย วงดนตรี เฉลียง ประพันธ์โดย ประภาส ชลศรานนท์
|